ภาพจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน http://kanchanapisek.or.th

คราวก่อนได้เล่าถึงดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมในวงศ์ลั่นทมไปแล้วหลายชนิด ก็จะมาสาธยายต่อถึงไม้หอมวงศ์เดียวกันอีกอย่างที่สวยทั้งชื่อและรูปลักษณ์ ซึ่งก็คือ กุมาริกา ที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Parameria barbata เป็นไม้เลื้อยที่มีลำต้นและเถาเหนียวแข็งแรง พุ่มใบดกแน่น ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม ผิวใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกกุมาริกานี้มีกลีบบิดงุ้มเข้าหากัน มีดอกเล็กกระจิริดแต่ออกดอกดกมาก มักออกเป็นช่อตามซอกใบ เวลาบานสะพรั่งจะเห็นเป็นสีขาวปกคลุมไปทั้งต้นราวกับละอองหิมะพร่างพรู ส่งกลิ่นขจรขจายไปไกล เป็นกลิ่นที่กระเดียดไปทางคัดเค้าและพุทธชาด ถือเป็นไม้ดอกอีกชนิดที่เหมาะจะปลูกให้เลื้อยตามซุ้มในสวนเพราะมีกลิ่นหอมตรึงใจที่ให้บรรยากาศโรแมนติคดี

ชื่อ กุมาริกา นี้ทางสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทยได้ขึ้นทำเนียบไว้เมื่อปี พ.ศ. 2520 ที่เรียกว่า กุมาริกา ก็คงเพราะเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย คำว่า กุมาริกา นี้เป็นคำบาลีสันสกฤต แปลว่า บุตรี ธิดาหรือเด็กหญิง ชาวอินเดียนิยมนำไปตั้งชื่อลูกสาว หากจะย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล ก็จะพบว่ามีสตรีที่ถูกเรียกว่า กุมาริกา นั่นคืออยู่ในสถานะของบุตรสาวหลายต่อหลายคน มีทั้งที่เกี่ยวข้องในทางได้สดับฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนได้บรรลุคุณธรรมชั้นวิเศษ และที่เกี่ยวข้องกับอุบาสกผู้มาฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ซึ่งก็จะขอคัดลอกเรื่องราวหลังนี้มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่งมีอาชีพขายผักเลี้ยงครอบครัว เขามีลูกสาวรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม กิริยามารยาทก็เรียบร้อยดี เสียอยู่อย่างเดียวคือเธอเป็นคนเส้นตื้น หน้าทะเล้น มีอารมณ์ขันชอบหัวเราะเล่นอย่างเด็กๆ อยู่เสมอ เมื่อมีสกุลที่คู่ควรมาขอนาง คนเป็นพ่อจึงอดคิดไม่ได้ว่า

“ตอนนี้มีคนมาขอลูกสาวเรา แต่ลูกเรามีกิริยาเหมือนเด็กตัวน้อยๆ ทั้งที่โตเป็นสาวแล้ว ขืนให้แต่งงานไป เราผู้เป็นพ่อแม่คงถูกถอนหงอกเป็นแน่ เราจะต้องลองใจดูก่อนว่านางเป็นสาวหรือยัง”

วันหนึ่ง เขาจึงสั่งให้ลูกสาวถือกระเช้าเดินตามเข้าไปในป่าเพื่อเก็บผักไปขาย จากนั้นก็แกล้งทำเป็นหน้ามืด เกี้ยวพาราสีเหมือนหนุ่มจีบสาวและจับเข้าที่มือของนาง ลูกสาวพอถูกพ่อจับมือก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า “พ่อจ๋า พ่อทำอะไรน่ะ เรื่องนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เหมือนทำให้ไฟเกิดขึ้นจากน้ำ พ่ออย่าทำอีกเลยนะจ๊ะ”

พ่อได้ฟังดังนั้นจึงอธิบายให้ลูกสาวฟังว่า “ลูกรัก พ่อจับมือเจ้าก็เพื่อจะทดลองดูว่าตัวเจ้าเป็นสาวแล้วหรือยัง ไหนบอกพ่อซิว่าลูกมีกุมาริกาธรรมในใจแล้ว”

ลูกสาวได้ฟังก็หายตกใจจึงตอบพ่อว่า “จ้ะ พ่อ ตอนนี้หนูเป็นสาวแล้ว แต่หนูยังไม่ได้สนใจหนุ่มคนไหนเป็นพิเศษเลย” พ่อได้ฟังดังนั้น จึงตกปากรับคำกับสกุลที่มาขอ ได้จัดงานวิวาห์ขึ้นและส่งลูกไปยังบ้านสามี

ภาพโดยจักรพันธุ์ โปษยกฤต

ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้ไปเข้าเฝ้าถวายบังคมพระศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหาร และกราบทูลให้ทรงทราบว่าได้มัวแต่ยุ่งจัดงานแต่งงานให้กับลูกสาว จึงไม่ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นเวลานาน จากนั้นก็ได้เล่าเรื่องราวที่ตนทดลองใจลูกสาวให้พระศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อุบาสกเอ๋ย ลูกของท่านเป็นสาวมานานแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ตัวท่านจะได้ทดลองใจลูกสาวเฉพาะในเวลานี้ก็หาไม่ แม้ในครั้งก่อน ท่านก็ทำอย่างนี้มาแล้วเหมือนกัน” เมื่ออุบาสกกราบทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี มีพ่อค้าผักผู้หนึ่งในเมืองนั้นมีธิดาที่โตเป็นสาวแล้ว มีรูปร่างหน้าตางดงาม แต่ชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที ทำให้เขาไม่กล้ายกลูกสาวให้กับตระกูลที่มาขอ ด้วยเกรงจะถูกตำหนิว่าอบรมลูกไม่ดี จึงคิดจะทดลองใจลูกสาว เรื่องราวก็เหมือนกับเรื่องที่เล่าในปัจจุบันทุกประการ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ปรากฏแก่สายตาของรุกขเทวดาที่อยู่ในป่าทุกอย่าง ในขณะที่พ่อของนางทำตาเจ้าชู้แล้วจับมือเพื่อลองใจนั้นเอง นางก็ร้องไห้คร่ำครวญพลางกล่าวว่า

“ยามที่ฉันมีทุกข์ทางกายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือทุกข์ร้อนทางใจ ใครกันที่จะขจัดความทุกข์นั้นไปได้ ท่านผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อ ที่คอยป้องกันและปัดเป่าทุกข์ภัย ทำให้อบอุ่นสบายใจ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่ดีที่สุดในชีวิต จะมาทำกรรมอันน่าบัดสีในป่านี้เสียเอง ด้วยการล่วงเกินธิดาที่ตนเองได้ให้กำเนิดมา เมื่อผู้มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคือบิดาบังเกิดเกล้ามาทำเรื่องไม่ดีอย่างนี้เสียเอง ตัวฉันจะวิ่งร้องไห้ไปหาใครมาช่วยเป็นที่พึ่งได้เล่า”

พ่อได้ยินดังนั้นจึงปลอบใจลูกสาวว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าไม่ต้องตกใจไปหรอก พ่อแค่ต้องการทดลองใจเจ้าเท่านั้น ทีนี้ลองบอกพ่อซิลูกรัก ว่าบัดนี้ตัวเจ้าโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วเมื่อแต่งงานไปอยู่ในครอบครัวของสามีเจ้า” ลูกสาวจึงรับปากกับพ่อว่า “จ้ะ พ่อ หนูโตพอที่จะคุ้มครองตัวเองได้แล้ว ขอให้พ่อไม่ต้องเป็นห่วง”

พ่อได้ฟังดังนั้นก็สบายใจ พาลูกสาวกลับบ้าน ได้ตกลงจัดงานแต่งงานและส่งลูกสาวไปยังครอบครัวของสามี

เมื่อพระศาสดาได้ทรงประกาศสัจจะจนกระทั่งอุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า “บิดาในครั้งนั้นได้กลับชาติมาเกิดเป็นบิดาในครั้งนี้ ธิดาในชาตินั้นก็ได้กลับชาติมาเกิดเป็นธิดาในครั้งนี้ ส่วนรุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ์ในป่านั้นอย่างแจ่มแจ้งได้กลับชาติมาเกิดเป็นเราตถาคตนั่นเอง”

ชาดกพ่อทดลองใจลูกสาว หรือ ปัณฺณิกชาดก นี้ก็ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ “กุมาริกาธรรม” คือธรรมของลูกผู้หญิง ที่ต้องถึงพร้อมด้วยมารยาทและศีล ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการครองเรือน และเป็นเครื่องนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของบุพการี ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนจึงนับเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้อยู่เสมอไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงมาเพียงใดก็ตาม

กลับมาที่ชื่อกุมาริกาอันเป็นนามของดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมชนิดนี้กันบ้าง จริงๆ แล้วถ้าไปหาซื้อไม้ชนิดนี้ตามตลาดต้นไม้ พวกพ่อค้าแม่ค้าเขาจะรู้จักกันในชื่อ “ช่อมาลี” มากกว่า ผู้เขียนเคยไปเดินวนเวียนถามหาต้นกุมาริกาอยู่นานสองนาน กลับไม่มีใครทำท่าว่ารู้จัก แต่พอเอ่ยชื่อช่อมาลีขึ้นมา คนขายร้องอ๋อทันที เดาว่าเขาคงเรียกได้คล่องปากมากกว่า เพราะชื่อกุมาริกานั้นออกจะยาวและจำยากเอาการ จริงๆ แล้วก่อนหน้าที่ทางสมาคมฯ จะขึ้นทำเนียบชื่อกุมาริกานี้ คุณหลวงบุเรศรบำรุงการท่านก็ได้เรียกชื่อไม้ชนิดนี้ว่า “สร้อยสุมาลี” ในหนังสือ “ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับไทยและเทศ” ของท่าน ซึ่งตีพิมพ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 มาแล้ว ไม้ชนิดนี้จึงมีชื่ออันเพราะพริ้งถึงสามชื่อด้วยกัน ถือว่าเป็นไม้หอมที่ใช้ชื่อเปลืองที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คนท้องถิ่นเขายังเรียกชื่ออื่นๆ เช่น เครือเขามวก ส้มลม หรือส้มเย็นอีกด้วย

ยาสมุนไพรจากเปลือกต้นกุมาริกา จาก http://indonesia-herbals.blogspot.com

ต้นกุมาริกานี้มีสรรพคุณโดดเด่นเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Kayu Rapat คำว่า kayu แปลว่า ไม้ และ rapat แปลว่า แน่นหรือกระชับ ที่เรียกอย่างนี้เพราะสาวๆ เมืองอิเหนานิยมใช้เป็นตัวยากระชับช่องคลอดหลังให้กำเนิดบุตร ทุกส่วนของต้นสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดอก ใบ แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือเปลือกต้น ซึ่งใช้ชงน้ำดื่มเหมือนชา ส่วนสาวมาเลเซียก็ชอบใช้ใบกุมาริกาเช่นเดียวกัน เรียกว่า Daun Serapat แปลว่าใบไม้ที่ให้ความกระชับ สาวไทยจะเอาอย่างบ้างก็น่าจะช่วยประหยัดทั้งเงินและไม่ต้องเจ็บตัวไปขึ้นเขียงทำรีแพร์หรือผ่าตัดกระชับช่องคลอดอย่างที่นิยมกันอยู่ในขณะนี้ สรรพคุณด้านอื่นๆ ของกุมาริกาก็ยังมีอีกมาก ชาวไทยเรารู้จักใช้เปลือกต้นผสมในตัวยาบรรเทาอาการไข้มาลาเรีย ยางใช้รักษาโรคบิด ส่วนต้นใช้ผสมในยาฆ่าเชื้อสำหรับล้างแผล ใบและดอกยังมีสรรพคุณขับระดูอีกด้วย

ไม้ต้นต่อมาที่มีดอกสีขาวและกลิ่นหอมคือ พญาสัตบรรณ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าตีนเป็ดนั่นเอง เพราะใบออกเรียงเป็นวงรอบกิ่ง แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางดูคล้ายตีนเป็ด แต่ผู้เขียนพอใจชื่อพญาสัตบรรณมากกว่าเพราะฟังไพเราะเข้ากับรูปพรรณสัณฐานอันงามสง่าและกลิ่นหอมน่าประทับใจของไม้ชนิดนี้ เลยจะขอเรียกว่าพญาสัตบรรณก็แล้วกัน ต้นพญาสัตบรรณนี้มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Alstonia scholaris มีถิ่นกำเนิดในอนุภูมิภาคอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันปลูกแพร่หลายทั่วไปในเขตร้อนชื้นทั่วโลก

ภาพจาก http://www.toptropicals.com

พญาสัตบรรณนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงราว 12-20 เมตรใบเดี่ยวทรงมนปลายแหลมเป็นติ่ง โคนใบสอบเข้าหากัน ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือยอดของลำต้น ดอกเล็กๆ สีขาวอมเหลือง โคนดอกเป็นหลอดยาว ออกรวมกันเป็นกลุ่ม หลายๆ กลุ่มรวมกันเข้าเป็นช่อ

พญาสัตบรรณเป็นไม้ป่าที่มักพบขึ้นอยู่ตามป่าดิบชื้นในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งริมลำห้วยในป่าเบญจพรรณในภาคเหนือและภาคอีสาน ปัจจุบันเป็นที่นิยมนำมาปลูกประดับบ้านและสถานที่สาธารณะด้วย เพราะลำต้นมีทรวดทรงสง่างาม ประกอบกับกลิ่นหอมที่ขจรขจายไปไกลโดยเฉพาะในยามค่ำ มีลักษณะคล้ายกลิ่นดอกราตรีอยู่เหมือนกันตรงที่หอมแรงจนฉุน หากได้กลิ่นจากระยะไกลจะถือว่าเป็นกลิ่นที่หอมรัญจวนใจมากทีเดียว แต่ถ้าเข้าไปสูดดมใกล้ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่แพ้กลิ่นนี้

พญาสัตบรรณถือเป็นไม้อีกชนิดที่มีสรรพคุณครอบจักรวาล เปลือกต้นมีสารอัลคาลอยด์หลายชนิด สามารถใช้แทนยาควินินที่มีสรรพคุณรักษาโรคมาลาเรีย ทั้งยังใช้เป็นยาชูกำลัง ลดไข้ ขับระดู และใช้รักษาบาดแผล ใบใช้แก้อาการเหน็บชา ชาวเอเชียและแอฟริกาโบราณรู้จักใช้เปลือกต้นและรากทำยาแก้ปวดฟัน รักษาโรคไขข้ออักเสบ แผลถูกงูกัดและแผลเปื่อย ยางใช้ดื่มบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ ในประเทศฟิจิใช้ยางแก้อาการเจ็บตา ใบใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ ส่วนตำราอายุรเวทของอินเดียใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ขับพยาธิและรักษาโรคลำไส้ ตำราแพทย์แผนไทยเราก็ให้ใช้เปลือกรักษาโรคบิด แก้หวัด หลอดลมอักเสบ เป็นยาสมานลำไส้ ใบใช้พอกแก้พิษต่างๆ ดอกใช้แก้ไข้ ส่วนยางใช้ทำยารักษาแผลเปื่อย แก้ปวดหู และบำรุงร่างกาย ไม่นานมานี้นักศึกษาแพทย์ในอินเดียยังได้ทำการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งของสารอัลคาลอยด์บางชนิดในต้นพญาสัตบรรณอีกด้วย ถือเป็นไม้ที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพโดยแท้

พญาสัตบรรณนี้ยังมีเนื้อไม้สีขาวอมเหลืองอ่อนสวยงามที่นำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่นในศรีลังกานิยมใช้ทำโลงศพ ส่วนที่เกาะบอร์เนียวใช้ทำลูกทุ่น ฝาจุกขวด เขียงและอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านอื่นๆ ชาวอินเดียใช้ทำหีบใส่ของ ไม้จิ้มฟัน กระดานดำ และดินสอ บ้านเราก็ใช้ทำลูกทุ่นอวน ใบพาย รองเท้าไม้ หรือของเล่นเด็ก

หน้ากากนกฮูกของชาวไอร์แลนด์เหนือ ทำจากไม้ตีนเป็ดหรือพญาสัตบรรณ ใช้ในพิธีกรรมต้อนรับสมาชิกใหม่ที่ผู้เข้าร่วมจะต้องคลุมร่างกายด้วยใบไม้และสวมหน้ากาก โดยร่ายรำเป็นจังหวะช้าๆ ตามทำนองเพลง เลียนจังหวะกระพือปีกหนักหน่วงของนกฮูก ปัจจุบันหน้ากากแบบเดียวกันนี้ถูกเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ für Völkerkunde ในเบอร์ลิน ภาพและข้อมูลจาก http://www.geolocation.ws/v/W/4cbeb3cd1d41c87f0600269f/h--49-cm-l--29-cm-w--195-cm-wood-rattan/en

ต้นพญาสัตบรรณนี้มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่าสัต แปลว่า ดี งาม หรือน่านับถือ ส่วน บรรณ แปลว่า ใบไม้ ส่วนคำว่า พญา ก็หมายถึงเจ้าแผ่นดินหรือผู้เป็นใหญ่ ดังนั้นจะเรียกว่าเป็น ‘พญาไม้’ หรือยอดแห่งไม้ทั้งปวงก็คงจะไม่ผิดนัก จึงเชื่อกันว่าใครนำมาปลูกประดับบ้านก็จะได้รับการยกย่องนับถือจากคนทั่วไป

เห็นมีชื่อไพเราะเป็นมงคลเช่นนี้ ฝรั่งกลับเรียกต้นพญาสัตบรรณว่า Indian Devil Tree อีกด้วย ฟังออกจะน่ากลัวจนไม่ใคร่เป็นที่นิยมปลูกมากนักในอเมริกา ส่วนที่อินเดียเองก็เรียกว่าต้นไม้ปีศาจเพราะเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย ว่ากันว่ากลิ่นที่หอมฉุนรุนแรงนั้นมีฤทธิ์สะกดให้ใครก็ตามที่เผลอไปงีบหลับอยู่ใต้ต้นไม้นี้ถึงกับสลบสไล หรืออาจถึงขึ้นไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้ มีตำนานพื้นบ้านที่เล่าถึงนางยักษ์ซึ่งมักปลอมตัวเป็นสาวงามคอยสะกดหนุ่มๆ ที่ผ่านมาในยามวิกาลให้ไปหลับนอนด้วยแล้วจับกินเสีย เล่าว่าเมื่อใดที่นางยักษ์ในคราบสาวงามปรากฏกายขึ้นก็จะมีกลิ่นหอมของดอกพญาสัตบรรณนี้ขจรขจายมาตามสายลม ชวนให้เหยื่อผู้โชคร้ายเกิดอารมณ์ปั่นป่วนเคลิบเคลิ้มจนตามไปถึงวิมานจำแลงของนางยักษ์ เลยเป็นที่มาของการที่ชาวอินเดียเรียกไม้ชนิดว่า “ต้นไม้ยักษี” อีกด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ชื่ออวมงคลไปเสียทั้งหมด เพราะบางแห่งในอินเดียก็เรียกว่า “ต้นไม้บัณฑิต” เพราะมักนำเนื้อไม้ไปใช้ทำโต๊ะเก้าอี้สำหรับอ่านเขียนหนังสือ เห็นได้จากชื่อพฤกษศาสตร์ “scholaris” นั่นเอง

ภาพ The Slow Decay โดย Angel Tarantella

ไม้ดอกสีขาวกลิ่นหอมชนิดสุดท้ายในวงศ์นี้ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง คือต้น Natal Plum ซึ่งมีผู้นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยและตั้งชื่อเสียเก๋ไก๋ว่า “หีบไม้งาม” ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเชื่อมโยงกับลักษณะของไม้นี้ในแง่ใดเหมือนกัน

ต้นหีบไม้งามนี้มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Carissa grandiflora หรือ Carissa macrocarpa เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว2 เมตรลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม มีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบกลมมนมีติ่งหนามสั้นๆ โคนใบรูปหัวใจ แผ่นใบแข็งหนา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวโคนดอกเป็นหลอด ปลายบานออกเป็น 5 กลีบเวียนคล้ายกังหัน มีกลิ่นหอมแรงในยามค่ำ เป็นกลิ่นหอมชื่นใจคล้ายมะลิอยู่บ้างแต่กลิ่นนุ่มนวลกว่า

ภาพจาก http://flo.com.ua

ลักษณะเด่นอีกอย่างคือผลทรงกลมแป้นซึ่งเมื่อสุกเต็มที่จะเป็นสีแดงเข้มดูคล้ายลูกพลัม จึงได้ชื่อว่า Natal Plum หรือต้นพลัมแห่งแคว้นNatalบนชายฝั่งทะเลประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของไม้ชนิดนี้นี่เอง ชาวแอฟริกาใต้ทั่วไปเรียกว่า Num-Num ส่วนชนเผ่าซูลูเรียกว่า Amatungulu ชื่อพฤกษศาสตร์ Macrocarpa นี้มาจากภาษากรีก แปลว่า ผลไม้ขนาดใหญ่ ปัจจุบันไม้ชนิดนี้ปลูกแพร่หลายในเขตอากาศอบอุ่นถึงร้อนอย่างรัฐชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา เกาะฮาวายและบาฮามาส์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย แอฟริกาตะวันออก รวมถึงประเทศตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล

ผลของต้นหีบไม้งามนี้เมื่อสุกฉ่ำเต็มที่จะมีรสหวานอมเปรี้ยวสามารถเด็ดมารับประทานได้เลยโดยไม่ต้องปอกเปลือก หากจะนำมาผสมในสลัดผักหรือผลไม้ ก็ผ่าเป็นซีกแล้วควักเมล็ดออกก่อน ผลสดนี้ยังนำมาผสมในเยลลี่ โยเกิร์ต เค้ก พุดดิ้ง ไอศกรีม หรือจะนำมากวนทำเป็นแยม ไส้พายหรือหน้าขนมทาร์ต และใช้ทำซอสได้อีกด้วย รสชาติอมเปรี้ยวคล้ายซอสแครนเบอร์รี่ ถ้าอยากให้เก็บไว้ได้นานก็แช่อิ่มไว้ในขวดโหล ตามตลาดสดในเมืองDurbanของแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของไม้ชนิดนี้มีผลสุกขายอยู่ทั่วไป แสดงว่าเป็นที่นิยมรับประทานกันมาก

ต้นหีบไม้งามนี้นิยมปลูกริมทะเลในแถบฟลอริด้าและแคลิฟอร์เนีย เพราะมีทรงพุ่มสวยงาม ทั้งยังเลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อสภาพอากาศและความเค็มของน้ำทะเลได้อย่างดี เหมาะจะปลูกในกระถางเป็นไม้แคระหรือบอนไซได้เช่นกัน ถือเป็นไม้ประดับที่มีประโยชน์มากเพราะสามารถปลูกเป็นแนวรั้วป้องกันโจรขโมยได้ดี เนื่องจากมีทรงพุ่มแน่นและหนามแหลมยาวที่อาจเกี่ยวเนื้อหลุดเอาได้ง่ายๆ

น้ำหอม Beyond Paradise

กลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ก็มีผู้นำไปใส่ขวดขายแล้วด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ Estée Lauder เจ้าเก่าซึ่งสาวเล็กสาวใหญ่ผู้รักสวยรักงามคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในกลิ่นขายดีของโลกในปัจจุบันเลยทีเดียว นัยว่ามีกลิ่นหอมชื่นรื่นรมย์ยิ่งกว่ากลิ่นอายแห่งสรวงสวรรค์ จึงให้ชื่อว่า Beyond Paradise ผสมผสานกลิ่นชื่นฉ่ำของดอกไม้นานาพันธุ์เข้าด้วยกัน อาทิ ไฮยาซินธ์ ดอกส้ม กล้วยไม้ พุดซ้อน สายน้ำผึ้ง Mahonia japonica (มีถิ่นกำเนิดในจีน ดอกเป็นช่อสีเหลือง) และดอก Natal Plum หรือหีบไม้งามนี่เอง ผู้เขียนสังเกตว่าเป็นกลิ่นยอดนิยมในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มสาววัยรุ่นจนถึงวัยทำงานที่ชอบกลิ่นหอมสดชื่นทันสมัย ผู้ผลิตเครื่องหอมไทยอย่างน้ำอบ น้ำปรุง จึงน่าจะลองดัดแปลงสูตรโดยนำกลิ่นดอกหีบไม้งามนี้มาผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ไทยๆ ที่ใช้เป็นประจำดูบ้าง น่าจะให้กลิ่นหอมแปลกที่ดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ๆ ได้เหมือนกัน