“The Blue Lady” โดย แสงแข

สีน้ำเงิน – สีแห่งความเยือกเย็นลึกล้ำของฟากฟ้าและมหาสมุทรยามค่ำคืน จึงสื่อถึงสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด สัจธรรม ความศรัทธา ความมั่นใจ ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี อันเป็นคุณสมบัติที่สูงส่งของมนุษย์ “เลือดสีน้ำเงิน” หมายถึงบุคคลผู้มีชาติตระกูลสูง อีกทั้งประกอบไปด้วยคุณงามความดีที่บุคคลทั่วไปให้การยอมรับนับถือ ในด้านการบำบัดร่างกายและจิตใจนั้น เชื่อว่าสีน้ำเงินช่วยให้เกิดความสงบและความมั่นคงทางจิตใจ สร้างแรงบันดาลใจที่จะกระทำตามอุดมคติของตน เฉดสีน้ำเงินยิ่งเข้มลึกมากเท่าไหร่ ก็หมายถึงความลึกล้ำ ภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญ ความหนักแน่นมั่นคงและพลังอำนาจ เรียกว่าเป็นสีแห่งนักปราชญ์ นักการศาสนา และนักปกครองโดยแท้

ผู้เขียนวาดภาพนี้ขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากความงดงามล้ำลึกของสีน้ำเงิน ด้วยการถามตนเองว่า หากจะกล่าวถึงสีน้ำเงินแล้ว ผู้เขียนนึกเห็นอะไร และภาพนี้ก็ผุดขึ้นมาในใจยามเมื่อผู้เขียนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งจินตนาการ ในค่ำคืนที่ดวงดาวกำลังส่องแสงพริบพรายอยู่บนฟากฟ้า ผู้เขียนมี ‘muse’ เป็นสตรีเสมอมา ความงามของผู้หญิงเป็นสิ่งแรกในโลกที่ทำให้ผู้เขียนอยากลุกขึ้นมาวาดรูปสักรูปหนึ่ง รองลงไปก็คงเป็นดอกไม้ ป่า และสายน้ำ และอย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า ผู้เขียนหลงใหลงานศิลปะสำหรับเด็ก เพราะมันทำให้รู้สึกเหมือนได้ติดปีกโบยบินย้อนเวลากลับไปสู่ความร่าเริงเบิกบานและความอบอุ่นหัวใจในวัยเด็กของเราเอง ผู้เขียนบอกตัวเองเสมอว่า ไม่ว่ากาลเวลาแห่งชีวิตจะผันผ่านไปนานเท่าใด ไม่ว่าร่างกายจะแก่ชราอย่างไร ก็จะไม่มีวันหลงลืมความงดงามมหัศจรรรย์ของวัยเด็ก ที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างในทุกวันนี้

สุดท้ายนี้ ก็อยากจะยกเอาคำกล่าวของอัจฉริยะหรือปราชญ์เอกของโลกท่านหนึ่ง คือ Leonardo da Vinci มาไว้ ณ ที่นี้ว่า “I wish to work miracles. – ข้าพเจ้าปรารถนาจะสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์” คำกล่าวนี้จับใจผู้เขียนอย่างไม่สามารถอธิบายได้ และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของตนเองเสมอมา ผู้เขียนหวังเพียงว่า ผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากบล็อกเล็กๆ แห่งนี้ และได้ซึมซาบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและจิตวิญญาณอย่างที่ผู้เขียนตั้งใจไว้ทุกประการ