ไหนๆ ก็ใกล้ฤดูรับปริญญาเข้ามาแล้ว เลยอยากจะขอนำบทความเก่าที่เคยเขียนไว้แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ มาสู่สายตาผู้อ่านสักครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่บทเรียนที่ได้ก็ยังคงทันสมัยเสมอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษาของปัจจุบัน

———————————

from Cards (Print Animals) on Pinterest

from Cards (Print Animals) on Pinterest

นับตั้งแต่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับ (อดีต) เยาวชนรุ่นเดียวกับตัวเองอีกจำนวนมาก และได้เรียนรู้อะไรอื่นที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยบ้าง จากประสบการณ์การทำงานเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ที่ต้องตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า จะมุ่งหน้าศึกษาต่อในสาขาวิชาหรือวิชาชีพใด เพราะตระหนักว่าทุกวันนี้การเรียนจบแค่ปริญญาตรี ดูจะไม่เพียงพอสำหรับการอยู่รอดในสังคมของคนชั้นกลางที่ต้องมุ่งมั่นทำมาหากินอีกแล้ว

หลังจากไล่เรียงดูสาขาวิชาต่างๆ ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัย พร้อมกับการคิดคำนวณเอาง่ายๆ และแรงหนุนจากบิดาที่รักซึ่งอยากเหลือเกินที่จะเห็นลูกเรียนต่อในสาขาที่จบมา (รัฐศาสตร์การระหว่างประเทศ) และได้เป็นข้าราชการ อันเป็นที่เชิดหน้าชูตาในความเห็นของคนไทยส่วนใหญ่ หรือ เป็นอะไรก็ได้ที่ ‘ซีเรียส’ และน่าเชื่อถือ ผู้เขียนก็เลยตกลงปลงใจสอบเข้าเรียนต่อในคณะรัฐศาสตร์เหมือนเดิม แต่เป็นสาขาการเมืองการปกครอง ซึ่งดูจะใกล้เคียงกับความสนใจของตัวเองมากกว่า ด้วยความเชื่อว่า เมื่อไม่ได้เปลี่ยนสาขาวิชาชนิดหักมุม โอกาสสอบเข้าได้ก็น่าจะมีมากกว่าไปสมัครเข้าคณะอื่นที่เราไม่ได้มีพื้นฐานความรู้แน่นพอ แม้ว่าเราจะสนใจคณะเหล่านั้นมากเกือบพอๆ กันก็ตาม ซึ่งก็ถือว่าเป็นนิสัยความเคยชินเดิมๆ ของผู้เขียน ที่ชอบ play safe เอาไว้ก่อน

สุดท้ายผู้เขียนก็สอบเข้าเรียนต่อได้สมดังใจหมาย จนถึงวันปฐมนิเทศน์ ที่นักศึกษาต้องไปพบปะอาจารย์ประจำภาควิชาและรุ่นพี่ในสาขาวิชาเดียวกัน ซึ่งมาร่วมแชร์ประสบการณ์การเรียนรู้ให้กันฟัง อาจารย์ทุกท่านต่างก็น่ารักน่าชังในสไตล์ของตัวเอง การพูดคุยวันนั้นจึงมีบรรยากาศแสนจะกันเอง แม้จะมีการข่มขู่คุกคามเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับความ ‘หิน’ ของเนื้อหาวิชาและเปอร์เซ็นต์อันน้อยนิดของนักศึกษาที่เรียนจบได้ภายใน 2 ปีตามกำหนด แต่ ‘ตลกร้าย’ ของอาจารย์เหล่านี้ ก็เรียกเสียงฮาอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะมุก “ถ้าเรียนไม่ไหว ก็ไปมีผัวซะ” ของอาจารย์ชายท่านหนึ่ง

ภาพโดย Travis Price

ภาพโดย Travis Price

บรรยากาศและท่วงทำนองการพูดคุยอย่างนี้ เรียกความรู้สึกเดิมๆ ให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง เหมือนวันเก่าๆ ที่ผู้เขียนเคยใช้ชีวิตอยู่ที่คณะแห่งนี้มานานถึง 4 ปีเต็ม มันเป็นความรู้สึกยืดนิดๆ ในความน่าเกรงขาม ความมืดหม่น ปนความ nerdy แบบนักวิชาการสุด ‘ติสต์’ อันเป็นบุคลิกเฉพาะของหลายคนในสาขาวิชานี้ ที่ผู้เขียนเคยนิยมชมชื่นและอยากเป็นแบบนั้นบ้าง เช่นเดียวกับในเวลานี้ที่ได้ก้าวย่างกลับเข้ามาในคณะอีกครั้ง และพยายามที่จะ ‘ติสต์’ และ ‘nerdy’ เหมือนเดิม ทั้งเปลือกนอกและเนื้อใน แต่ก็น่าแปลกใจว่าคราวนี้ทำไมกลับรู้สึกอึดอัดขัดข้อง อ่อนเพลียละเหี่ยใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อได้รู้คร่าวๆ ว่าจะต้องเรียนอะไรบ้างและด้วยวิธีการเช่นใด เหมือนสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ของตัวเอง หรือร้องเพลงตามท่วงทำนองของคนอื่นยังไงยังงั้น ซึ่งอันนี้ผู้เขียนขอยืนยันว่าไม่ใช่เพราะคำขู่เรื่องความยากของวิชาและเปอร์เซ็นต์การเรียนจบที่น้อยเต็มทีของนักศึกษารุ่นพี่อย่างแน่นอน

บางทีอาการนี้อาจเป็นเพราะความสนใจของผู้เขียนทุกวันนี้มุ่งไปที่การเรียนรู้จากการสัมผัสกับของจริง ที่เรียกว่า firsthand experience ด้วยความเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรานี้ ก็คือการแก้ไขปัญหา เพราะในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต เราต้องเผชิญปัญหามากมาย ทั้งในระดับส่วนตัวไปจนถึงสังคม การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ด้วยความเข้าใจต้นสายปลายเหตุ จึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อชีวิต ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ได้อาศัยปัญญาทางโลกหรือความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบหรือซับซ้อนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญญาทางธรรม หรือ ‘ดวงตาเห็นธรรม’ คือ เห็นและเข้าใจความเป็นจริงของสภาวะต่างๆ แน่นอนว่าปัญญาชนิดนี้ มีศรัทธาปนอยู่ด้วยอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะศรัทธาในความดีงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสดาของทุกศาสนามอบให้ไว้แก่มนุษย์แต่ละประเภท เพื่อใช้ในการแยกแยะว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งจริงๆ แล้วผู้เขียนว่ามันก็มีอยู่ในสัญชาติญาณหยั่งรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีจิตสงบเป็นปกติทุกๆ คนนั่นแหละ ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำในการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมวัฒนธรรมหนึ่งๆ ได้อย่างสงบราบรื่น

ปัญญาทางธรรมนี้ยังรวมถึงศิลปะในการ ‘ปล่อยวาง’ ด้วยความเข้าใจว่า ปัญหาบางอย่างนั้นเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิด ซึ่งบางครั้งเหตุปัจจัยเหล่านั้นก็เกี่ยวโยงซับซ้อนมากจนเหลือวิสัยที่จะแก้ไขให้เป็นได้อย่างใจเราทุกอย่าง ผู้เขียนได้รับบทเรียนนี้จากความพยายามเข้าไปทำงานด้านสันติวิธีในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน แล้วได้ตระหนักว่า การแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเกี่ยวโยงถึงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในบ้านเมืองเรา แต่ก็รู้กันดีอยู่ว่าความร่วมมือที่ว่านี้เกิดขึ้นได้ยากเต็มที เพราะจะกำหนดให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนรับผิดชอบคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันนั้น เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ นี่ยังไม่นับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเข้าไปอีก ทุกครั้งที่รับฟังข่าวการสูญเสียในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความทุกข์ใจ ก็จะต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าให้รู้จักมีสติในการปล่อยวางด้วยเช่นเดียวกัน

ก็น่าเสียดายที่การศึกษาของทุกวันนี้ กลับมองข้ามหรือพยายามแยกศรัทธาออกไปจากสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นปัญญา ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ ‘เป็นวิทยาศาสตร์’ แต่เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่พิสูจน์ไม่ได้ ผู้เขียนว่านั่นเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์และนักสังคมศาสตร์จำนวนหนึ่ง ใช้เวลาส่วนมากในการมองออกไปยังโลกภายนอก มากกว่าจะมองเข้าไปในตัวเอง กระทั่งสามารถสังเกตจิตซึ่งเป็นรากฐานของพฤติกรรมตัวเองได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง เขาเหล่านั้นจึงมองไม่เห็นข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานสุดๆ  ซึ่งผู้เคยมีประสบการณ์ในการฝึกจิตทุกคนย่อมรู้ เช่นเรื่องกฎแห่งกรรมมีจริง แต่เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องศรัทธาในศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่พิสูจน์ทดลองไม่ได้ไปเสีย แต่จริงๆ แล้วมันสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการฝึกจิต ถ้าคนเหล่านี้ได้ทดลองปฏิบัติและได้รู้ซึ้งเข้ากับตัวเองแล้วว่ากฎแห่งกรรมนั้นมีจริงเมื่อไหร่ มุมมองของพวกเขาที่มีต่อปัญหาบางอย่างเช่นความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ดังคำของ Albert Einstein ที่ว่า “พระเจ้าไม่เล่นทอดลูกเต๋ากับจักรวาล”

ถ้าเราลองมองเข้าไปในตัวเอง เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความคิดของเรา เราจะเริ่มเห็นว่า อารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมหรือเหตุการณ์ภายนอกที่มากระทบเข้ากับประสาทสัมผัสของเรา ซึ่งเราก็อาจปรุงแต่งอารมณ์และความคิดนั้นต่อไปให้เข้มข้นหรือซับซ้อนยิ่งขึ้นในทิศทางที่เป็นไปตามวิสัยหรือความเคยชินเก่าๆ ของเรา แล้วก็เป็นแรงผลักดันให้เรากระทำการออกไปบางอย่าง ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเราอีกทอดหนึ่ง เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

การศึกษาวิชาอะไรก็ตามในมหาวิทยาลัย มันจึงไม่ควรจะเป็นแค่การสังเกตและพูดถึงเฉพาะสิ่งที่มองเห็น ได้ยิน จับต้องสัมผัสได้ด้วยกายเท่านั้น เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า จิต นั่นแหละ คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการพลุ่งขึ้นของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ซึ่งแปรออกมาเป็นการกระทำต่างๆ ต่อโลกภายนอก การศึกษาแต่เรื่องของโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยละเลยโลกภายในจะเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์ได้อย่างไร ผู้เขียนว่ามันต้องเรียนทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน จึงจะทำให้การศึกษาของเราทุกวันนี้ เป็นการศึกษาของ ‘มนุษย์’ ที่มีครบทุกมิติ คือรวมถึงมิติทางจิตวิญญาณด้วย จึงจะตอบปัญหาของตัวเรา สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง

ผู้เขียนยังเชื่อในวิธีการเรียนอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการเรียนวิชาในสาขาของเรา ด้วยมุมมองของคนในสาขาวิชาอื่นบ้าง เช่นถ้าคุณเรียนรัฐศาสตร์ และกำลังศึกษาวิเคราะห์ประเด็นบางอย่าง คุณก็ไม่ควรเรียนแต่จากมุมมองของนักรัฐศาสตร์หรือนักสังคมศาสตร์ด้วยกันเท่านั้น แต่หัดทำความเข้าใจประเด็นเดียวกันนี้จากมุมมอง วิธีคิดหรือแม้กระทั่ง ‘นิสัย’ และความรู้สึกของนักอื่นๆ เขาด้วย เช่น นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักสื่อสารมวลชน หรือนักการศาสนา จะได้เข้าใจว่า ปัญหาเรื่องเดียวกันนี้ มันกระทบต่อคนแต่ละกลุ่มในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไร มีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดอะไรที่คนในสาขานั้นมองเห็น แต่สาขาวิชาของคุณมองไม่เห็นหรือมองข้ามไป วิธีการเรียนแบบนี้น่าจะใช้กับศาสตร์ทุกๆ สาขา เชื่อว่ามันน่าจะสร้างคนที่พิเคราะห์ปัญหาได้อย่างลุ่มลึกและรอบด้าน ที่สำคัญคือเปี่ยมด้วยความเข้าใจและเห็นใจคนอื่นๆ ทุกกลุ่มในสังคม เพื่อที่เวลาคุณจบการศึกษาไปแล้ว คุณอาจต้องรับผิดชอบหน้าที่สำคัญเช่นการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม นโยบายของคุณก็จะมีความละเอียดอ่อน ไม่มองข้ามบางประเด็นซึ่งที่จริงมันอาจส่งผลต่อความสำเร็จของนโยบายนั้นได้อย่างมหาศาล

ผู้เขียนเคยลองทำตัวเป็นอาจารย์ของตัวเองดู ด้วยการ ‘ดีไซน์’ คอร์สให้ตัวเองได้เรียนอะไรก็ตามที่สนใจ จากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น เรียนวิชาการเมืองการปกครอง ด้วยการอ่าน ดู และฟังข่าวจากสื่อสารมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะขั้วไหน สีไหน เพื่อสังเกตพฤติกรรมของบรรดา political figures ทั้งหลาย ว่าแต่ละท่านมีวิธีการแสดงออก (ผ่านสื่อ) อย่างไร ซึ่งก็จะสะท้อนถึงเป้าหมายและเจตนาของบรรดาท่านเหล่านั้นได้อย่างค่อนข้างชัดเจน

 

ภาพหรือสารจากข้อความที่ปรากฏแก่สายตาเรา รวมทั้งเสียงที่มาเข้าหูเรานี้ ไม่ได้ทำให้เราแค่สามารถ ‘อ่าน’ เฉพาะพฤติกรรมได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ ‘อ่าน’ สภาวะทางจิตใจของเขาเหล่านั้นด้วย อาจมีคนสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร แต่ถ้าลองทำจิตให้สงบและตั้งมั่นอยู่เฉพาะเรื่องที่มากระทบเข้ากับประสาทสัมผัส สักครู่ ‘สัญชาติญาณ’ ของท่านมันจะผุดบังเกิดขึ้นเอง แล้วสามารถบอกท่านได้ อย่างน้อยก็คร่าวๆ ว่าคนคนนี้กำลังพูดด้วยความจริงใจ มั่นคง โกหก กลัว หรือหวาดระแวงอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่คำถามต่อไปว่า ทำไมเขาจึงมีอาการอย่างนั้น มีอำนาจหรืออิทธิพลอะไรอยู่เบื้องหลังอาการหวั่นกลัวหรือหวาดระแวงของพวกเขาที่บางครั้งก็ปิดไม่มิด

ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่าวิชานี้ไม่ค่อยมีใครได้เรียนจากมหาวิทยาลัย มันก็คงคล้ายๆ กับสำนวนภาษาฝรั่งว่า “read between the lines” นั่นแหละ วิธีเดียวกันนี้อาจใช้อ่านการทำงานของสื่อเองด้วยเช่นกัน จากสายตา ท่าทาง น้ำเสียง วิธีพูด วิธีคิด และประเด็นต่างๆ ที่เลือกมานำเสนอให้ชาวบ้านอย่างเราๆ ได้รู้กัน เมื่อเราตั้งจิตให้มั่นอยู่ในเรื่องที่เรากำลังรับรู้และทำจิตให้สงบได้มากพอ จากนั้น ‘สัญชาติญาณหยั่งรู้’ ของเราก็พอจะบอกเราได้ว่าแต่ละสื่อนั้นมีเจตนาหรือเป้าประสงค์อะไร

‘วิชา’ ต่างๆ ที่ผู้เขียนพยายามจะเรียนนี้ยังรวมถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ สภาพเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ที่มิใช่ในบ้านเราอย่างเดียว แต่รวมถึงความเคลื่อนไหวในต่างประเทศด้วย และที่ขาดไม่ได้ก็คือการฝึกสังเกตจิต ให้รู้ถึงสภาวะความเปลี่ยนแปลงภายใน อันเป็นผลจากการรับรู้โลกภายนอกและเป็นเครื่องกำกับพฤติกรรมที่เรากระทำต่อโลกภายนอกด้วย ไม่นานผู้เขียนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความเกี่ยวพันโยงใยอันซับซ้อนของตัวเราและสิ่งต่างๆ ที่อยู่รายรอบ ตั้งแต่ในระดับครอบครัว ชุมชน ประเทศ ไปจนถึงโลก เป็นการเรียนรู้ที่รุ่มรวยและรื่นรมย์อย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาในการศึกษาแต่ละรายวิชาเหมือนการเรียนในห้องเรียน ที่บางครั้งก็ทำให้ความสนุกในการเรียนรู้หดหายไปได้มากเหมือนกัน

ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตผู้เขียนอาจตัดสินใจกลับไปเรียนปริญญาโทอีกครั้ง และแน่นอนว่าคราวนี้ผู้เขียนจะเลิก play safe ด้วยการติดอยู่กับพื้นฐานความรู้เดิมๆ แต่คงหันไปเรียนอะไรอย่างอื่นที่น่าสนุกสำหรับตัวเองในเวลานี้ และสามารถเสริมทักษะทางวิชาชีพให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งวิชาชีพที่ว่านี้จะเรียกว่าเป็นรักแท้ที่ตามหามานานได้หรือไม่ก็คงตอบไม่ได้ในเวลานี้ แต่ผู้เขียนก็หวังว่าจะ stick to it ได้นานสมดังที่ตั้งใจไว้ ไม่เปลี่ยนใจไปจากมันเสียก่อนที่จะทันได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากมันได้มากพอ