คราวนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงดอกไม้ในวงศ์ส้ม หรือ Rutaceae ซึ่งหลายชนิดมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญมากในอุตสาหกรรมน้ำหอม ไม้ในวงศ์นี้ส่วนใหญ่เป็นไม้พุ่มและไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ บางทีมีหนาม ใบเมื่อขยี้จะมีกลิ่นเปรี้ยวสดชื่นโชยออกมา ดอกมักเป็นสีขาวหรือออกเขียว ให้กลิ่นหอมชื่นใจ ผลเหนียว มีเมล็ดมาก ผลนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะนำเปลือกไปใช้สกัดกลิ่นโดย น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะนำไปใช้ผสมน้ำหอม แต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์ประทินผิวและใช้บำบัด รวมทั้งใช้แต่งกลิ่นอาหาร ขนม เครื่องดื่มต่างๆ

สมาชิกสำคัญในวงศ์นี้ที่รู้จักกันดีก็เช่น มะนาว ส้ม มะกรูด ส้มโอ ส้มเกลี้ยง ซึ่งปลูกได้ในบ้านเรา และในต่างประเทศก็มีมะนาวและส้มชนิดต่างๆ อีกหลากหลายซึ่งให้กลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะกลิ่นหอมของดอกไม้ตระกูลส้ม โดยจะขอเริ่มจากดอกไม้ซึ่งคนไทยเรารู้จักกันดีว่ามีกลิ่นขจรขจายและมีรูปลักษณ์งามน่ารัก นั่นคือ ดอกแก้ว

แก้ว มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Murraya paniculata มีลักษณะคล้ายดอกส้ม จึงมีชื่อฝรั่งว่า orange jessamine, Chinese box, mock orange หรือ mock lime ลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูงได้ถึง10 เมตรเปลือกต้นสีครีมอมน้ำตาลแตกเป็นร่อง ใบออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีประมาณ 4-8 ใบ ใบสีเขียวเข้มรูปรี ปลายแหลม ผิวใบหนาแข็ง เรียบเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวพิสุทธิ์ม้วนไปข้างหลังดูสวยงามแปลกตา ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายมะลิและดอกส้มผสมผสานกัน

แก้วนี้มีชื่อพื้นเมืองอีกหลายชื่อ เช่น ชาวปักษ์ใต้เรียกว่า แก้วขี้ไก่ ส่วนชาวเหนือเรียกว่า ตะไหลแก้ว หรือ แก้วพริก ถือเป็นไม้มงคลอีกชนิดที่คนไทยสมัยก่อนเชื่อว่าใครปลูกไว้ประดับบ้าน จะประกอบด้วยคุณงามความดี เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป เพราะคำว่า แก้ว นั้นใช้เปรียบกับสิ่งที่สูงส่งดีงามและเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกมีจิตใจบริสุทธิ์ สดชื่นเบิกบาน เพราะแก้วสื่อถึงความใสสะอาด ดอกแก้วนี้มีสีขาวพิสุทธิ์และมีกลิ่นหอมโชยชื่น จึงมักใช้บูชาพระให้เกิดสิริมงคล

ดอกแก้วมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ภาษาฮินดีของอินเดียเรียกว่า Kamini ภาษาสิงหลเรียกว่า Etteria ส่วนชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เรียกว่า Kemuning ต้นแก้วนี้ปลูกในรัฐทางใต้ของอเมริกาด้วย ชาวฟลอริด้าเรียกว่า lakeview jasmine นิยมปลูกเป็นแนวรั้ว โดยตัดแต่งทรงพุ่มให้ดูเป็นระเบียบสวยงาม

พุ่มแก้วใช้ทำเป็นแนวรั้ว ภาพโดย Forest & Kim Starr จาก http://commons.wikimedia.org

นอกจากจะมีทรงพุ่มสวยงามและดอกให้กลิ่นหอมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางการแพทย์หลากหลาย ตำรายาแผนโบราณของไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ใช้ก้านและใบเป็นยาชาหรือยาแก้ปวด บรรเทาผื่นคัน รักษาแผลหรือรอยช้ำ ใช้ต้มอมบ้วนปาก แก้ปวดฟันได้ด้วย ใบนี้ใช้เป็นยาขับพยาธิ แก้บิด แก้ท้องเสียได้เช่นกัน กิ่งหรือก้านใช้เคี้ยวเพื่อทำความสะอาดฟันแทนแปรงสีฟัน ส่วนรากใช้รักษาผื่นคันที่เกิดจากความอับชื้นและแมลงกัดต่อย ดอกมีสรรพคุณช่วยย่อย รักษาอาการไขข้ออักเสบ แก้ไอ เวียนศีรษะ ผลสุกยังรับประทานได้เช่นกัน

สารสกัดจากแก้วนี้ใช้ผสมในยาลดน้ำหนักที่ผลิตในประเทศมาเลเซียด้วย โฆษณาว่าเป็นสูตรยาสมุนไพรเก่าแก่ที่มีสรรพคุณลดความอยากอาหาร เมื่อรับประทานติดต่อกันแล้วจะทำให้สัดส่วนผอมเพรียวสมใจ  แถมไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอีกด้วย ใครสนใจก็ลองซื้อหามาใช้ดู

ต้นแก้วมีเนื้อไม้สีเหลืองเนียนละเอียดและมีลวดลายสวยงาม ขัดตกแต่งได้ง่าย คงเป็นที่มาของชื่อฝรั่งว่า satinwood ด้วย ในเมืองไทยใช้ทำด้ามเครื่องมือ ด้ามปากกา ด้ามร่ม แกะสลัก ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือทำซอด้วง ซออู่ ชาวฟิลิปปินส์และมาเลเซียใช้ทำไม้เท้า แต่ไม้แก้วนี้ถือเป็นของหายากราคาแพงเนื่องจากต้นโตช้า จึงไม่นิยมใช้ก่อสร้างบ้านหรือทำเครื่องเรือน ชื่อ Kemuning ที่เรียกกันนั้นมีที่มาจากเนื้อไม้สีเหลืองสวยงาม คำว่า Kemuning มาจากคำว่า kuning ซึ่งแปลว่า สีเหลืองนั่นเอง

ปลอกและด้ามกริชทำจากไม้แก้ว ภาพโดย Shahrial Tahar จาก Alam Shah's Keris Gallery

ไม้แก้วนี้ถือเป็นราชาแห่งไม้สำหรับช่างแกะสลักไม้ชาวมาเลเซียเลยทีเดียว นิยมนำมาสร้างสรรค์เป็นงานประติมากรรมหรือทำปลอกและด้ามกริช การแกะสลักปลอกและด้ามกริชตามแบบโบราณนั้นมักไม่ค่อยตกแต่งด้วยเงินหรือทองด้วยซ้ำไป เพราะถือว่าเนื้อไม้แก้วนั้นมีสีสันและลวดลายสวยงามโดดเด่นในตัวเองอยู่แล้ว ถือเป็นชิ้นงานศิลปะที่ละเอียดประณีตและมีราคาสูง ใครๆ ก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ

ชาวเกาะชวาเชื่อว่าต้นแก้วสามารถขับไล่วิญญาณร้าย แม่มด หรือปีศาจ และช่วยปัดเป่าโชคร้าย ทั้งยังนำความสุขสมหวังมาให้ จึงนิยมปลูกประดับบ้านกันอย่างแพร่หลาย ต้นแก้วนี้ถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิของกษัตริย์ด้วย เพราะมีตำนานเล่าว่าสุลต่านแห่งย็อคจาการ์ต้า มักจะหยุดพักหาที่สงบจิตใจและรวบรวมสมาธิใกล้ๆ ต้นแก้ว ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในพระราชวังเพื่อร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง ต้นแก้วจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาและสมาธิไปโดยปริยาย นอกจากนี้ยังใช้ในพิธีแต่งงาน เพื่อสื่อคำอวยพรถึงคู่บ่าวสาวให้มีชีวิตคู่ที่สุขสมหวัง หอมหวานเหมือนดังกลิ่นดอกแก้วนั่นเอง แต่ใบแก้วนี้ก็ใช้ในพิธีศพด้วยเช่นกัน มักใช้โรยบนพื้นก่อนนำศพวางลงไป เพราะใบแก้วมีกลิ่นหอมสดชื่น ช่วยดับกลิ่นเหม็นคลุ้งของศพได้

ในประเทศมาเลเซียสมัยก่อนก็มีดอกแก้วสดๆ วางขายในตลาด พวกผู้หญิงมักซื้อไปเสียบมวยผมให้กลิ่นหอมขจรขจายออกมา ทำนองเดียวกับดอกมะลิ ก็คงเหมือนตลาดบ้านเราสมัยนี้ที่เมื่อถึงฤดูมะลิทีไรก็จะมีแม่ค้านำมาวางขาย ทั้งแบบที่เป็นดอกสดๆ และแบบที่นำมาเสียบก้านมะพร้าวหรือร้อยเป็นมาลัยมาแล้ว แต่ดอกแก้วนี้ผู้เขียนไม่เคยเห็นในตลาดบ้านเรา อาจจะเป็นเพราะคนไทยจำนวนมากนิยมปลูกดอกแก้วประดับบ้านกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องไปซื้อหาเอาในตลาด อีกทั้งสวยไม่ทน คือบานอยู่เพียงวันเดียวก็ร่วงโรยไป หรือไม่ก็เป็นเพราะไม่เป็นที่นิยมมากเท่ามะลิในการใช้บูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย

นักวิจัยในประเทศอินเดียทำการศึกษาผลการสกัดกลิ่นหอมของดอกแก้ว พบว่าการสกัดด้วยตัวทำละลายหรือ solvent extraction ให้หัวน้ำมันในปริมาณมากกว่าการกลั่นด้วยวิธี water distillation หรือการกลั่นด้วยน้ำ หัวน้ำมันดอกแก้วนี้ประกอบด้วยสารหอมอย่าง manool, phenyl ethyl benzoate, nerolidol, benzyl benzoate, phenyl ethyl alcohol และ indole

น้ำหอมกลิ่นดอกแก้วฝีมือคนไทย จาก http://www.thitiphuri.com

จะสังเกตได้ว่าดอกแก้วนี้ประกอบด้วยสาร indole เหมือนกับมะลิลา มะลิซ้อน (Jasminum sambac) สารนี้ถ้ารวมตัวกันในปริมาณมากจะมีกลิ่นคล้ายอุจจาระ แต่ในดอกมะลิและดอกแก้วนี้มีสาร indole อยู่ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเมื่อรวมกับสารหอมชนิดอื่นๆ แล้วก็ทำให้ดอกไม้สองชนิดนี้มีกลิ่นที่มีเสน่ห์ชวนดม เพราะเจือด้วยกลิ่นเย้ายวนคล้ายกลิ่นเนื้อหนังมังสาของคน ที่ฝรั่งเรียกว่า animalic สาร indole นี้มีไว้ล่อแมลงกลางคืน น้ำหอมฝรั่งบางกลิ่นที่ใช้มะลิ ดอกส้ม นาร์ซิสซัส หรือลิลลี่เป็นส่วนผสม และต้องการให้น้ำหอมกลิ่นนั้นสื่อความเซ็กซี่เย้ายวนตามแบบฉบับของดอกไม้กลางคืน ก็มักจะใส่สาร indole ลงไปด้วย ซึ่งก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบรับที่ค่อนข้างแรงในหมู่ชาวตะวันตกที่ชอบใช้น้ำหอม ซึ่งดูเหมือนจะแบ่งเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่คิดว่ากลิ่นนี้ชวนให้ติดใจหลงใหล กับอีกกลุ่มที่ค่อนไปทางขยะแขยง เพราะทำให้นึกถึงอุจจาระนั่นเอง

แต่สำหรับผู้เขียนแล้วไม่รู้สึกว่ากลิ่น indole นี้เป็นปัญหาแต่อย่างใด กลับออกจะชอบเสียอีก ก็เป็นเรื่องของรสนิยมแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ผู้เขียนว่าในบรรดาดอกไม้หอมในตระกูลส้มทั้งหมดนั้น ดอกแก้วมีกลิ่นหวานลึกล้ำและออกแนว floral มากที่สุด เมื่อเทียบกับดอกไม้อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันอย่างดอกส้มหรือดอกมะนาว ซึ่งกลิ่นจะออกเปรี้ยวสดชื่นมากกว่า ก็น่าเสียดายที่แก้วเป็นไม้เขตร้อน พวกฝรั่งเลยไม่คุ้นเคยมากนัก จึงไม่พบว่ามีการนำมาใช้ผสมในน้ำหอมยี่ห้อดังทั้งหลาย แต่ในเมืองไทยนั้นสามารถหาน้ำหอมกลิ่นดอกแก้วได้ไม่ยากนัก หรือจะเลือกซื้อน้ำอบ น้ำปรุงที่ผสมขึ้นตามแบบไทยโบราณก็ได้ ให้กลิ่นเย็นชื่นใจดี เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วจะปรุงขึ้นจากดอกไม้หอมหลากหลายชนิด ไม่ใช่กลิ่นดอกแก้วล้วนๆ

ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมกลิ่นดอกส้มจากแบรนด์ L’Occitane ของฝรั่งเศส

ดอกส้ม ที่ฝรั่งเรียกว่า orange blossom ได้จากต้นส้มที่เรียกว่า bitter orange (ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurantium หรือ Citrus bigaradia) เป็นดอกไม้ตระกูลส้มที่นิยมใช้มากที่สุดในอุตสาหกรรมน้ำหอมฝรั่ง น้ำหอมดังๆ ทั้งที่เป็นกลิ่นคลาสสิคและที่ผลิตขึ้นสำหรับหนุ่มสาวยุคใหม่หลายกลิ่นก็ใช้ดอกส้มเป็นส่วนผสมหลัก กลิ่นหอมของดอกส้มนี้สามารถนำไปปรุงแต่งให้มีคาแร็คเตอร์ที่หลากหลาย นับตั้งแต่กลิ่นสดชื่นเปี่ยมพลัง สะท้อนความเบิกบานและความอิสระเสรีแบบในน้ำหอมชายหรือน้ำหอม unisex ไปจนถึงกลิ่นหวานโรแมนติคแบบในน้ำหอมหญิงที่ปรุงแต่งขึ้นเพื่อสาวช่างฝัน คล้องกับความเชื่อของฝรั่งว่า ดอกส้มเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา การแต่งงาน และความรักนิรันดร์  หรือกระทั่งกลิ่นเข้มข้นเย้ายวนในน้ำหอมสำหรับสุภาพสตรีที่สื่อถึงเสน่ห์ทางเพศ

เทวี Hera

ก็น่าแปลกที่กลิ่นดอกส้มถูกนำไปปรุงแต่งได้หลากหลายถึงขนาดนั้น มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้ในน้ำหอมกลิ่นเซ็กซี่เย้ายวนอารมณ์ ทั้งๆ ที่ดอกส้มเป็นสัญลักษณ์ของพรหมจรรย์มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตำนานกรีกเล่าว่าเมื่อเทวี Hera เข้าพิธีแต่งงานกับ Zeus เธอได้รับดอกส้มเป็นของขวัญจาก Gaia มารดาแห่งโลกและเทวีแห่งการเจริญพันธุ์ ส่วนในตำนานโรมันกล่าวว่า Juno ราชินีแห่งสรวงสวรรค์ซึ่งเป็นผู้ปกปักรักษาผู้หญิงและการแต่งงาน ได้รับดอกส้มเป็นบรรณาการเมื่อครั้งเข้าพิธีแต่งงานกับ Jupiter เทพเจ้าสูงสุดของชาวโรมัน

ชาวจีนโบราณใช้ดอกส้มประดับชุดแต่งงานของเจ้าสาว ประเพณีนี้แพร่หลายเข้าไปในอินเดียและเปอร์เซีย กระทั่งชาวยุโรปที่เข้าร่วมในสงครามครูเสดได้นำดอกไม้นี้กลับไปยังถิ่นฐานของตนและซึมซับเอาความเชื่อนี้ไปด้วย จึงมีการใช้ดอกส้มในงานแต่งงานนับตั้งแต่นั้น พระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงสวมมงกุฎดอกส้มและชุดแต่งงานที่ประดับด้วยดอกส้มในพระราชพิธีอภิเษกสมรส จนดอกส้มได้รับความนิยมอย่างมาก ทว่าก็หายากและราคาแพงมากด้วยสำหรับชาวตะวันตก เพราะส้มนั้นเจริญเติบโตในเขตอบอุ่นของภูมิภาคทางใต้ ฝรั่งสมัยนั้นจึงหันไปใช้ดอกส้มที่ประดิษฐ์ขึ้นแทน ความนิยมใช้ดอกส้มในงานแต่งงานนี้ทำให้วลีในภาษาฝรั่งที่ว่า “เก็บเกี่ยวดอกส้ม” มีความหมายเท่ากับ “สรรหาเจ้าสาว” เลยทีเดียว คนยุควิคตอเรียนถือว่าดอกส้มเป็นสัญลักษณ์ของการเจริญพันธุ์และความเป็นแม่ด้วย เพราะต้นส้มนี้สามารถให้ทั้งดอกและผลในเวลาเดียวกัน

ภาพวาดควีนวิคตอเรียในชุดแต่งงาน และมงกุฎดอกส้ม โดยศิลปิน Franz Xavier Winterhalter (1805-1873)

ผู้เขียนสังเกตว่ากลิ่นดอกส้มมักถูกนำไปใช้ร่วมกับมะลิและซ่อนกลิ่น นั่นเพราะดอกไม้ทั้งสามนี้มีกลิ่นแตกต่างกันไปคนละเหลี่ยมมุมแต่สามารถขับเน้นหรือเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างดี กลิ่นหวานและเย็นชื่นใจของมะลิ กลิ่นอบอุ่นเย้ายวนคล้ายครีมของซ่อนกลิ่น และกลิ่นออกเปรี้ยวสดชื่นของดอกส้ม เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วทำให้เกิดกลิ่นหอมเย้ายวนอย่างประหลาด น้ำหอมที่ใช้ดอกไม้ทั้งสามนี้เป็นส่วนผสมหลัก จะถูกจัดอยู่ในประเภท white flower ซึ่งก็มักมีการเติมแต่งกลิ่นเครื่องเทศ ไม้หอม วานิลลา และมัสค์เข้าไปด้วย เพื่อให้กลิ่นติดทนนานและเป็นที่น่าจดจำ

ตัวอย่างกลิ่นแนวนี้ที่ดังมากๆ ก็เช่น Gardenia Passion ของ Annick Goutal, Fracas ของ Robert Piquet, Jardins de Bagatelle ของ Guerlain, Poison ของ Christian Dior, Amarige และ Organza ของ Givenchy, Poème ของ Lancôme, Red Door ของ Elizabeth Arden, Oscar ของ Oscar dela Renta,CarolinaHerrera ของ Carolina Herrera และ Fragile ของ Jean Paul Gaultier ทั้งหมดนี้ล้วนมีกลิ่นเข้มข้น ชนิดที่หากใครไม่ใช่คอน้ำหอมกลิ่นดอกไม้จริงๆ ก็อาจจะทนไม่ได้เอาเลย อีกทั้งคงไม่ใช่น้ำหอมสำหรับสาวน้อยวัยกระเตาะแน่นอน แต่ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสามสหายอย่าง มะลิ-ซ่อนกลิ่น-ดอกส้ม ต้องจดจำชื่อเหล่านี้ไว้ให้ดีๆ เพราะถือเป็นน้ำหอมชั้นแนวหน้าสำหรับกลิ่นประเภทนี้เลยทีเดียว

ภาพโฆษณาน้ำหอม Oscar de la Renta และ Organza ของ Givenchy จาก http://www.parfumdepub.net

การสกัดกลิ่นหอมจากดอกส้มใช้วิธี solvent extraction หรือการสกัดด้วยตัวทำละลาย ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช้ความร้อน หัวน้ำมันที่ได้นั้นเรียกว่า orange blossom absolute ขณะที่ดอกจากต้นส้ม bitter orange ชนิดเดียวกันนี้ หากนำไปกลั่นด้วยน้ำ หรือ water distillation จะทำให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า neroli oil ดังนั้นหากใครเคยอ่านส่วนผสมในน้ำหอมต่างๆ แล้วพบชื่อ orange blossom กับ neroli ก็ให้เข้าใจได้เลยว่าทั้งสองกลิ่นนั้นได้มาจากดอกของต้นส้ม bitter orange เช่นเดียวกัน เพียงแต่ใช้วิธีการสกัดกลิ่นคนละแบบ กลิ่น orange blossom นั้นจะออกหวานและอบอุ่นกว่า อีกทั้งมีส่วนผสมของสาร indole เช่นเดียวกับในดอกมะลิ ขณะที่ neroli นั้น จะให้กลิ่นออกเขียวและซาบซ่านคล้ายเครื่องเทศ

การที่กลิ่นดอกส้มนี้ได้ชื่อว่า neroli ก็เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 Anne Marie Orsini เจ้าหญิงแห่ง Nerola และดัชเชสแห่ง Bracciano ได้เป็นผู้นำแฟชั่นการใช้กลิ่นหอมนี้ประพรมถุงมือและใช้อาบน้ำ จึงมีการเรียกชื่อกลิ่นนี้ว่า neroli นับจากนั้นเป็นต้นมา ทางสุคนธบำบัดถือว่า กลิ่น neroli นี้มีคุณสมบัติผ่อนคลายระบบประสาท ช่วยลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และรักษาอาการเส้นเลือดขอด การหยดน้ำมัน neroli ลงในอ่างอาบน้ำจะช่วยสร้างความสงบและสบายใจ

ถ้าถามว่าดอกส้มชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากต้น bitter orange นั้นมีกลิ่นหอมไหม ก็ถือว่ามีกลิ่นหอมทั้งนั้น เพียงแต่เมื่อนำมาสกัดกลิ่นแล้วไม่สามารถให้หัวน้ำมันที่มีคุณภาพและปริมาณมากเท่าดอกของต้น bitter orange จึงไม่เป็นที่นิยมใช้กัน แต่ผู้เขียนก็เคยเห็นรายชื่อส่วนผสมในน้ำหอมบางกลิ่น ระบุถึงดอกส้ม mandarin (Citrus reticulata) ดอกส้ม sweet orange (Citrus sinensis) และดอกส้ม tangerine (Citrus x tangerine) ไปจนถึงดอกเกรปฟรุ้ต หรือ grapefruit blossom (Citrus paradisi) ก็ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตน้ำหอม ซึ่งพยายามสรรหาส่วนผสมแปลกใหม่ที่น่าสนใจและดึงดูดลูกค้า แต่ผู้เขียนคิดว่ากลิ่นต่างๆ ที่ว่ามานี้น่าจะได้จากการผสมสารสังเคราะห์เข้ากับน้ำมันหอมระเหยแท้ จึงไม่ใช่กลิ่นจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะการสกัดกลิ่นจากส่วนต่างๆ ของพืชซึ่งไม่เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมนั้นย่อมต้องมีต้นทุนสูงมาก

ว่าแล้วก็อดนึกถึงไม้ตระกูลส้มในบ้านเราซึ่งให้ดอกหอมอีกชนิดหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ ส้มโอ (Citrus maxima หรือ Citrus grandis) ผู้เขียนว่าดอกส้มโอนี้หอมมากจริงๆ กลิ่นออกหวานละมุนกว่าดอกมะนาวและดอกมะกรูด ทั้งยังดอกใหญ่กว่ามาก ถ้าลองนำมาสกัดกลิ่นก็น่าจะได้ผลดีอยู่เหมือนกัน

มะนาวฝรั่งหรือ lemon

ดอกไม้ตระกูลส้มที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก orange blossom และ neroli ก็เห็นจะได้แก่ lemon blossom หรือดอกมะนาวนั่นเอง มะนาวชนิดที่กล่าวถึงนี้ไทยเราเรียกว่ามะนาวฝรั่งหรือมะนาวเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus limon เป็นคนละชนิดกับต้นมะนาวที่ปลูกในบ้านเราซึ่งให้ผลกลมเล็ก เปลือกบาง มีกลิ่นรสเปรี้ยวจัดจ้านใช้บีบใส่น้ำพริกหรือยำได้อร่อยเด็ดนัก มะนาวที่บ้านเรานิยมบริโภคกันนี้ฝรั่งเรียกว่า key lime หรือ West Indian lime มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia ทว่า lemon หรือมะนาวที่ฝรั่งเอากลิ่นจากดอกมาผสมน้ำหอมนี้ เป็นมะนาวผลใหญ่เปลือกหนา เมื่อสุกจะมีสีเหลืองสดใส รูปลักษณ์ดูกระเดียดไปทางส้มมากกว่า

lemon นี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชียและได้แพร่หลายไปยังภาคใต้ของอิตาลีในยุคโรมัน แต่ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมปลูกมากนัก กระทั่งแพร่เข้าไปในเปอร์เซีย อิรัก และอียิปต์ ชาวมุสลิมในยุคแรกๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ จากนั้นจึงได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลกอาหรับและแถบเมดิเตอร์เรเนียน ชาวยุโรปเริ่มนำไม้นี้ไปปลูกอย่างจริงจังครั้งแรกราวกลางยุคศตวรรษที่ 15 ในเมืองเจนัวของอิตาลี หลังจากนั้นก็ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาโดย Christopher Columbus รัฐฟลอริด้าและแคลิฟอร์เนียของอเมริกาก็เริ่มมีการปลูกมะนาวชนิดนี้มากตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18-19  ฝรั่งนิยมใช้ทำเครื่องดื่ม ปรุงแต่งกลิ่นอาหารและขนมหวานหลากหลายชนิด

เลมอนชีสเค้ก (ซ้ายบน) ดูสูตรได้ที่ http://www.goodhousekeeping.com/recipefinder/lemon-ricotta-cheesecake-ghk ค็อกเทลรสเปรี้ยวซาบซ่านของเลมอนและเตกีล่า กับกลิ่นสดชื่นของใบโหระพา (ซ้ายล่าง) ดูสูตรได้ที่ http://www.thekitchn.com/thekitchn/beverage/even-more-basil-cocktails-strawberry-lemon-and-vodka-051605 ซูเฟล่เลมอน (ขวา) ดูสูตรได้ที่ http://www.marthastewart.com/315439/little-lemon-souffles

นอกจากน้ำหอมชื่อดังหลายกลิ่นที่มีดอกมะนาวเป็นส่วนผสมแล้ว น้ำมันดอกมะนาว หรือ lemon blossom oil ก็ยังมีขายตามร้านผลิตภัณฑ์ aromatherapy บางแห่งด้วย กลิ่นดอกมะนาวนี้หอมสดชื่นคล้ายผลมะนาวแต่ออกหวานกว่าหรือมีกลิ่นแบบดอกไม้มากกว่า นิยมใช้ในน้ำหอมประเภท citrus-floral หรือ citrus-aromatic ให้กลิ่นที่เข้ากันดีกับสมุนไพร ใบไม้สีเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม และดอกไม้ที่หอมอ่อนโยนทั้งหลาย  มีคุณสมบัติปรับอารมณ์ให้แจ่มใสกระปรี้กระเปร่า ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยเพลียและซึมเศร้าได้

พูดถึงดอกของต้นมะนาวไทยหรือ key lime นั้น ผู้เขียนเคยทดลองนำมาสกัดกลิ่นอย่างง่ายแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเพราะให้กลิ่นค่อนข้างเข้มข้น เป็นกลิ่นออกเปรี้ยวสดชื่นแบบเดียวกับผลมะนาวแต่หวานนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ผู้เขียนนำมาผสมน้ำหอมซึ่งเริ่มจาก top note ที่ประกอบด้วยกลิ่นสดใสของผลไม้ตระกูลส้มอย่าง lemon, sweet orange, bitter orange รวมทั้งกลิ่นออกเขียวของ petitgrain (กิ่งอ่อนของต้นส้ม bitter orange) และใบมะนาวไทย middle note หรือหัวใจของน้ำหอมเป็นกลิ่นหวานของดอกมะนาวไทยและมะลิ ปิดท้ายด้วย base note ซึ่งประกอบด้วยกลิ่นอบอุ่นของน้ำผึ้ง วานิลลา styrax ไม้จันทน์และไม้ซีดาร์ เป็นน้ำหอมที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมในธรรมชาติทั้งหมดโดยไม่ใช้กลิ่นสังเคราะห์ ถือเป็นน้ำหอมแนว citrus-floral ซึ่งให้กลิ่นเย็นชื่นใจดี

ดอกมะนาวไทย ภาพโดย Forest & Kim Starr

น้ำหอมฝรั่งจำนวนมากก็ระบุว่ามี lime blossom เป็นส่วนผสมเช่นกัน แต่ lime blossom ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงดอกมะนาวแต่อย่างใด ทว่าเป็นดอกของต้นไม้ในสกุล Tilia อยู่ในวงศ์ Malvaceae ชาวอังกฤษเรียกว่า lime ส่วนชาวอเมริกันเรียกว่า linden เป็นดอกไม้ที่ฝรั่งนิยมชมชอบเพราะให้กลิ่นหอมมาก จึงมักนำไปใช้สร้างสรรค์น้ำหอม ทั้งยังนิยมปลูกในฟาร์มผึ้ง น้ำผึ้งที่ได้จากน้ำหวานของดอก linden นี้มีกลิ่นรสหอมอร่อยมาก นอกจากนี้ก็ใช้ผสมในชาสมุนไพร ส่วนต่างๆ ทั้งดอก ใบ เนื้อไม้ และผงถ่านจากเนื้อไม้ล้วนมีสรรพคุณทางการแพทย์หลากหลาย ถือเป็นไม้ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมสำหรับชาวตะวันตก จึงปรากฏในตำนานและวรรณกรรมต่างๆ มากมาย

กล่าวถึงดอกไม้หอมตระกูลส้มไปหลากหลายชนิด ก็หวังว่าผู้อ่านจะมีโอกาสได้ทดลองกลิ่นดอกไม้เหล่านี้เปรียบเทียบกันดูบ้างว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นประสบการณ์น่าสนุกสำหรับผู้ที่โปรดปรานกลิ่นหอมของไม้ตระกูลส้มอยู่แล้ว…

*ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย ขอบคุณค่ะ

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกไม้ตระกูลส้มเป็นส่วนผสม

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกส้ม (Orange blossom) เป็นส่วนผสม : Serge Lutens Fleur d’Oranger, L’Artisan Fleur d’Oranger, Jo Malone Ornage Blossom, By Kilian Love and Tears, Surrender, Prelude to Love, Invitation, Sweet Redemption, Etat Libre d’Orange Divin’ Enfant, Histoires de Parfums 1873, Le Labo Fleur d’ Oranger 27, Les Bains du Marrais Fleur d’Oranger, Mazzolari Fleurs d’Oranger, MDCI Le Rivage des Syrtes, Profumum Acqua e Zucchero, Montale Fleur d’Oranger, Santa Maria Novella Zagara, Caron Narcisse Noir, Chantecaille Frangipane, Comptoir Sud Pacifique Eau de Naphe, Thierry Mugler Dis-Moi, Miroir, Robert Piguet Fracas, Yves Saint Laurent Paris, Guerlain Insolence, Insolence Eau de Parfum, Chanel Coco, Coco Mademoiselle, Allure eau de parfum, Gardenia, Dior Poison, Poison Tendre, Pure Poison, Dior Addict, Miss Dior Cherie Eau De Toilette 2010, Fahrenheit 32, Hermes 24 Faubourg, Caleche, Un Jardin En Mediterranee, Givenchy Amarige, Organza, Organza Fleur D’Oranger Recolte Harvest Nabeul 2006, Ysatis, Absolutely Irresistible, Play For Her, Cacharel Eden, Anais Anais, LouLou, Scarlett, Boucheron Boucheron, Lancome Poeme, Fragonard Emilie, Gres Cabotine, Paco Rabanne Lady Million, Jean Paul Gaultier Classique, Fragile, Le Male, Chloe Chloe, Narcisse, Love, Lanvin Rumeur, Jean Desprez Bal a Versailles, Viktor&Rolf Flowerbomb, Antidote, Elie Saab Le Parfum, Chopard Wish, Bvlgari Bvlgari Pour Femme,  Voile de Jasmin, Giorgio Armani Armani Code for Women, Prada Infusion de Fleur d’Oranger, Infusion d’Iris, Dolce&Gabbana D&G, Sicily, Gucci Guilty Pour Homme, Fendi Palazzo, Cerruti 1881, Valentino Rock’n Rose, Rock’n’Rose Couture, Versace Crystal Noir, Versus, Estee Lauder Private Collection Jasmine White Moss, Elizabeth Arden Red Door, Pretty, Calvin Klein Obsession, Eternity, Clinique Aromatics Elixir, Carolina Herrera 212, CH, Narciso Rodriguez Narciso Rodriguez For Her, Vera Wang Flower Princess, Vivienne Westwood Boudoir, Juicy Couture Couture Couture, Hugo Boss Boss Orange, Gloria Vanderbilt Vanderbilt, Pacifica Nerola Orange Blossom, Jennifer Lopez Glow, Miami Glow, Still, Deseo, Kate Moss Kate, Britney Spears Radiance, Christina Aguilera Inspire, Paris Hilton Can Can, Fairy Dust, Kim Kardashian Kim Kardashian      

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกส้ม (Neroli) เป็นส่วนผสม : Annick Goutal Neroli, Chanel Chanel N°5, Chanel N°5 Eau Premiere, Chanel N°5 Elixir Sensuel,  Chanel N°19, Chanel No 19 Poudre, Chanel N°22, Bois des Iles, Guerlain L’Heure Bleue, Jardins de Bagatelle, Apres l’Ondee, Vetiver, Mahora, Dior Miss Dior, Miss Dior Cherie Eau de Printemps, J’adore L’eau Cologne Florale,  Nina Ricci L’Air du Temps, Cartier Must de Cartier, So Pretty, Le Baiser Du Dragon, Hermes Hiris, Caleche, Givenchy Amarige, Organza Neroli Delta du Egypte Recolte Harvest 2010, Paco Rabanne Lady Million,  Lanvin Arpege, Robert Piguet Bandit, Rochas Madame Rochas, Jean Desprez Bal a Versailles, Pierre Balmain Jolie Madame, Ivoire de Balmain, Thierry Mugler Mugler Cologne,  Jean Paul Gaultier Fleur du Mâle, Lancome Attraction, Cyclades, Bvlgari Bvlgari Extreme, Versace Blonde, Baby Rose Jeans, Prada Infusion d’Iris, Prada Tendre, Gucci Gucci by Gucci EDT, Salvatore Ferragamo Salvatore Ferragamo pour Femme, Giorgio Armani Armani Code Summer pour Femme, Trussardi Trussardi Inside for women, Kenzo Kenzo Amour Florale, Alexander McQueen Kingdom, Burberry Burberry Brit Gold, Estee Lauder Beautiful, Private Collection Tuberose Gardenia, Brasil Dream, Bronze Goddess Eau Fraîche Skinscent, Elizabeth Arden Blue Grass, Ralph Lauren Polo Sport, Dana Tabu, Paloma Picasso Paloma Picasso, Elizabeth Taylor White Diamonds, Carolina Herrera Herrera Aqua, Beyonce Heat, Jennifer Lopez Glow, Love at First Glow, Eva Longoria Eva, Mariah Carey Forever, Kate Moss Kate Summer Time, Sean John Unforgivable Women

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกมะนาวฝรั่ง (Lemon blossom) เป็นส่วนผสม : Serge Lutens Fleurs de Citronnier และ Datura Noir, Il Profumo Osmo Scents Vanille Bourbon, Comme des Garçons Series 4 Cologne : Anbar และ  Citrico, Comme des Garçons Series 7 Sweet: Burnt Sugar, Stephanie de Saint-Aignan L’Eau Nirique, DSH Perfumes Bon Vivant และ En Fleur, Ebba Los Angeles Miss Marisa Marine, Susanne Lang Sula Lovebirds Fresh, Jean Patou Nacre, Guy Laroche J’ai Ose, Calvin Klein Eternity, Carolina Herrera CH L’Eau, Dolce & Gabbana D&G, Estee Lauder Aliage, Loewe Aire Loewe, Jesus Del Pozo Jesus Del Pozo In White, Lancaster Aquazur และ Aquasun, Revlon Charlie, Gap Stay, Harajuku Lovers Sunshine Cuties Love, Kylie Minogue Couture, Collistar Acqua Attiva, Jacques Bogart Bogart, Pacifica Malibu Lemon Blossom, Voluspa Green Datura, Opus Oils Burlesque: Tramp, Gendarme Carrière, Legendary Fragrances Treasure Island, L’Erbolario Verde, Peter Andre Mysterious Girl, Mistral Grapefruit Red Currant, Caesars World Caesars Man Emperor, Detaille Dolcia, Parah Noir, DayNa Decker Leila และ Viva, Frau Tonis Parfum No. 10 Unter den Linden

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกส้มเขียวหวาน (Tangerine blossom) เป็นส่วนผสม : Moschino Glamour

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกส้มแมนดาริน (Mandarin blossom) เป็นส่วนผสม : Guerlain L’Instant de Guerlain Fleur de Mandarine, Carolina Herrera Chic, Donna Karan DKNY Red Delicious Men และ DKNY Women Limited Edition, Elizabeth Arden Green Tea Camellia, Prada Prada Intense, Diane von Furstenberg D, Victoria’s Secret Satin Rose de Mai, Mango Mango Delirium, Accessorize Accessorize, The Healing Garden Pure Joy, Rodier Eau Légère, Lee Cooper Originals Ladies, Love & Toast Gin Blossom

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกเกรพฟรุ้ต (Grapefruit blossom) เป็นส่วนผสม : Chopard Cascade