ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังสนุกกับการสรรหาของกินตามฤดูกาล และบังเอิญไปเจอแม่ค้าขายอ้อยอยู่แถวบ้าน พอดีกับที่ได้รู้มาว่า อ้อยฤดูนี้มีรสหวานน่ากินเป็นพิเศษ ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าที่ว่า คนสมัยก่อนเขาควั่นอ้อยขาย  โดยแช่น้ำแข็งเย็นๆ และโรยกลีบกุหลาบให้หอมรัญจวน ลูกค้ากินแล้วติดอกติดใจ ยิ่งถ้าแม่ค้าหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา อ้อยเจ้านั้นก็จะขายดีเป็นพิเศษ

รสหวานฉ่ำของอ้อยชวนให้ชื่นใจดีจริงๆ แต่ประวัติความเป็นมาของมันกลับไม่ได้หวานหอมสมชื่อ เพราะเกี่ยวพันกับการล่าอาณานิคมและการค้าทาส ทั้งยังทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ของมนุษย์ เพราะประเทศเจ้าอาณานิคมที่เป็นเจ้าของไร่อ้อย ต้องการแรงงานราคาถูกจากเอเชีย (หลังจากอังกฤษปลดปล่อยทาสแอฟริกันใน ค.ศ. 1833) ทำให้คนงานชาวจีน อินเดีย และประเทศอาเซียนของเรา หลั่งไหลเข้าไปทำงานตามไร่อ้อยในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส คนงานเหล่านี้ได้กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความสำคัญทางสังคมและการเมืองในประเทศเจ้าบ้านมาจนถึงทุกวันนี้

ฟังแค่นี้ก็คงรู้แล้วว่า อ้อยเติบโตแพร่พันธุ์ได้ดีในเขตอากาศร้อนแบบบ้านเรานี่เอง  นำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย ตั้งแต่ทำน้ำตาล ไปจนถึงพลังงานทดแทนอย่างเอธานอล กากอ้อยยังนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้ด้วย ไทยเราติดอันดับประเทศที่มีผลผลิตอ้อยมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากบราซิล อินเดีย และจีน แต่ละประเทศซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อยล้วนมีวัฒนธรรมการบริโภคอ้อยที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนมากจะใช้ทำเครื่องดื่ม อย่างน้ำอ้อยสด น้ำเชื่อม เหล้าและค็อกเทลต่างๆ

อ้อยมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะอุดมด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามิน A, B และ C ทั้งยังมีสรรพคุณช่วยป้องกันปัญหาฟันเสื่อมอีกด้วย หากนำมาคั้นเอาแต่น้ำก็จะได้เครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง มีคุณค่ามากกว่าเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลทั่วไป

กุ้งพันอ้อย จาก เอเซีย’s blog ที่ http://www.bloggang.com ปลาตะเพียนต้มเค็ม ภาพโดย ผีเสื้อพเนจร ดูสูตรได้ที่ http://lekkathaifood.blogspot.com

หลายประเทศในเอเชียมีวิธีกินอ้อยที่น่าทึ่ง อย่างกุ้งพันอ้อยของเวียดนาม หรือปลาตะเพียนต้มเค็มของไทยเรา ที่เวลาต้มปลาต้องใส่อ้อยไว้ก้นหม้อ เพื่อไม่ให้เนื้อปลาติดก้นหม้อ และได้รสหวานจากน้ำอ้อยมาช่วยเสริมให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น ผู้เขียนยังเคยเห็นคนทางบ้านใช้กากอ้อยเป็นเชื้อไฟสำหรับย่างเนื้อหมู ทำให้ได้หมูย่างที่มีกลิ่นรสหอมน่ากินมาก

ผู้เขียนซื้ออ้อยมาแล้ว ก็อยากจะเอาน้ำของมันมาทำอะไรอร่อยๆ กินแบบไม่ซีเรียส แต่พอมาลองคั้นน้ำอ้อยด้วยตัวเองแล้ว ก็เกือบจะเปลี่ยนใจ เพราะไม่มีเครื่องบีบน้ำอ้อยอย่างที่เขาทำขายกัน ต้องมานั่งทุบอ้อยให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วใส่ลงไปในเครื่องคั้นน้ำส้ม ออกแรงกดเสียจนเหนื่อยหอบ กว่าจะได้น้ำอ้อยสดมาไว้ทำขนม อ้อยที่ว่าหวานๆ พอเอาเข้าจริงกลับไม่หวานหมูอย่างที่คิด

ของหวานจากน้ำอ้อยสำหรับกินเล่นเย็นๆ ในวันสบายอารมณ์ มีดังนี้

วุ้นน้ำอ้อย – ตัววุ้นทำจากน้ำอ้อย ผงวุ้น น้ำตาล และสีผสมอาหาร – เหลือง (เพื่อให้มีรสหวานและสีสวยน่ากินมากขึ้น) ใส่ซ่าหริ่มสีเขียวลงไปให้ตัดกับเนื้อวุ้นที่เป็นสีเหลือง หน้าวุ้นทำจากหัวกะทิ เคี่ยวกับแป้งข้าวโพด ผงวุ้น น้ำตาล เกลือ กลิ่นใบเตย (หากไม่มีเตยสดก็ใช้กลิ่นสังเคราะห์ได้) สีผสมอาหาร – เขียว และฟักทองขูดเป็นเส้น (ฟักทองมีสีเหลืองสวยตัดกับหน้าวุ้นที่เป็นสีเขียวอ่อน)

Sugarcane Jelly
Ingredients :
Bottom layer – sugarcane juice, agar powder, sugar, water, artificial food color (pale yellow), green Sarim (chilled sweet Vermicelli)
Top layer : coconut milk, corn flour, agar powder, sugar, salt, pandanus flavor, artificial food color (pale green), grated pumpkin

ทำไปทำมา…ชักมันส์ในอารมณ์ เลยทำวุ้นอีกถาดให้มีสีสลับกัน คราวนี้ตัววุ้นเป็นสีเขียว (ผงวุ้น น้ำสะอาด น้ำตาล กลิ่นใบเตย และสีผสมอาหาร) ใส่ข้าวโพดหวานลงไปให้สีตัดกัน หน้าวุ้นทำเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง (ใครขยันหน่อยจะผสมเนื้อฟักทองลงไปก็ยิ่งดี) และใส่ซ่าหริ่มสีเขียวลงไปให้สีตัดกัน

Pandanus Jelly
Bottom layer – agar powder, sugar, water, pandanus flavor, artificial food color (pale green), sweet corn
Top layer : coconut milk, corn flour, agar powder, sugar, salt, artificial food color (pale yellow), green Sarim

สำหรับตัววุ้นน้ำอ้อยข้างต้นนั้น ผู้เขียนนำมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยม ใส่ลงในน้ำเชื่อม โรยผลไม้แห้ง (ผู้เขียนชอบลูกเกดเพราะให้รสเปรี้ยวอมหวาน) เมล็ดอัลมอนด์อบเกลือ เมล็ดทานตะวันอบน้ำผึ้ง และน้ำแข็งไส กินอร่อยชื่นใจดี

Sugarcane Jelly in Syrup and Grated Ice
Ingredients : sugarcane jelly, raisins, roasted almonds with salt, honey roasted sunflower seeds, sugar syrup, grated ice

ปิดท้ายความหวานวันนี้ ด้วยไอศกรีมหวานเย็นจากน้ำอ้อยสด (น้ำอ้อย น้ำเชื่อม เกลือ และสีผสมอาหาร – จะใส่หรือไม่ก็ได้ตามชอบ) เทลงในพิมพ์แล้วนำไปแช่แข็ง พอหวานเย็นเริ่มแข็งตัวก็ให้เสียบไม้ลงไป นำไปแช่แข็งต่อจนเซ็ทตัวดีแล้ว ยกพิมพ์ลงมาแช่น้ำสักครู่ จะสามารถดึงแท่งหวานเย็นออกมาได้สะดวก

Sugarcane Popsicle
Ingredients : sugarcane juice, sugar syrup, salt, artificial food color (pale yellow)

ของหวานทั้งหมดนี้ทำเสร็จแล้วต้องรีบรับประทาน ไม่ควรเก็บไว้นาน เพราะทำจากน้ำอ้อยสด หากทิ้งไว้นานอาจเสียได้ จากอ้อยหวานๆ ก็จะเพี้ยนรสเพี้ยนกลิ่น กลายเป็นเปรี้ยวไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม เมนูน้ำอ้อยในวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าสมความพยายาม…กินแล้วลั้นลาในอารมณ์จริงๆ

……………………………………………

หมายเหตุ : สำหรับคนชอบน้ำหอม ผู้เขียนแนะนำน้ำหอม Tubéreuse Couture ของ Parfumerie Générale น้ำหอมขวดนี้ทำให้รู้สึกทึ่งมาก เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้าผสมกลิ่นน้ำอ้อยเข้ากับกลิ่นดอกไม้ที่หอมแรงอย่างซ่อนกลิ่น ฟังแล้วไม่คิดว่าสองอย่างนี้จะเข้ากันได้ แต่พอลองดมแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปได้จริงๆ

top note เปิดมาด้วยกลิ่นเขียวลึกล้ำที่ทำให้นึกถึงป่าดิบชื้น เมื่อกลิ่นเขียวนี้จางลงก็จะได้กลิ่นกลางหรือ middle note ซึ่งเป็นกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นที่หอมอบอุ่นเย้ายวนคล้ายกลิ่นเนยหรือครีม เจือกลิ่นหวานฉ่ำของน้ำอ้อย ปิดท้ายด้วย base note ซึ่งประกอบด้วยกลิ่น benzoin (ยางหอมที่ได้จากไม้สกุล Styrax) และ papyrus (พืชวงศ์กก ชาวอียิปต์โบราณนำมาทำกระดาษและเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ) เป็นน้ำหอมดอกซ่อนกลิ่นที่แตกต่างจากน้ำหอมซ่อนกลิ่นของแบรนด์อื่น ตรงที่ดมแล้วไม่รู้สึก ‘แก่’ หรือซับซ้อนเกินกว่าที่คนรุ่นใหม่จะเข้าถึงได้ แม้กลิ่นจะออกแนวหวานแต่ก็มีคุณภาพสูง คือมีความเข้มข้น ติดทนนาน และมีความขัดแย้งแตกต่างของส่วนผสม ซึ่งดูจะมาจากคนละเหลี่ยมมุม แต่เสริมเน้นกันได้เป็นอย่างดี

ใครสนใจจะหาตัวอย่างน้ำหอมมาลองดม ก็สามารถซื้อได้ในราคาไม่แพงนัก ขนาด 0.7 ml. ราคา $4 หรือประมาณ 130 บาท ที่ http://www.luckyscent.com หรือ http://www.theperfumedcourt.com เว็บไซต์เหล่านี้มีน้ำหอมขนาดทดลองจากแทบทุกแบรนด์ชั้นนำให้เลือกซื้อ ส่วนมากเป็นแบรนด์ที่ไม่มีขายในเมืองไทย และแม้แต่ในเมืองฝรั่งเองก็ไม่ใช่จะหาซื้อได้ตามห้างทั่วไป การซื้อน้ำหอมขนาดทดลองจะช่วยประหยัดเงิน และป้องกันการตัดสินใจผิดพลาด เพราะมีหลายคนลงทุนซื้อน้ำหอมแบบเต็มขวดจากเว็บไซต์ แต่แล้วกลับไม่ชอบกลิ่น กลายเป็นเสียเงินโดยใช่เหตุ

*ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย ขอบคุณค่ะ