ผู้เขียนมีงานอดิเรกบางอย่างที่ทำให้รู้สึกมหัศจรรย์เหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กตัวน้อยๆ อีกครั้ง นั่นคือการทำอาหารและการผสมน้ำหอม ที่ทำให้ได้ฝึกใช้ความสนใจใคร่รู้และได้ทดสอบประสาทสัมผัสของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะประสาทรับกลิ่นและประสาทรับรส ถ้าถามว่าทำไมรสชาติอาหารและกลิ่นน้ำหอมจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้เขียนมากขนาดนั้น ก็คงเป็นเพราะมันมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่มีอานุภาพต่อระบบประสาทของผู้เขียนอย่างยากจะอธิบายได้

ผู้อ่านที่ติดตามบล็อกนี้มาตลอด อาจไม่เคยทราบว่า จุดเริ่มต้นของบล็อกนี้ คือการที่มันถูกสร้างขึ้นจากความทุกข์ทางใจอย่างสาหัสของผู้เขียน ผู้เขียนทรมานจากโรคเครียดและวิตกกังวลมาเป็นเวลานาน และอาการทางใจนี้ก็ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยทางกาย ไม่ว่าจะเป็นการปวดถ่วงบริเวณท้ายทอย สมองเบลออย่างหนัก ความสามารถในการจดจำลดลง เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และนอนไม่หลับ

ความกังวลเรื่องอาการทางกายของตัวเอง และความกลัวว่าอาจจะสูญเสียสมองที่ใช้ในการจดจำและเรียนรู้ไปอย่างถาวร ก็ยิ่งวนกลับมาทำให้ความเครียดทวีคูณ แต่ในเวลาที่ความทุกข์ทางใจและกายบีบคั้นถึงที่สุด มันได้กลายเป็นขุมพลังและแรงบันดาลใจอย่างยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจเปลี่ยนแปรวิกฤติที่ตัวเองได้เผชิญ ให้เป็นโอกาสสำหรับคนอื่นๆ ที่อาจเคยประสบปัญหาแบบเดียวกัน ความทุกข์ถูกย่อยสลายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดสิ่งที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผู้เขียนจะทำได้ ผ่านบล็อกแห่งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความรื่นรมย์ใจ และแรงบันดาลใจ โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว นอกจากค่าอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเอง มันคงเป็นวิธีเย้ยวิบากกรรมในสไตล์ของผู้เขียนเอง ที่จะไม่ยอมให้ความทุกข์เกิดกับตัวเองแบบฟรีๆ แต่ผลกำไรที่จะได้ตอบกลับมานั้นจะต้องแพงมาก เพราะมันจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนที่ได้มาเจอบล็อกนี้

เวลาที่ผู้เขียนเครียดหรือไม่สบายใจ ผู้เขียนชอบเข้าครัวเป็นอันดับแรก ผู้เขียนชอบกลิ่นของเครื่องเทศและสมุนไพรแห้งต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ในครัว และเมื่อเดินออกจากครัวไปไม่กี่ก้าว ก็จะถึงสวนสมุนไพรที่คุณพ่อปลูกไว้ ในยามที่สมองตึงเครียด เมื่อได้เด็ดใบสะระแหน่จากกระถางขึ้นมาขยี้ดม มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบอย่างประหลาด ผู้เขียนเที่ยวเด็ดใบสมุนไพรทุกอย่างในสวนขึ้นมาขยี้ดม และเริ่มสนุกสนานกับการพยายามแยกแยะและจดจำชื่อ ตลอดจนลักษณะกลิ่นและรสของสมุนไพรแต่ละชนิดให้ได้ และถ้าวันไหนความตึงเครียดในใจผู้เขียนมีมาก สมองเบลอหนัก สมาธิและความจำสั้นลง ผู้เขียนจะแก้เผ็ดด้วยการนึกถึงผลิตผลจากธรรมชาติที่มีอยู่ในห้วงเวลานั้น แล้วจินตนาการถึงเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนผสม จากนั้นจะใช้เวลานานหลายชั่วโมงอยู่ในครัว เพื่อประกอบอาหารตามโจทย์ที่ตัวเองตั้งไว้ นี่เป็นวิธีฝึกสมาธิที่ดีที่สุด เพราะเมื่อจิตใจตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ความวิตกกังวลและฟุ้งซ่านก็จะหายไป และเมื่อสำเร็จแล้ว ผลที่ได้ก็นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดี ทำให้ความตึงเครียดหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมนูอาหารเหล่านี้ผู้เขียนได้นำมาถ่ายทอดเป็นบทความลงในบล็อก โดยค้นคว้าข้อมูลที่น่าสนใจมาประกอบไว้ด้วย เผื่อจะสามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้

"Herb Kitchen" โดย แสงแข

“Herb Kitchen” โดย แสงแข

ผู้เขียนทำแบบเดียวกันนี้กับดอกไม้มากมายที่ปลูกสะสมไว้ในสวน เมื่อฤดูออกดอกมาถึง ก็เป็นเวลาที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างหนักกับการเก็บดอกไม้หลายชนิดมาสกัดกลิ่น กลีบดอกไม้นี้ต้องเปลี่ยนออกแล้วนำกลีบใหม่มาใส่แทนทุกวัน เมื่อดอกไม้ออกพร้อมกันหลายชนิด ก็จะน่าเวียนหัวอย่างที่สุดกับการต้องเปลี่ยนกลีบดอกใหม่ทางโน้นที ทางนี้ที แต่มันก็เป็นความเหน็ดเหนื่อยที่เจือไปด้วยความสุขอย่างเหลือเกิน

นี่แหละคือกระบวนการเยียวยาจิตใจและร่างกายของผู้เขียน เมื่อเราเดินเข้าไปในสวนเพื่อเก็บสมุนไพรหรือดอกไม้ มือและเท้าเราสัมผัสกับดิน ซึ่งคนโบราณท่านก็เชื่อว่าธาตุดินนี้มีผลสำคัญในการเยียวยาร่างกายที่เจ็บป่วยของมนุษย์ ความเชื่อนี้สมเหตุสมผลเพราะมนุษย์เราอยู่กับดินตลอดทั้งชีวิต เรากินผลผลิตที่ได้มาจากดิน และขับถ่ายลงดิน หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ ดินจึงเป็นรากฐานและพลังของชีวิตเรา เมื่อมือเราสัมผัสกับพืชพรรณต่างๆ มันก็ถ่ายทอดเอาความชุ่มเย็นมาถึงร่างกายเราด้วย และเมื่อเราบริโภคเอาพืชเหล่านี้เข้าไป กลิ่นของมันจะมีผลต่อสมองของเราโดยตรง ซึ่งจะไปปรับอารมณ์ของเราให้รู้สึกอบอุ่น คึกคัก สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรือสงบผ่อนคลายก็ได้ ส่วนรสชาติของมันนั้นไม่ต้องพูดถึง มันช่วยทำให้อาหารน่ารับประทาน และมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างเหลือหลาย ความต้องการทางปากท้องถือเป็นความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เราจะรู้สึกสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น เมื่อความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองอย่างดีพอ

ข้อคิดที่ผู้เขียนได้รับจากประสบการณ์เหล่านี้ก็คือ เมื่อคุณรู้สึกเป็นทุกข์หรือตึงเครียดในใจ ไม่ว่าจะเกิดจากการงาน การเงิน ปัญหาสุขภาพ ฯลฯ การหันกลับไปหาธรรมชาติเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ธรรมชาติให้กำเนิดชีวิตเรา จึงเปรียบเสมือนแม่ของเรา การเชื่อมต่อร่างกายและจิตใจของเราเข้ากับธรรมชาติจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับไปสู่แหล่งกำเนิดของชีวิตที่สงบ เป็นสุข และปลอดภัย เราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แยกห่างหรือถูกตัดขาดจากโลกและสภาพแวดล้อมอีกต่อไป ผู้เขียนยังเชื่ออีกอย่างว่า ในเมื่อทุกอย่างในจักรวาลนี้ประกอบด้วยสสารและพลังงาน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจึงต้องมีการแผ่พลังงานออกมาด้วย และถ้าเราสามารถปรับใจและกายของเราให้สามารถจูนรับคลื่นพลังงานจากผลิตผลต่างๆ ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ต้นไม้ สมุนไพร ผลไม้ หรือดอกไม้ ร่างกายและจิตใจของเราจะได้รับการเยียวยาให้ดีขึ้นได้

และแน่นอนว่า เมื่อสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติยังแผ่พลังงานได้ มนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ย่อมแผ่พลังงานออกไปสู่โลกและจักรวาลได้ด้วยเช่นกัน แรงสั่นสะเทือนจากความคิด คำพูด และการกระทำของเราย่อมถูกส่งออกไปสู่สภาพแวดล้อม ดังนั้นหากเราต้องการให้โลกที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างทุกวันนี้ สงบเย็นลง เราก็คงต้องหันกลับมาทบทวนตัวเราเองแล้วว่า เราได้แผ่พลังงานที่เป็นบวกออกไปสู่โลกมากพอแล้วหรือยัง