starfruit2

มะเฟือง มีชื่อภาษาฝรั่งว่า starfruit บ้างก็เรียก Carambola ซึ่งมาจากชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Averrhoa carambola เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ผลมะเฟืองนี้เป็นที่นิยมรับประทานกันทั่วไปในเอเชีย ทั้งยังปลูกกันแพร่หลายในเขตร้อนอย่างทวีปอเมริกาใต้ หมู่เกาะและชายฝั่งทะเลแคริบเบียน รวมถึงทางใต้ของสหรัฐอเมริกา

คำว่า เฟือง แปลว่า พู หรือ เหลี่ยม เช่น เฟืองมะยม ก็คือล้อที่มีฟันเพื่อให้ประสานกับฟันของล้อตัวอื่น (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) ก็เป็นชื่อเรียกที่สอดคล้องกับรูปลักษณ์ของผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างดี ส่วนคำฝรั่งว่า starfruit นั้นมีที่มาจากการหั่นผลมะเฟืองตามขวาง ก็จะได้รูปดาวที่ดูสวยงาม

มะเฟืองนี้เป็นที่มาของอาหารอร่อยหลายประเภท วิกิพีเดีย หรือสารานุกรมเสรี บอกไว้ว่า ชาวออสเตรเลียนนำมาดองหรือทำแยม ชาวฟิลิปปินส์ชอบกินมะเฟืองดิบจิ้มเกลือ ชาวฮาวายนำมาทำไอศกรีมเชอร์เบ็ต ชาวอินเดียก็รู้จักทำน้ำมะเฟืองไว้ดื่ม ส่วนไทยเรานั้นใช้มะเฟืองประกอบอาหารหลายเมนู เช่น น้ำพริกมะเฟือง ผัดเปรี้ยวหวาน แกงส้ม หรือใส่ในข้าวคลุกกะปิแทนมะม่วง ชาวเหนือรู้จักตำมะเฟืองใส่น้ำปูรสแซ่บเหลือหลาย และต้องไม่ลืมอาหารจานเด็ดของเวียดนาม คือ แหนมเนือง ที่หากขาดมะเฟืองแล้ว เห็นทีจะต้องขาดใจ

starfruit ice cube and starfruit juice

เปรี้ยวของมะเฟืองนั้น เป็นเปรี้ยวที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำและเนื้อที่โปร่งเบา ผู้เขียนต้มมะเฟืองกับน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย กรองเอาแต่น้ำ เก็บใส่ขวดไว้ดื่มแก้กระหาย นอกจากนี้ยังลองหั่นมะเฟืองตามขวางเป็นรูปดาวเล็กๆ เอาน้ำใส่ในถาดทำน้ำแข็ง แล้วหย่อนชิ้นมะเฟืองลงไป นำไปแช่แข็งไว้ 1 คืน ก็จะได้ดวงดาวสีเหลืองและเขียวในผลึกน้ำแข็งเย็นฉ่ำ ก้อนน้ำแข็งนี้เอาไว้ใช้เวลาเสิร์ฟน้ำ ก็ดูสวยงามดีเหมือนกัน

มะเฟืองลอยแก้วและมะเฟืองแช่อิ่มเป็นวิธีเก็บรักษาผลไม้ชนิดนี้ไว้รับประทานได้นานขึ้น มะเฟืองมีสารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียม และวิตามินซี แต่คนเป็นโรคไตต้องระวังให้มาก เพราะมะเฟืองมีกรดอ็อกซาลิค (oxalic acid) ผู้ป่วยโรคไตรับประทานเข้าไปจะเกิดอาการสะอึก คลื่นไส้ อาเจียน และประสาทหลอน เล่นเอาถึงตายได้เหมือนกัน มะเฟืองเปรี้ยวจะมีกรดชนิดนี้ในปริมาณมากกว่ามะเฟืองหวาน ส่วนใครที่ต้องกินยาจำพวก statin (ยาลดคอเลสเตอรอล ใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด) และ benzodiazepine (ยาคลายเครียด) เป็นประจำ ก็ต้องระวัง เพราะมะเฟืองจะไปเสริมฤทธิ์ยาเหล่านี้ จนเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

มะเฟืองลอยแก้ว (ซ้าย) และมะเฟืองแช่อิ่ม (ขวา)

มะเฟืองลอยแก้ว (ซ้าย) และมะเฟืองแช่อิ่ม (ขวา)

เห็นไหมล่ะว่า…เจ้าดาวดวงน้อยๆ นี้มันมีฤทธิ์มากขนาดไหน แต่ผู้เขียนสังเกตว่า คนเฒ่าคนแก่ทางบ้านผู้เขียนนั้น ท่านก็กินมะเฟืองกันมาแต่โบร่ำโบราณ ไม่เห็นจะมีใครตายเพราะมะเฟืองแต่อย่างใด จะแก่ตายกันเสียละมากกว่า คงเป็นเพราะท่านกินแต่พอดี เนื่องจากในแต่ละปีก็จะมีมะเฟืองออกผลมาให้กินได้สักครั้งสองครั้งเท่านั้น

เห็นรูปลักษณ์กระจุ๋มกระจิ๋มของเจ้ามะเฟืองนี้แล้ว ก็นึกถึงเพลง Twinkle, Twinkle, Little Star ซึ่งเป็นเพลงกล่อมเด็กของฝรั่งเขา เนื้อร้องก็เอามาจากบทกลอน “The Star” ซึ่งแต่งโดย Jane Taylor ชาวอังกฤษ (1783-1824) บทกลอนนี้อยู่ในหนังสือ Rhymes for the Nursery ซึ่งรวบรวมผลงานของ Jane และ Ann ผู้เป็นพี่สาว

Twinkle Twinkle Little Star illustrated by Iza Trapani2

Twinkle, twinkle, little star,
How I wonder what you are.
Up above the world so high,
Like a diamond in the sky.

When the blazing sun is gone,
When he nothing shines upon,
Then you show your little light,
Twinkle, twinkle, all the night.

Then the traveller in the dark,
Thanks you for your tiny spark,
He could not see which way to go,
If you did not twinkle so.

In the dark blue sky you keep,
And often through my curtains peep,
For you never shut your eye,
‘Till the sun is in the sky.

As your bright and tiny spark,
Lights the traveller in the dark.
Though I know not what you are,
Twinkle, twinkle, little star……

บทกลอนนี้สอนเด็กให้รู้จักความงามของภาษา ที่สำคัญคือการเรียนรู้จากธรรมชาติซึ่งให้คติสอนใจที่ดีเสมอ ในความมืดก็มีเพียงแสงดาวที่ให้ความสว่างแก่นักเดินทาง เมื่อดวงอาทิตย์หมดหน้าที่ลง ก็ต้องให้ดวงดาวทำหน้าที่แทน ดาวดวงน้อยๆ แม้จะไม่ใหญ่โตเหมือนดวงอาทิตย์ แต่ก็มีคุณค่าในแบบของมันเหมือนกัน เมื่อมารวมกันมากๆ เข้า ก็ให้แสงสว่างไสวงดงามไปอีกแบบหนึ่ง

นี่คือความน่ารัก เรียบง่าย และพริบพรายของเพลงกล่อมเด็ก ซึ่งดูจะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่สำคัญให้แก่ผู้ใหญ่ได้เหมือนกัน

*ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลและภาพไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาให้ด้วย ขอบคุณค่ะ