ผู้เขียนมานั่งคิดถึงน้ำหอมขวดต่อไปที่อยากจะสร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้นหลังจากร้างราไปนับปี คำเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว magical, wonderful, haunting และ bespoke! คงไม่แปลกถ้าผู้เขียนจะสร้างน้ำหอมขวดหนึ่งขึ้นจากคำศัพท์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์รับกลิ่นอันสุดวิเศษหลายครั้งที่ผ่านมา แน่นอนว่าผู้เขียนชอบ fantasy และ fantasy ของผู้เขียนก็มักจะทำให้นึกถึงมนตรามหัศจรรย์แบบในหนัง Charlie and the Chocolate Factory ผสมกับ Midsummer Night’s Dream

ภาพโฆษณาน้ำหอม Lolita Lempicka by Lolita Lempicka จาก http://www.parfumdepub.com

Charlie and the Chocolate Factory เป็นหนังโทนสีเจิดจ้าเหนือจริงที่ทำให้นึกถึงกลิ่นผลไม้ผสมลูกกวาดแบบในน้ำหอม Fantasy ของ Britney Spears ส่วน Midsummer Night’s Dream เป็นภาพฝันสีบางเบาพร่างพราย ที่ไปคล้ายคลึงกับภาพลักษณ์ของน้ำหอม Lolita Lempicka จาก Lolita Lempicka อย่างประหลาด แต่ทำไมไม่รู้ เวลานึกถึงคำว่า fantasy ทีไร น้ำหอมขวดแรกที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำของผู้เขียนกลับเป็น Elixir des Merveilles ของ Hermès ไปเสียนี่

กลิ่นซาบซ่านของผิวส้มตัดกับกลิ่นหวานน่ากินของคาราเมล โรยทับด้วยผงโกโก้ แม้จะเป็นส่วนผสมที่ดูจะ ‘เดาง่าย’ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับน้ำหอมแล้ว แต่ก็ยังเป็นความมหัศจรรย์สำหรับผู้เขียน ที่ยังมีด้านของเด็กซนอยู่ในตัวเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ส้มกับช็อคโกแล็ตเป็นของโปรดของเด็กๆ และเป็นส่วนผสมสองขั้วที่ทั้งขัดแย้งและดึงดูดเข้าหากันได้อย่างน่าประหลาด

Elixir des Merveilles ของเหลวสีส้มทอประกายระยิบอยู่ในขวดเกลี้ยงเกลา สร้างสรรค์กลิ่นโดย Jean Claude Ellena

กลิ่นส้มกับโกโก้ใน Elixir des Merveilles ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนสร้างสรรค์น้ำหอมกลิ่นใหม่ขึ้นมาสำหรับตัวเอง แต่น้ำหอมกลิ่นนี้ไม่ได้หอมน่ากินและเข้าถึงง่ายเหมือน Elixir des Merveilles เพราะนอกจากโทนสีส้มสว่างสดใสของผลส้มทั้งหลายแล้ว ผู้เขียนยังนึกถึงสีเขียวอมน้ำเงินอันลึกล้ำมหัศจรรย์ ซึ่งก็น่าแปลกที่วัตถุดิบซึ่งทำให้ผู้เขียนนึกถึงสีโทนนี้ขึ้นมาก็คือสมุนไพร estragon ที่ให้กลิ่นเยือกเย็นสดชื่นผสมกับตะไคร้ต้น (litsea cubeba) ที่ให้กลิ่นออกเขียวเข้มหนักแน่นกว่า

Top note ของน้ำหอมกลิ่นนี้จึงเป็นกลิ่นสดใสของส้ม 3 ชนิดที่ผู้เขียนโปรดปรานกลิ่นมาก คือ tangerine, blood orange และ clementine เสริมด้วยกลิ่นเย็นของ estragon ส่วน heart note หรือหัวใจของน้ำหอมก็แน่นอนว่าเป็นกลิ่น cocoa เจือด้วยกลิ่นเขียวซาบซ่านของตะไคร้ต้น แต่งแต้มด้วยกลิ่นเผ็ดร้อนของพริกและกระวาน ทั้งหมดนี้เปิดทางสู่ base note ที่ประกอบด้วยความหวานของวานิลลา tonka bean และ tolu balsam ซึ่งตัดกับความอบอุ่นและเข้มลึกของ 3 ส่วนผสมอย่าง frankincense, patchouli และ vetivert ผู้เขียนยังเล่นสนุกด้วยการแอบเติมกลิ่นหวานเข้มข้นของน้ำอ้อยเข้าไปด้วยเล็กน้อย กลิ่นน้ำอ้อยนี้ได้จากการ tincturing หรือการแช่เอธานอลนั่นเอง น้ำหอมนี้เป็นอีกกลิ่นที่ผู้เขียนตั้งใจเล่นกับส่วนผสมจากธรรมชาติล้วนๆ โดยไม่มีการเติมแต่งสารเคมีใดๆ

หากจะมีภาพในจินตนาการใดที่สามารถบรรยายกลิ่นนี้ได้ดีที่สุดก็คงเป็นภาพดอกไม้ไฟในงานคาร์นิวาลที่พลุ่งขึ้นเป็นประกายแพรวระยับตัดกับขอบฟ้าสีน้ำเงินเข้มของยามค่ำ เด็กๆ ที่กำลังถือขนมหวานแสนอร่อยไว้ในมือและแผงขายเครื่องเทศที่ส่งกลิ่นแรงร้อนมาตามสายลม

ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานสักเท่าใด ผู้เขียนก็ยังไม่ทิ้งภาพ fantasy ในหัวใจ เพราะถือเสมือนว่ามันเป็นเครื่องชุบชูใจให้มีแรงพลังต่อสู้และเดินทางวนเวียนอยู่ในละครชีวิตบทนี้อยู่ต่อไป มีคนเคยกล่าวว่า ความงามนั้นอันตราย ไม่ว่ามันจะเข้ามาสัมผัสเราผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย ผู้เขียนว่าความเป็นจริงก็มิได้ผิดเพี้ยนไปจากคำกล่าวนี้สักเท่าไหร่ คนเรามักอดไม่ได้ที่จะนำประสบการณ์การสัมผัสกับความงามของสิ่งรอบตัว มาสร้างเสริมเติมแต่งต่อไปให้ลึกซึ้งพิสดารขึ้นเรื่อยๆ เป็นจินตนาการฟุ้งฝันอย่างที่ศิลปินหลายแขนงทำกัน หลายคนถูกดึงดูดด้วยความงามทางประสาทสัมผัส โดยที่ไม่อาจตอบได้ว่าจะสามารถพาตัวเองหลุดพ้นไปจากบ่วงแห่งความงามนี้ได้เมื่อใด หรือเราจะอยากหลุดพ้นจากมันหรือไม่ตั้งแต่แรก ความงามก็เลยอันตราย เพราะในขณะที่มันดูเหมือนจะให้ความรื่นรมย์เป็นของขวัญแก่เรา แต่มันก็ทั้งผูกมัดเราและกัดกร่อนกำลังใจที่อยากหลุดพ้นเป็นอิสระของเราในเวลาเดียวกัน…ขอให้โชคดีกับ fantasy ของคุณ😉

ภาพชุด Alice in Wonderland โดย Annie Leibovitz จาก Vogue USA 2003