“Butterflies” โดย แสงแข

ผู้เขียนยังจดจำได้ดีว่า เมื่อสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กนั้น การเล่นสำคัญขนาดไหน สำคัญจนกระทั่งว่า แม้ในตอนนี้ที่ผู้เขียนโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ก็ยังต้องหาเวลาว่างมาเติมพลังจิตพลังใจให้ตัวเอง ด้วยการเล่นแบบเด็กๆ เสมอ เกมการเล่นของผู้เขียนในตอนนี้ มันก็คือการต่อยอดมาจากการเล่นกับจินตนาการในหัวตัวเองสมัยเมื่อยังเด็กนั่นเอง ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วที่ผู้เขียนสามารถสร้างภาพของดินแดนในนิยาย ที่มีตัวละครเอก พร้อมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและองค์ประกอบฉากอื่นๆ ขึ้นมาในหัว และเรียงร้อยเรื่องราวให้ตัวละครแต่ละตัวที่ตนเองสร้างขึ้นมาได้กระทำสิ่งต่างๆ หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้เขียนก็มีแค่ห้องเก่าๆ กับกองนิตยสารผู้หญิงของคุณป้า คุณย่า ที่มีภาพประกอบสวยๆ แค่นั้นเอง การละเล่นชนิดนี้ผู้เขียนไม่เคยบอกใคร ไม่เคยเชื้อเชิญให้เพื่อนคนใดมาเล่นด้วย เพราะเพื่อนส่วนใหญ่เขาชอบเล่นอะไรที่ได้ใช้กำลังกาย อย่างการออกไปกระโดดโลดเต้นนอกบ้าน เล่นเกมสนุกสนานอะไรต่างๆ ตามประสาเด็กวัยนั้น เด็กเพี้ยนๆ อย่างผู้เขียนที่ชอบคุ้ยกองนิตยสารแฟชั่นเก่าๆ และเพลิดเพลินอยู่กับจินตนาการของตัวเองได้เป็นวันๆ โดยไม่เบื่อไม่หน่าย จึงรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากเด็กอื่นในรุ่นเดียวกันอยู่บ้าง ทำให้ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังถึงการเล่นของตัวเอง เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า คงยากที่จะหาใครมาสนุกด้วยกันได้

แต่เชื่อไหมว่า การเล่นแบบนั้นมันกลายเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถอะไรหลายๆ อย่างที่ผู้เขียนมีในวันนี้ อย่างเช่น สายตาทางศิลปะ หรือการรู้จักเล่นกับสีสันและลวดลายต่างๆ รวมทั้งการเล่าเรื่องด้วยภาพ เพราะผู้เขียนมักผสมผสานภาพหลายๆ ภาพที่ตัวเองจำได้ติดตาจากหนังสือสวยๆ ขึ้นมาเป็นภาพใหม่ อย่างเช่น ถ้าในภาพหนึ่ง นางแบบใส่เสื้อที่ดูวิจิตรงดงาม ซึ่งมันไปเข้ากับสไตล์ของเครื่องประดับที่ปรากฏอยู่ในนิตยสารเล่มอื่น ผู้เขียนก็จะผสมผสานภาพเสื้อผ้ากับเครื่องประดับนั้นเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสร้างภาพทรงผม สีสันบนใบหน้านางแบบ และพร็อพเครื่องประกอบฉากขึ้นมาใหม่ ออกแบบใหม่ให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องวาดมันลงกระดาษ เพราะสามารถเห็นภาพนั้นขึ้นมาในหัวได้เลย หลังๆ มา ผู้เขียนยังรู้จักนำความสามารถในการจำภาพมาใช้ในการเรียนหนังสือด้วย บางครั้งก็โดยที่ไม่รู้ตัวเอง อย่างเช่น การท่องหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ผู้เขียนไม่ได้ท่องเป็นถ้อยคำจากเล็คเชอร์ของอาจารย์เท่านั้น แต่ผู้เขียนสามารถจำได้ว่า เล็คเชอร์เรื่องนั้นๆ มันอยู่ตรงจุดไหน ตำแหน่งไหนของหน้ากระดาษ และเขียนไว้ด้วยตัวหนังสือแบบไหน สีอะไร มันคงคล้ายๆ กับการใช้กล้องบันทึกภาพหน้าหนังสือเหล่านั้นเอาไว้ เพียงแต่ผู้เขียนใช้ใจตัวเองแทนกล้องนั่นเอง

ที่สำคัญ การเล่นแปลกประหลาดของผู้เขียนในตอนนั้น ส่งผลดีที่สุดในวันนี้ เมื่อผู้เขียนเริ่มมีแรงกระตุ้นที่จะวาดจินตนาการของตัวเองลงบนกระดาษให้คนอื่นได้ชมอย่างเป็นรูปธรรม การวาดรูปของผู้เขียนนั้น ใช้สมุดสเก็ตซ์หรือทดลองวาดน้อยมาก เพราะผู้เขียนชอบหาแรงบันดาลใจจากภาพสวยๆ ในหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต จากนั้นก็ใช้ใจตัวเองนี่แหละ ประมวลภาพตัวอย่างเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ปรับแต่งตรงโน้นตรงนี้ หรือไม่ก็หลอมรวมมันขึ้นมาเป็นภาพใหม่อย่างที่เล่าไว้ตอนต้น จะว่าใช้ใจของตัวเองแทนสมุดสเก็ตซ์ก็เป็นได้ เวลามีคนถามว่า วาดรูปได้อย่างไร ผู้เขียนก็จะบอกเขาไปอย่างขำๆ ว่า ‘ฝัน’ เอา คือจะจินตนาการขึ้นมาก่อนว่า ภาพที่ต้องการนั้น ตัวเอกทำอะไร อยู่ที่ไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มีใครหรืออะไรอยู่ร่วมด้วยบ้าง โทนสีเป็นอย่างไร อารมณ์ประมาณไหน ต้องการสื่อสารอะไร ผู้เขียนจะสนุกเบิกบานที่สุดเวลาได้ค่อยๆ ปะติดปะต่อภาพเหล่านี้ขึ้นมาในหัว ก่อนจะเอาลงกระดาษเป็นภาพจริง

นี่ใช่ไหมที่ปราชญ์เอกของโลกอีกท่านหนึ่งอย่างไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า จินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นเพราะมันสามารถยกจิตใจของคุณให้เข้าสู่มิติแปลกประหลาดมหัศจรรย์ซึ่งบางทีตัวหนังสือหรือคำพูดของมนุษย์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ สำหรับผู้เขียนแล้ว มันเป็นที่มาของความสุขในใจ เพราะมันไร้กรอบ พรมแดน หรือข้อจำกัดใดๆ มันทำให้รู้สึกถึงอิสรภาพอันชื่นบาน แต่ผู้เขียนว่า ความสุข ความชื่นบานนั้น จะยิ่งทบเท่าทวีคูณ ถ้าเราสามารถถ่ายทอดจินตนาการอันงดงามให้คนอื่นสัมผัสรับรู้ด้วย เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือบำบัดเยียวยาหัวใจ คลายความทุกข์และตึงเครียดที่ต้องเผชิญในชีวิต ตลอดจนเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่อไป