ก่อนหน้านี้เคยเล่าถึงไม้สกุลแม็กโนเลีย เช่น ยี่หุบ มณฑา ไปแล้ว คราวนี้ก็จะขอกล่าวถึงไม้ร่วมสกุลที่คนไทยรู้จักดีอย่างจำปี จำปาบ้าง

หากจะกล่าวถึงไม้ซึ่งโดดเด่นเป็นที่รู้จักมากที่สุดในกลุ่มนี้ ก็คงต้องเริ่มที่ ดอกจำปา หรือ Magnolia champaca ซึ่งมีกำเนิดในถิ่นร้อนอย่างเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรานี่เอง จึงเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นสูงได้ราว 20-30 เมตรเนื้อไม้สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนสวยงามและเหนียวทนทาน จึงนิยมใช้ในการก่อสร้างหรือทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ใบรูปไข่ปลายแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ดอกเมื่อบานสะพรั่งเต็มต้นจะส่งกลิ่นฟุ้งขจรไปไกล กลีบดอกทรงแคบยาวสีเหลืองอมส้ม จึงมีชื่อฝรั่งว่า Golden Champaca หรือ Orange Champaca ไทยเราเองก็เรียกสีเหลืองทองสุกปลั่งว่า “สีดอกจำปา” ดังบทมโหรีสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า “สีเนื้อเจ้าจำปาทอง ใต้ฟ้าเลียบจบ ทั้งแผ่นพิภพไม่มีสอง เนื้อเจ้าจำปาทอง ใต้ฟ้าจะหายากเอยฯ”

จำปานี้นอกจากจะทั้งสวยทั้งหอมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ชนิดครอบจักรวาล ชาวอินเดียและฟิลิปปินส์นิยมนำกลีบดอกไปต้มดื่มแก้อาการอาหารไม่ย่อย วิงเวียนศีรษะ และเป็นไข้ กลีบจำปาแช่ในน้ำมันสามารถใช้ทาภายนอกรักษาอาการปวดศีรษะเนื่องจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดแดงในสมองโป่งพอง รวมทั้งแก้อาการติดเชื้อในโพรงจมูก ไซนัส ไขข้ออักเสบ และโรคเก๊าท์ ใบอ่อนของต้นจำปาขยำแช่น้ำ มีสรรพคุณให้ความเย็นและฆ่าเชื้อโรค ใช้เป็นยาหยอดตาได้ น้ำคั้นจากใบใช้ผสมน้ำผึ้งดื่มบรรเทาอาการจุกเสียด ส่วนใบตำผสมน้ำมันทาแก้ปวดข้อ ใบจำปานี้ยังใช้เป็นยาเหน็บช่องคลอดเพื่อลดกลิ่นอับชื้นและแก้อาการติดเชื้อได้อีกด้วย เปลือกต้นมีกลิ่นหอมใช้แทนอบเชย มักนำมาเคี้ยวกับหมากเพื่อเพิ่มสรรพคุณช่วยย่อยและบำรุงหัวใจ รากแห้งและเปลือกหุ้มรากช่วยขับระดูและเป็นยาระบาย ผลและเมล็ดใช้รักษารอยแตกบนฝ่าเท้า น้ำมันสกัดจากเมล็ดใช้ทาหน้าท้อง แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เมล็ดยังใช้เป็นยาขับพยาธิในลำไส้อีกด้วย

การแพทย์แผนโบราณของไทยก็กล่าวถึงสรรพคุณอื่นๆ อีกเช่น ดอกใช้ลดความร้อนในเลือด ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ ใบรักษาโรคเส้นประสาทและแก้ป่วง รากแห้งและเปลือกหุ้มรากใช้บ่มฝี เปลือกต้นแก้คอแห้ง แก่นแก้โรคเรื้อน ยางใช้รักษาโรคริดสีดวงได้ด้วย

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังพบว่าสารสกัดจากใบ เมล็ด เปลือกและแก่นต้นจำปามีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด ทั้งยังพบสาร parthenolide และ costunolide ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง นักวิจัยในประเทศอินเดียก็พบว่าสารสกัดจากดอกจำปามีสรรพคุณบรรเทาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเกิดจากการรับประทานยาลดน้ำตาลในเลือดหรือการฉีดอินซูลินในปริมาณสูงเกินไป สอดคล้องกับตำราแพทย์แผนโบราณของอินเดียที่ใช้ดอกจำปารักษาอาการของโรคเบาหวานมานานแล้ว

ส่วนสรรพคุณด้านความงามนั้น ในอินเดียใช้ดอกจำปาทำน้ำมันใส่ผมคุณภาพเยี่ยม โดยใช้กลีบดอกสดผสมคลุกเคล้ากับเมล็ดงา เพื่อให้เมล็ดงาดูดซับกลิ่นหอมและเปลี่ยนดอกใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้กลิ่นเข้มข้น จากนั้นนำเมล็ดงาไปผ่านกระบวนการบีบเย็นเพื่อสกัดน้ำมัน ก็จะได้น้ำมันใส่ผมที่มีทั้งคุณค่าบำรุงและกลิ่นหอมจากดอกจำปา น้ำคั้นจากใบจำปาผสมน้ำมันมะพร้าวใช้ทาหนังศีรษะแก้รังแคได้ เปลือกต้นก็ใช้ป่นเป็นผงผสมน้ำมันมะพร้าวสำหรับทาหนังศีรษะกำจัดเหา ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆ นั้น เกษตรกรที่ทำสวนมะพร้าวก็สามารถปลูกต้นจำปาไว้ใกล้ๆ เพราะกลิ่นหอมจากดอกสามารถไล่ด้วงแรดที่เป็นศัตรูพืชตัวฉกาจได้ดีนัก สีเหลืองอมส้มของดอกจำปาใช้ย้อมผ้าได้ด้วยเช่นกัน

พระแม่ลลิตาเทวี พระแม่ผู้เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งปวง ถือเป็นเทวีแห่งบรมสุขด้วยเช่นกัน ตำนานฮินดูกล่าวไว้ว่าทรงมีดอกจำปาประดับพระเกศา ภาพจากhttp://www.adishakti.org/adi_shakti's_descend.htm

ดอกจำปานี้มีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างมากสำหรับชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวอินเดีย ซึ่งกล่าวถึงจำปาในวรรณคดีและตำนานพื้นบ้านหลายเรื่อง ถือเป็นไม้ชั้นสูงอีกชนิดหนึ่ง ภาษาฮินดีเรียกว่า จัมปา ส่วนภาษาสันสกฤตเรียกว่า จัมปกะ บ้านเราและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เรียกคล้ายๆ กันนี้ เช่น มาเลเซียเรียกว่า เจิมปากา อินโดนีเซียเรียกว่า บุหงาจัมปา พม่าเรียก สะกา ส่วนชาวฟิลิปปินส์เรียกว่า ชัมปากา แสดงว่าประเทศเหล่านี้รับเอาจำปามาจากอินเดียในยุคโบราณ จึงสืบทอดทั้งชื่อและการใช้ประโยชน์จากไม้ชนิดนี้มาพร้อมกันด้วย

แต่ก็น่าแปลกเมื่อได้ทราบว่าคนไทยสมัยนี้กลับไม่ค่อยนิยมปลูกต้นจำปาประดับบ้านมากเท่าจำปี มีผู้กล่าวว่าเป็นเพราะพยางค์สุดท้ายมีเสียงพ้องกับคำว่า “ปา” หรือการขว้างทิ้ง จึงมีความหมายไปในทางอวมงคล จริงๆ แล้วการแยกคำว่า จำ และ ปา ออกจากกันนั้นไม่ถูกต้องตามหลักภาษา เพราะถือเป็น 2 พยางค์ที่ไม่มีความหมายในตัวเอง ต้องอยู่รวมเป็นคำเดียวกันว่า จำปา จึงจะสื่อความหมายที่แท้จริง

ชาวฮินดูนิยมปลูกไม้ชนิดนี้ไว้ในปูชนียสถาน เพื่อจะได้เก็บดอกมาบูชาพระกฤษณะ องค์อวตารของพระนารายณ์ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระลักษมี มเหสีของพระนารายณ์ ผู้ทรงสิริโฉมงดงาม ชาวฮินดูเชื่อว่าพระลักษมีเป็นเทวีผู้อำนวยโชคและความมั่งคั่ง ใครที่มีต้นจำปาไว้ประดับบ้านก็เชื่อว่าจะทำให้ร่ำรวยทรัพย์สมบัติเงินทอง แม้แต่ชาวอินเดียยังถือว่าไม้ชนิดนี้เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ ความเชื่อที่ว่า จำปา เป็นอวมงคลนามนั้นจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ใครที่คิดจะปลูกต้นจำปาประดับบ้านก็สบายใจได้เลย

ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็นิยมใช้กลีบจำปาลอยน้ำวางไว้ในบ้านเพื่อสูดกลิ่นหอม ใช้โปรยบนเตียงเจ้าสาว ใช้ร้อยมาลัย ทัดหูหรือเสียบมวยผมให้ส่งกลิ่นหอมฟุ้งแทนการประพรมน้ำหอม เฉพาะไทยเรานั้นนิยมใช้จำปาห้อยประดับมงกุฎเวลาเล่นโขนหรือละคร และใช้ทำอุบะมาลัย สาวไทยโบราณยังรู้จักใช้ดอกจำปาทำเครื่องหอมอย่างน้ำอบ น้ำปรุง บุหงา หรือใช้ทำเครื่องแขวนดอกไม้สดห้อยตามประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้ส่งกลิ่นหอมอบอวลในที่พักอาศัย

เครื่องแขวนดอกไม้สดที่ใช้ดอกจำปา จาก http://www.baanjomyut.com

ดอกจำปานี้เป็นที่ยกย่องในโลกตะวันตกด้วย ดังจะเห็นว่าหัวน้ำมันดอกจำปา หรือ champaca absolute นั้นได้รับความนิยมมากไม่แพ้หัวน้ำมันดอกไม้ชนิดอื่นๆ ฝรั่งนักผสมน้ำหอมเดี๋ยวนี้ก็หันมาสนใจกลิ่นหอมของดอกไม้จากแดนไกลมากขึ้น เพราะให้กลิ่นเข้มข้นเย้ายวนที่สื่อถึงความหรูหรารุ่มรวยได้เป็นอย่างดี จึงมีการใช้กลิ่นจำปาเป็นส่วนผสมในน้ำหอมต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นแบรนด์ประเภท mainstream หรือที่มีขายทั่วไปตามเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมทั้งแบรนด์จำพวก niche ที่หาซื้อได้ยากกว่า แต่คุณภาพกลิ่นโดยรวมนั้นถือว่าดีกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าราคาย่อมแพงตามไปด้วย ตัวอย่างน้ำหอมกลิ่นจำปาชั้นยอดที่ได้รับความนิยมมากจากบรรดาแฟนน้ำหอมก็คือ Champaca จาก Ormonde Jayne และ Luxe: Champaca จาก Comme des Garçons

น้ำหอม J’Adore จาก Christian Dior ให้กลิ่นเย้ายวนของจำปา ไวโอเล็ต กุหลาบ กล้วยไม้ และลูกพลัม ปิดท้ายด้วยกลิ่นไม้ amaranth ผลแบล็คเบอร์รี วานิลลา และมัสค์

กลิ่นจำปามีความหอมหวานเย้ายวนคล้ายผสมผสานขึ้นจากดอกไม้หลายชนิด เช่นกระดังงาและดอกส้ม เจือกลิ่นไม้หอมหรือเครื่องเทศเล็กน้อย วิธีสกัดหัวน้ำมันจำปาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ supercritical CO2 extraction หรือการสกัดด้วยคาร์บอนด์ไดออกไซด์วิกฤติยิ่งยวด รองลงมาคือการสกัดด้วยตัวทำละลาย หรือ solvent extraction กว่าจะได้หัวน้ำมันดอกจำปาเข้มข้นก็ต้องใช้ดอกจำนวนมาก จึงมีราคาแพงและใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำหอมชั้นสูงเท่านั้น ผู้ผลิตในอินเดียมักผสมน้ำมันไม้จันทน์ลงไปในหัวน้ำมันจำปาด้วยเพื่อให้รักษากลิ่นหอมไว้ได้นาน ไม่ระเหยไปง่ายๆ น้ำมันหอมที่ได้นี้เรียกว่า “attar”

นอกจากหัวน้ำมันดอกจำปาจะเป็นที่รู้จักดีในเมืองฝรั่งแล้ว ธูปหอมกลิ่นจำปาจากอินเดียก็เป็นที่นิยมเช่นกัน เรียกว่า Nag Champa incense ธูปหอมนี้สมัยก่อนคงใช้กลิ่นจำปาแท้ๆ เป็นส่วนผสม แต่ปัจจุบันใช้ยางที่ได้จากต้นมะยมป่าหรือมะยมหอม (Ailanthus malabarica) แทน และเติมกลิ่นไม้จันทน์ ยางไม้และสมุนไพรหอมอีกหลายชนิด หาซื้อได้ง่ายและราคาย่อมเยากว่าน้ำมันดอกจำปามาก

ทางสุคนธบำบัดหรือ aromatherapy ถือว่ากลิ่นจำปามีสรรพคุณคลายความเครียด ทำให้จิตใจสงบและหายใจสะดวก เสริมสร้างความเชื่อมั่นและการมองโลกในแง่ดี กระตุ้นการไหลเวียนของพลังงานไปสู่หัวใจ ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศในร่างกาย บรรเทาอาการผิดปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือนและในผู้หญิงวัยทอง น้ำมันดอกจำปานี้สามารถใช้หยดในอ่างอาบน้ำหรือใช้นวดตัว ช่วยให้ผิวนุ่มเนียน ลดเลือนริ้วรอย บรรเทาอาการระคายเคือง ช่วยกระชับผิวและควบคุมความมัน กลิ่นจำปายังมีสรรพคุณกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาทางเพศอีกด้วย การจุดเทียนหอมหรือเผาน้ำมันดอกจำปาในเตาน้ำมันหอมระเหยจะช่วยเพิ่มบรรยากาศโรแมนติคในค่ำคืนพิเศษของคู่รักได้อย่างดี

จำปี

ส่วนดอกจำปีซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันนั้น มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia x alba เป็นพันธุ์ผสมระหว่างจำปากับแม็กโนเลียอีกชนิดคือ Magnolia montana จำปีมีถิ่นกำเนิดบนเกาะชวาของอินโดนีเซีย เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นสูงราว 15-20 เมตรเปลือกสีน้ำตาลอ่อน ใบเดี่ยวสีเขียวเข้มรูปไข่ปลายแหลม ขอบใบมีคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบแข็งหนากว่าจำปา ดอกเป็นสีขาวนวล กลีบทรงแคบเรียว มีขนาดเล็กกว่าแต่แข็งและหนากว่ากลีบจำปา ดอกจำปีนี้ยังมีกลิ่นหอมเย็นกว่าจำปา เป็นกลิ่นออกหวานอมเปรี้ยวนิดๆ คล้ายกลิ่นผลไม้ เพราะสารหอมหลักๆ ในดอกเช่น limonene, linalool และ camphor ให้กลิ่นเปรี้ยวสดชื่น ดอกจำปีนี้จะส่งกลิ่นอ่อนๆ ในตอนเช้าและแรงขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาค่ำ

สรรพคุณทางการแพทย์ของจำปีนั้นพบน้อยกว่าจำปา ตำรายาแผนโบราณของไทยระบุว่าดอกมีรสขมเย็น ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ลม บำรุงหัวใจ สำหรับการแพทย์แผนปัจจุบันก็มีการวิจัยพบว่าใบจำปีมีสาร anonaine ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

ปัจจุบันมีการสกัดหัวน้ำมันดอกจำปีกันมากในอินเดียและจีนซึ่งเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันหอมระเหยรายใหญ่ของเอเชีย ใช้ทั้งวิธีกลั่นด้วยไอน้ำ (steam distillation) และสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) เชื่อว่ากลิ่นจำปีมีสรรพคุณปรับสมดุลระบบประสาท ทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย บรรเทาความวิตกกังวล ลดความดันเลือด ปรับระดับการเต้นของหัวใจ ทำให้หายใจสะดวก

ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากใบจำปีได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำ นิยมใช้ในการบำบัดด้วยเช่นกัน กลิ่นหอมสดชื่นของใบจำปีนี้เข้ากันดีกับกลิ่น neroli (ดอกต้นส้มหรือมะนาว) และ petitgrain (ก้านและใบมะนาว) เชื่อว่ามีสรรพคุณปรับอารมณ์ให้สดชื่นมีชีวิตชีวา สื่อถึงการเจริญเติบโตและการเริ่มต้นใหม่

น้ำหอมกลิ่นดอกจำปีและใบจำปีจากภูมิปัญญาไทย เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกดอกจำปีหนองแขม ภาพจาก http://www.coopinthailand.com/2014

ชาวไทยใช้ดอกจำปีทำน้ำอบ น้ำปรุงด้วยเช่นกัน ส่วนบุหงานั้นไม่นิยมใช้ดอกจำปี เพราะเมื่อแห้งจะมีกลิ่นออกเปรี้ยวไม่ชวนดมเท่าไหร่ ดอกจำปีนี้ปัจจุบันนิยมใช้ทำอุบะมาลัยมากกว่าจำปาเสียอีก คงเพราะความเชื่อว่าจำปาเป็นไม้ชื่ออวมงคลดังที่กล่าวมาแล้ว เล่ากันว่าหญิงสาวสมัยก่อนมักใช้เส้นผมผูกก้านดอกจำปีให้ห้อยตุ้งติ้งเคลียข้างแก้ม คงเป็นภาพที่งามน่าชมยิ่งนัก สมัยนี้ไม่เห็นใครทำกันแล้ว น่าเสียดายที่เสน่ห์ละเมียดละไมของสาวไทยเช่นนี้ชักจะเลือนหายไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ไม้พวกจำปีอีกชนิดซึ่งมีกลิ่นหอมโดดเด่น คือ จำปีแขก หรือ Magnolia figo มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงราว 1.5-2.5 เมตรใบเดี่ยวเรียงสลับรูปรีปลายแหลม กาบหุ้มดอกมีขนนุ่มสีน้ำตาลคล้ายกำมะหยี่ กลีบดอกแข็งหนาสีครีม  มักผลิบานและส่งกลิ่นขจรขจายในตอนเย็น ลักษณะกลิ่นหอมแรงคล้ายกล้วยสุก ทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นจึงสมกับชื่อฝรั่งว่า Banana Bush จำปีแขกนี้ชาวจีนนิยมนำไปสกัดหัวน้ำมันสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและใช้แต่งกลิ่นชาด้วย สตรีชาวฮ่องกงสมัยก่อนนิยมใช้ดอกจำปีแขกเสียบมวยผมเพื่อให้ส่งกลิ่นหอมกรุ่นกำจายเวลาเยื้องย่างผ่านผู้คนแทนการประพรมน้ำหอม

จำปีแขก ภาพโดย zaqqy จาก http://commons.wikimedia.org

การแพทย์แผนโบราณของไทยใช้ดอกจำปีแขกปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ  ส่วนรากใช้แก้โรคกระบังลมเคลื่อน  เปลือกหุ้มรากใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ด้วย ส่วนการแพทย์แผนปัจจุบันก็มีการวิจัยพบว่า ใบจำปีแขกมีสารประเภทอัลคาลอยด์ที่มีสรรพคุณต้านเชื้อมาลาเรีย และมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่ส่งเลือดแดงจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

ได้กล่าวถึงจำปี จำปา ซึ่งชาวไทยคุ้นเคยกันดีแต่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในบ้านเรามาแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงจำปีสายพันธุ์ไทยแท้ ที่มีเฉพาะในบ้านเราเพียงแห่งเดียวในโลกบ้าง ชนิดแรกคือ จำปีหลวงหรือจำปีรัชนี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Magnolia rajaniana พบในป่าดิบเขาทางภาคเหนือ มีลำต้นสูงใหญ่ได้ถึง 35 เมตรเนื้อไม้ละเอียดสวยงามใช้ก่อสร้างหรือทำเครื่องเรือนได้เช่นกัน ใบรูปไข่ปลายมน หลังใบมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ดอกมีกลีบแคบคล้ายจำปี แต่เป็นสีเหลืองนวลและไม่แข็งหนาเท่ากลีบจำปี มักออกดอกดกสะพรั่งพร้อมกันแทบทั้งต้นดูสวยงามมาก มีการวิจัยพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นจำปีหลวงนี้มีฤทธิ์ต้านการขยายตัวของเซลล์มะเร็งด้วยเช่นกัน

จำปีหลวง ภาพโดย Dusita จาก http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=5385.0

อีกชนิดคือ จำปีสิรินธร มีลำต้นสูงราว 15-25 เมตรใบรูปรีค่อนข้างกลม ดอกคล้ายจำปีคือมีกลีบแคบเรียว ปลายกลีบโค้งมน แต่พิเศษตรงที่เมื่อเริ่มแย้มบานจะมีสีเขียวอ่อนที่โคนกลีบด้านนอก มักส่งกลิ่นหอมตั้งแต่เวลาพลบค่ำเป็นต้นไป

จำปีสิรินธรนี้ต่างจากไม้ประเภทจำปี จำปา ทั่วโลกซึ่งมักขึ้นบนพื้นที่ดอน ภูเขา หรือที่ราบ เพราะเจริญเติบโตเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุน้ำจืดทางภาคกลางของประเทศไทย ที่บ้านซับจำปา อ.ท่าหลวง จ. ลพบุรี กลีบซึ่งร่วงหล่นลงมาที่โคนต้นเป็นสีเหลืองคล้ายสีดอกจำปา ชาวบ้านจึงเรียกว่าจำปา และตั้งชื่อหมู่บ้านว่าซับจำปา ซึ่งก็หมายถึงพื้นที่ชื้นแฉะที่มีต้นจำปาขึ้นอยู่

จำปีสิรินธร จาก http://www.kukiatsgardens.com

ต่อมาเมื่อ ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่และตรวจสอบลักษณะไม้ชนิดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2541 ก็พบว่าแท้จริงแล้วดอกเป็นสีขาวเมื่อเริ่มแย้มบาน เข้าลักษณะจำปีมากกว่าจำปา และถือเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก จึงได้ส่งตัวอย่างไปให้ Dr. Hans P. Nooteboom ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้วงศ์จำปาชาวฮอลแลนด์ตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง จากนั้นได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อจำปีชนิดใหม่นี้ว่า Magnolia sirindhorniae  Noot. & Chalermglin มีชื่อภาษาไทยว่า จำปีสิรินธร ก็นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเราคนไทย ที่ได้เป็นเจ้าของผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายเชิงนิเวศน์ เป็นแหล่งกำเนิดไม้งามหายากอีกแห่งหนึ่งของโลก

จำปีอีกชนิดที่เพิ่งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ จำปีช้าง ซึ่งก็มีที่มาจากการสำรวจโดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น ท่านเดิม พร้อมด้วยคณะในโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมพืชในวงศ์ไม้จำปา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ในพื้นที่ป่า อ.แม่แตง จ. เชียงใหม่ โดยได้ส่งตัวอย่างไปตรวจสอบจนได้ข้อสรุปว่าเป็นจำปีชนิดใหม่ของโลก จึงได้ชื่อว่า Magnolia citrata Noot. & Chalermglin

จำปีช้าง จาก http://www.whitemedia.org/wma/content/view/2218/27/

จำปีช้างนี้พบเฉพาะในป่าดิบเขาของเมืองไทยเท่านั้น ลำต้นสูงราว 20-35 เมตรเปลือกหนามีกลิ่นฉุน ใบขนาดใหญ่รูปรีเกือบกลม แผ่นใบหนาและเหนียว ดอกสีเหลืองนวลมีกลิ่นหอม ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ต้นในป่าธรรมชาติของ จ. เชียงใหม่ เลย และน่าน เพราะป่าถูกบุกรุกทำลายและสภาพแวดล้อมเสียสมดุล แต่ปัจจุบันนักวิจัยสามารถขยายพันธุ์จำปีช้างด้วยการทาบกิ่งและทดลองปลูกในหลายจังหวัดทางภาคกลางและภาคใต้ ปรากฏว่าเจริญเติบโตได้ดี จึงส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปนำไปปลูกเป็นไม้ประดับเพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืชชนิดนี้ต่อไป

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า จำปี จำปา ในบ้านเรานี้มีมากมายหลายพันธุ์จนแทบเลือกไม่ถูก ใครรักชอบแบบใดก็สามารถซื้อหามาปลูกกันได้ตามรสนิยม หรือจะไปชมดอกจำปี จำปา หลายชนิดที่บานสะพรั่งอยู่ในป่าธรรมชาติของบ้านเราก็ยังได้ ผู้เขียนว่ากลิ่นหอมของดอกไม้สองชนิดนี้มักกระตุ้นเตือนให้นึกถึงวัดวาอารามหรือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิทางศาสนา เพราะคนไทยเราใช้เป็นส่วนประกอบในพิธีการสำคัญต่างๆ มาแต่โบราณ นับเป็นกลิ่นที่สื่อถึงความงามลึกล้ำและความสูงส่งทางจิตวิญญาณโดยแท้ ดังที่ท่านรพินทรนาถ ฐากุร เคยนิพนธ์ไว้ในบทกวี  “The Champa Flower” จากวรรณกรรมเรื่อง “The Crescent Moon” หรือ “พระจันทร์เสี้ยว” ที่เป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนความนึกคิดที่ใสบริสุทธิ์ของเด็กและความรักความผูกพันอันลึกซึ้งที่ลูกมีต่อแม่

มาลัยดอกมะลิและจำปา จาก http://wayofdesign.com/blog/?p=527

 “เรามาเล่นสนุกๆ กันนะแม่ สมมติว่าลูกได้กลายเป็นดอกจำปา ดอกที่บานอยู่บนกิ่งสูงสุดของต้นไม้นี้ เวลาที่มีสายลมพัดผ่าน ก็จะไหวสะเทือนและแกว่งไกวไปมาอยู่บนใบที่เริ่มผลิออกมาใหม่ แม่จะจำลูกได้ไหม

แม่คงจะต้องเรียกหาลูกว่า “เจ้าตัวน้อย ลูกไปอยู่เสียที่ไหน” เมื่อลูกได้ยินจะแอบหัวเราะกับตัวเองแล้วนิ่งเงียบเฉยอยู่

ลูกจะค่อยๆ แย้มกลีบออกมาเพื่อแอบมองดูแม่ ขณะที่แม่กำลังทำงานบ้าน

พอแม่อาบน้ำเสร็จแล้ว และเส้นผมเปียกสยายอยู่บนบ่า แม่จะเดินเข้ามาใต้ร่มเงาของต้นจำปานี้ มายังลานเล็กๆ ที่แม่มาอธิษฐานบูชา แม่จะได้กลิ่นหอมของดอกจำปา แต่แม่ก็ไม่รู้ว่ามันมาจากลูก

หลังอาหารกลางวัน แม่จะนั่งอยู่ริมหน้าต่าง อ่านเรื่องรามเกียรติ์ และตอนนี้เองต้นไม้จะทอดเงาลงบนเส้นผมและบนตักของแม่ ส่วนลูกจะขยับให้เงาดอกจำปาไปตกอยู่บนหน้าหนังสือตรงที่แม่กำลังอ่านอยู่พอดี

แม่จะเดาถูกไหมหนอว่ามันเป็นเงาเล็กๆ ของลูกตัวน้อยๆ ของแม่…”

(จาก “พระจันทร์เสี้ยว” หรือ “The Crescent Moon” โดย รพินทรนาถ ฐากูร ถอดความโดย พล.ร.ต. วิทุร แสงสิงแก้ว)

*ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณค่ะ

น้ำหอมที่มีกลิ่นจำปาเป็นส่วนผสม

Mainstream/classic brands :

Salvatore Ferragamo Incanto Bloom, Dior L’Or J’adore The Absolute Perfume และ J’ Adore Summer Fragrance, Elizabeth Arden Red Door Revealed, Calvin Klein Euphoria Eau de Toilette และ Euphoria Luminous Lustre, Banana Republic Wildbloom, Space NK Champaca, Eclectic Collections Impression

Niche/exclusive brands :

Ormonde Jayne Champaca, Comme des Garçons Series Luxe: Champaca และ Series 8 Guerrilla: Guerrilla 1, Tom Ford Private Blend Champaca Absolute และ Urban Musk, Annick Goutal Un Matin d’ Orage, Soivohle Oudh Lacquer, Aftelier Tango, Lucy B Tiare Coconut, Anya’s Garden Fairchild, Ayala Moriel The Purple Dress, Rebellius, Palas Atena และ Champaca Chai, Opus Oils Island Girl: Island (Hawaiian), biehl parfumkunstwerke mb01, DSH Perfumes Mata Hari, Prana และ Three Kings, Red Flower Organic Perfume Champa, Essentially Me White Blooms และ Kuan Yin, JoAnne Bassett Chantelle, Madame de Pompadour, Sacred Incense และ Marie Antoinette, Social Creatures Rebel Ambush, Providence Perfume Musk Nouveau, Florascent Aqua Floralis 1er Mai

About these ads