แม็กโนเลียเป็นดอกไม้ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกงามละมุนตา แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดจะรู้ว่ากลีบดอกแข็งหนานั้นไม่อาจถูกลมพายุทำให้บอบช้ำได้โดยง่าย จะร่วงหล่นไปก็ต่อเมื่อถึงกาลเวลาของมันเท่านั้น มีภาพยนตร์ดังเรื่องหนึ่งชื่อ “Steel Magnolia” ซึ่งฉายภาพสายใยความรักของแม่กับลูก และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ตัวเอกในภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนเป็นหญิงที่มีนิสัยใจคอและมุมมองต่อชีวิตแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดหลอมรวมเข้าหากันด้วยคำว่ามิตรภาพ ที่พร้อมจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเสมอแม้ในวันที่พายุร้ายโหมกระหน่ำชีวิต เหมือนดอกแม็กโนเลียเหล็กที่แม้ภายนอกจะดูอ่อนไหวบอบบาง แต่กลับแฝงความแข็งแกร่งทรหด ต้านทานอุปสรรคและความทุกข์ได้ด้วยกำลังใจอันมุ่งมั่นและแรงปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

ไม้สกุลแม็กโนเลียนั้นจะเรียกว่าเป็นยอดของความทรหดก็ได้อยู่เหมือนกัน แม้นักพฤกษศาสตร์จะชี้ว่าไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงในสภาพธรรมชาติ ทำให้หลายชนิดตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธ์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามดอกแม็กโนเลียนี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางธรณีวิทยา เช่นการเกิดของยุคน้ำแข็ง การก่อตัวของภูเขา และการเคลื่อนที่ของแผ่นทวีปมาแล้ว ถือเป็นไม้ที่เกิดขึ้นก่อนจะมีผึ้งบนโลก จึงมีวิวัฒนาการให้สามารถขยายพันธุ์ด้วยการผสมเกสรโดยแมลงปีกแข็ง ทำให้เกสรตัวเมียของดอกแม็กโนเลียมีความแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำลายโดยตัวแมลง การขุดพบซากฟอสซิลทำให้ทราบว่าไม้ในวงศ์แม็กโนเลียนี้เจริญเติบโตบนโลกราว 95 ล้านปีมาแล้ว ลักษณะพิเศษที่บ่งชี้ถึงความเป็นพันธุ์ไม้เก่าแก่โบราณของแม็กโนเลียคือ มีกลีบที่ไม่สามารถแยกออกเป็นกลีบเลี้ยง (sepal) และกลีบดอก (petal) ได้อย่างชัดเจน กลีบที่ว่านี้เรียกว่า tepal และเรียกรวมๆ ว่า perianth แต่ในภาษาไทยนั้นก็อนุโลมให้ใช้คำว่ากลีบดอกแทนได้

แม็กโนเลียสีชมพู ภาพโดย Debbie Bartman จาก http://www.beginner-gardening.com/garden-pictures-group-1.html

ไม้สกุลแม็กโนเลียนี้มีสมาชิกมากราว 210 ชนิด มีถิ่นกำเนิดทางเหนือของจีน รวมถึงบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกและทวีปอเมริกากลาง เป็นไม้ที่เติบโตได้ดีในเขตอบอุ่นจนถึงร้อน แหล่งกระจายพันธุ์หลักๆ คือเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมาคือทวีปอเมริกาและหมู่เกาะเวสต์อินดีส์ ปัจจุบันยังนิยมปลูกแพร่หลายในยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เช่นกัน มีหลายขนาดตั้งแต่พุ่มกลางไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ทั้งแบบผลัดใบและไม่ผลัดใบ ชื่อ Magnolia นี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์ Pierre Magnol อดีตผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์แห่งมงต์เปลลิเยร์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการจำแนกวงศ์ของพืช

ในบทความนี้ก็จะขอสาธยายถึงลักษณะและคุณประโยชน์ของแม็กโนเลียบางชนิด ที่มีกลิ่นหอมโดดเด่นและมีสรรพคุณในการบำบัดรักษาหลากหลาย โดยจะขอเริ่มจากไม้สกุลแม็กโนเลียที่ชาวไทยเรารู้จักคุ้นเคยกันดี นั่นคือ ดอกยี่หุบ ซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia coco ฝรั่งรู้จักในชื่อ Dwarf Magnolia หรือ Coconut Magnolia ยี่หุบนี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมณฑลยูนนานของจีน ชาวตะวันตกที่บันทึกข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของยี่หุบเป็นคนแรกคือ Juan de Loureiro มิชชันนารีชาวโปรตุเกสและนักพฤกษศาสตร์ที่เข้ามาในเวียดนามในช่วงปลายศตวรรษที่ 18

ยี่หุบ จาก http://www.toptropicals.com

ยี่หุบเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงราว 2-4 เมตรใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอก หน้าใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม หลังใบสีเขียวอ่อน ดอกขนาดย่อมสีขาวนวล กาบหุ้มดอกสีเขียว เมื่อยังตูมมีรูปทรงกลมรีน่ารักคล้ายลูกมะพร้าวอ่อน จึงได้ชื่อว่า Coconut Magnolia มีกลิ่นหอมฉุนแรงคล้ายกลิ่นกล้วยหอมปนกลิ่นระกำ มักแย้มกลีบและส่งกลิ่นฟุ้งขจรในยามค่ำ จากนั้นจะโรยไปในเช้าวันต่อมา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับบ้าน เพราะมีขนาดเล็ก สามารถเลี้ยงในกระถางได้ ทั้งยังไม่ต้องการแสงแดดมากจึงปลูกในที่ร่มรำไรได้ ถือเป็นไม้ที่ไม่หวงดอกเพราะระยะเวลาออกดอกนานถึง 9 เดือน มีความพิเศษตรงที่มีของเหลวเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานอยู่ข้างในดอก เป็นลักษณะที่ไม่พบในแม็กโนเลียชนิดอื่น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าก้านยี่หุบนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ antioxidant อีกด้วย

ไม้หอมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันคือ ดอกมณฑา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia liliifera มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง ชื่อสามัญภาษาฝรั่งเรียกว่า Magnolita ลำต้นสูงราว 1-3 เมตรใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอก ยาวประมาณ 15-18 ซ.ม. ดอกใหญ่กว่ายี่หุบ มีกาบหุ้มดอกแข็งหนาสีเขียวอมเหลือง ส่วนกลีบดอกสีเหลืองอ่อน เมื่อยังตูมมีรูปทรงกลมรีคล้ายไข่ จึงได้ชื่อว่า Egg Magnolia ด้วย มณฑานี้มีกลิ่นหอมคล้ายยี่หุบแต่เย้ายวนกว่า มักส่งกลิ่นขจรขจายในเวลาเช้าตรู่

มณฑา จาก http://www.toptropicals.com

ทั้งมณฑาและยี่หุบสามารถนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเข้มข้น ปัจจุบันในบ้านเราก็มีผู้ริเริ่มทำน้ำหอมกลิ่นมณฑา ยี่หุบ ออกขายแล้วด้วย มักเป็นร้านขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยหรือสปาต่างๆ ที่หันมาใช้กลิ่นหอมจากดอกไม้ ‘ไทย’ ในการบำบัดมากขึ้น แต่ใครที่ชอบประพรมน้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นยี่หุบหรือมณฑานี้คงต้องระวังไม่ให้ใช้มากเกินไป เพราะคนจำนวนมากมักทนกลิ่นฉุนแรงของดอกไม้สองชนิดนี้ไม่ค่อยได้ ว่ากันว่าสมัยก่อนคนภาคเหนือไม่นิยมปลูกดอกมณฑาไว้ในบ้าน เพราะส่งกลิ่นฟุ้งตลบจนคนได้กลิ่นแทบสลบสไล แต่ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นเป็นเช่นนั้น เพราะแถวบ้านผู้เขียนก็ปลูกมณฑาและยี่หุบกันออกมาก ถือเป็นไม้หอมที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

เมื่อเทียบระหว่างไม้สองชนิดนี้ จะพบว่ายี่หุบเป็นที่รู้จักแพร่หลายในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกมากกว่า นิยมปลูกในรัฐฟลอริด้าของอเมริกาซึ่งมีภูมิอากาศใกล้เคียงกับบ้านเราด้วย ส่วนในประเทศจีนนั้นใช้ทั้ง ยี่หุบ มณฑา และมณฑาสวรรค์ในการผลิตน้ำหอมเช่นเดียวกัน

มณฑาสวรรค์ที่กล่าวถึงนี้เป็นไม้สกุลแม็กโนเลียอีกชนิดหนึ่ง มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia delavayi เรียกกันทั่วไปว่า Delavay’s Magnolia หรือ Chinese Evergreen Magnolia เพราะมีถิ่นกำเนิดในป่าภาคใต้ของจีน เช่นในมณฑลกุ้ยโจว เสฉวน และยูนนาน ปัจจุบันมีผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยและตั้งชื่อเสียเพราะพริ้งว่า มณฑาสวรรค์ ผู้อ่านท่านใดที่เคยฟังเรื่องราวในพุทธประวัติเกี่ยวกับดอกมณฑาจากสวรรค์ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นไม้ชนิดเดียวกันไปเสียล่ะ เพราะมณฑาชนิดนี้เกิดและเติบโตจากผืนดินแท้ๆ มิได้มีชาติกำเนิดสูงส่งจากสวรรค์ชั้นฟ้าจริงๆ แต่ประการใด

มณฑาสวรรค์ ภาพโดย Richard Figlar จาก http://www.toptropicals.com

ดอกมณฑาที่ในพุทธประวัติกล่าวถึงว่ามาจากสวรรค์นั้นแท้จริงแล้วเรียกว่าดอกมณฑารพ เป็นดอกไม้ทิพย์ที่ร่วงโปรยปรายลงมาในยามที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ทำให้ทั่วทั้งเมืองกุสินาราซึ่งเป็นเมืองที่ทรงปรินิพพานเต็มไปด้วยดอกไม้ทิพย์ชนิดนี้ ว่ากันว่าจะปรากฏเฉพาะเวลาที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า เช่น วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน วันจาตุรงคสันนิบาต หรือวันที่ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ดอกมณฑารพนี้เป็นของที่มีเฉพาะในสวรรค์เท่านั้น มีดอกใหญ่มากชนิดที่สามารถใช้บังแดดต่างร่มได้เลยทีเดียว ในแดนสุขาวดีนั้นจะมีดอกมณฑารพร่วงหล่นลงมาวันละ 6 ครั้ง ส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปไกล ชาวสุขาวดีจึงมักนำดอกไม้นี้ไปถวายพระพุทธเจ้าเป็นประจำทุกเช้า สรุปว่าเป็นดอกไม้วิเศษที่ปกติแล้วจะไม่พบในโลกมนุษย์ ดังนั้นการที่มีผู้พยายามเชื่อมโยงดอกมณฑารพนี้เข้ากับดอกมณฑาที่ปลูกกันตามบ้านเรือนนั้นจึงไม่ถูกต้องนัก เพราะเป็นดอกไม้คนละชนิดกัน แต่ก็มีผู้สันนิษฐานว่าชื่อมณฑานี้ก็คงจะได้มาจากดอกมณฑารพนี่เอง เพราะมีกลิ่นหอมฟุ้งไกลเหมือนกัน จึงหยิบยืมชื่อดอกไม้ในสวรรค์มาใช้ให้เป็นสิริมงคล

กลับมาที่ดอกมณฑาสวรรค์ซึ่งคนเดินดินอย่างเราพอมีปัญญาซื้อหามาปลูกกันได้บ้าง มณฑาสวรรค์นี้เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นสูงราว 8-15 เมตรเปลือกต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ใบสีเขียวครามยาวได้ถึง 20 ซ.ม. เนื้อใบหนาและเหนียว ดอกเมื่อบานเต็มที่มีขนาดกว้างได้ถึง 15-25 ซม.กลีบแข็งหนาสีครีม มักผลิบานและส่งกลิ่นหอมในยามค่ำ ในต่างประเทศนิยมปลูกประดับบ้านหรือสวนเพราะนอกจากดอกจะสวยแล้ว ทรงพุ่มยังงามเด่นสะดุดตา เนื่องจากสีสันของใบที่แปลกกว่าแม็กโนเลียพันธุ์อื่นๆ มณฑาสวรรค์นี้แม้จะเป็นไม้นำเข้ามาจากจีน แต่เมื่อปลูกในสภาพอากาศร้อนจัดของบ้านเราก็สามารถทนทานต่อแดดลมได้ดี ส่วนในอเมริกานั้นก็นิยมปลูกตามชายฝั่งทะเลรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีอากาศร้อนได้เหมือนกัน

มณฑาป่า ภาพโดย Piyakaset Suksathan จาก http://www.toptropicals.com

มณฑาอีกชนิดที่สวยงามและมีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้และเวียดนาม รวมทั้งป่าดิบเขาทางภาคเหนือของไทย เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่และตาก คือ มณฑาป่า มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia garrettii เป็นไม้กึ่งผลัดใบ สูงราว 10-30 เมตร เปลือกต้นเรียบสีเทา ใบรูปรียาวได้ถึง 30 ซ.ม. ดอกใหญ่สีม่วงอมชมพูเข้มเมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวได้ถึง 15 ซ.ม. กลีบชั้นนอกยาวและใหญ่กว่ากลีบชั้นใน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ปัจจุบันถูกนำออกจากป่ามาเป็นไม้ประดับที่ปลูกกันแพร่หลายมากขึ้น มณฑาป่านี้มีเนื้อไม้สวยงามทนทาน สามารถใช้ก่อสร้างบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ได้ด้วย อีกไม่นานคงเป็นที่นิยมในเมืองฝรั่งเช่นเดียวกัน

กล่าวถึงแม็กโนเลียหลายชนิดที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงแม็กโนเลียที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามเด่นและปลูกกันแพร่หลายมากที่สุดในโลก คือแม็กโนเลียดอกใหญ่ ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Magnolia grandiflora แม็กโนเลียชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่แถบชายฝั่งรัฐ North Carolina ทางภาคกลางและใต้ของรัฐ Florida จนถึงภาคตะวันตกและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ Texas จึงเรียกกันทั่วไปว่า Southern Magnolia 

Magnolia grandiflora หรือแม็กโนเลียดอกใหญ่ ภาพโดย Ianaré Sévi จาก http://fr.wikipedia.org/

แม็กโนเลียชนิดนี้ถือเป็นความฝันของคนรักไม้ดอกหอมเลยทีเดียว เพราะมีดอกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่โตมาก เวลาบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวได้ถึง 30 ซ.ม. เลยทีเดียว กลีบดอกรูปช้อนเรียงซ้อนกันราว 6-12 กลีบ ดูเผินๆ คล้ายดอกบัวหลวงอยู่เหมือนกัน แถมมีกลิ่นหอมสดชื่นออกเปรี้ยวนิดๆ คล้ายกลิ่นมะนาวหรือตะไคร้หอม แม็กโนเลียพันธุ์นี้เป็นไม้ไม่ผลัดใบ มีลำต้นหยัดตรงสง่างาม สูงราว 20-30 เมตรใบรูปรีปลายแหลมขนาดใหญ่ หน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน หลังใบมีขนอ่อนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วไป ทำให้มีชื่อเรียกเล่นๆ ในเมืองฝรั่งว่า “Teddy Bear” หรือ “ตุ๊กตาหมี” อีกด้วย นักพฤกษศาสตร์ชื่อดังอย่าง Alexander Garden ยังเคยขนานนามว่าแม็กโนเลียชนิดนี้เป็นไม้ไม่ผลัดใบที่สวยงามโดดเด่นที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกเลยทีเดียว เรียกว่าเป็น “ราชินีแห่งไม้วงศ์แม็กโนเลีย” เลยก็ว่าได้

แม็กโนเลียดอกใหญ่นี้เติบโตได้ดีในเขตอากาศอบอุ่นจนถึงร้อน จึงพบได้ทั่วไปตั้งแต่ในอเมริกา อิตาลี จีน อินเดีย สิงคโปร์ บราซิล ถือเป็นดอกไม้ประจำรัฐMississippiและLouisianaทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการให้ความช่วยเหลือรัฐที่ประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคน Katrina ในปี 2005 อีกด้วย รัฐMississippiซึ่งมีการปลูกแม็กโนเลียชนิดนี้กันมากจึงมีชื่อเล่นว่า “MagnoliaState” ส่วนเมืองHoustonในรัฐTexasซึ่งปลูกแม็กโนเลียกันแพร่หลายก็มีชื่อเรียกว่า “MagnoliaCity” ด้วยเช่นกัน

ในเมืองไทยมีผู้นำเข้าแม็กโนเลียพันธุ์นี้และเพาะพันธุ์ขายได้แล้ว ว่ากันว่าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นในบ้านเราได้ดีพอสมควร แต่ถ้าจะให้ออกดอกดกสะพรั่งจริงๆ ก็ต้องปลูกในทำเลที่มีอากาศเย็นอย่างบนภูสูง ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับคนรักไม้หอมกระเป๋าหนัก เพราะราคาแพงมากเอาการ แต่เชื่อว่าหากเป็นที่นิยมแพร่หลายและเพาะพันธุ์ได้ง่ายขึ้น ราคาก็น่าจะถูกลงในอนาคต

นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้ว แม็กโนเลียชนิดนี้ยังมีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคเช่นเดียวกัน เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลัง ขับเหงื่อ และบำรุงหัวใจ ใช้รักษาโรคมาลาเรียและโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังพบสารบางชนิดซึ่งมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา บรรเทาอาการอักเสบและอาการไวต่อสิ่งกระตุ้นในบริเวณที่เจ็บปวด ทั้งยังมีสรรพคุณต้านมะเร็งอีกด้วย

การแพทย์แผนโบราณของเม็กซิโกใช้สารสกัดจากแม็กโนเลียพันธุ์นี้บรรเทาอาการชักกระตุกหรือหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมทั้งใช้รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหัวใจมานานแล้ว  ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยในเม็กซิโกที่ทำการทดลองพบว่าสารสกัดจากเมล็ดของแม็กโนเลียพันธุ์นี้สามารถใช้รักษาคนไข้โรคลมบ้าหมู ที่มีอาการสั่นกระตุกและลมชักได้

น้ำหอม Halloween จาก Jesus del Pozo แนวกลิ่น Oriental Floral มีส่วนผสมของกลิ่นแม็กโนเลีย ไวโอเล็ต และซ่อนกลิ่น ตบท้ายด้วยกลิ่นไม้จันทน์ กำยาน มดยอบ (myrrh) และวานิลลาจากมาดากัสการ์

กลิ่นหอมของแม็กโนเลียดอกใหญ่นี้ทำให้มีการสังเคราะห์กลิ่นขึ้นเลียนแบบเพื่อใช้ผสมน้ำหอมและแต่งกลิ่นเครื่องสำอาง เช่น โลชั่น สบู่เหลว แป้งฝุ่น ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อในเมืองฝรั่ง แต่ส่วนใหญ่มักปรุงกลิ่นให้หอมหวานกว่าของจริงอยู่มาก นอกจากนี้ก็ยังมีการสกัดหัวน้ำมันดอกแม็กโนเลียชนิดนี้ขายด้วยเช่นกัน ทางสุคนธบำบัดหรือ aromatherapy เชื่อว่ากลิ่นหอมของแม็กโนเลียดอกใหญ่นี้มีสรรพคุณปรับอารมณ์ให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เกิดความเชื่อมั่นและมีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือพฤติกรรมเก่าๆ เพื่อให้ชีวิตสดใสกว่าเดิม

แม็กโนเลียอีกชนิดที่สำคัญ คือ Sweet Bay Magnolia หรือที่ไทยเราเรียกว่าแม็กโนเลียเวอร์จิเนียน่า ตามชื่อพฤกษศาสตร์ Magnolia virginiana ถือเป็นแม็กโนเลียชนิดแรกในโลกที่มีการบันทึกข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ไว้ และเป็นต้นแบบของไม้สกุลแม็กโนเลียทั้งหมด มีทรงพุ่มโปร่งสวยงามและดอกใหญ่สะดุดตา ทั้งยังทนทานต่อลมฝนหรือหิมะ ทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในอเมริกาเหนือ

Magnolia virginiana ภาพโดย Will Cook จาก http://www.duke.edu/~cwcook/trees/mavi.html

แม็กโนเลียชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา ในภูมิภาคทางใต้ซึ่งอากาศอบอุ่นจะเป็นแบบไม่ผลัดใบ มีลำต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตรส่วนทางเหนือซึ่งอากาศหนาวเย็นจะเป็นแบบผลัดใบและลำต้นเตี้ยแคระกว่า แม็กโนเลียเวอร์จิเนียน่านี้มีเปลือกต้นสีเทาเรียบ ซึ่งส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายเครื่องเทศที่เรียกว่า bay laurel  ใบเดี่ยวสีเขียวอ่อนเรียงสลับ ยาวประมาณ 6-12 ซ.ม. ใต้ใบมีขนอ่อนปกคลุม ใบมีกลิ่นหอมสดชื่น จึงมักใช้ประกอบอาหาร ดอกสีครีมเมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-14 ซ.ม. มีกลิ่นหอมหวานคล้ายวานิลลา ส่งกลิ่นขจรขจายไปได้ไกล

เมืองไทยเราก็มีการนำเข้าแม็กโนเลียพันธุ์นี้แล้วเช่นกัน มีลักษณะเดียวกับแม็กโนเลียดอกใหญ่คือหากปลูกบนภูสูงที่อากาศหนาวเย็นจะออกดอกมากกว่า แต่ก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นในที่ราบภาคกลางได้เช่นเดียวกัน

แม็กโนเลียเวอร์จิเนียน่านี้มีสรรพคุณทางการแพทย์ด้วย คือมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบและเป็นยารักษาโรคหัวใจ ขับเหงื่อ และเป็นยาชูกำลัง ใช้บรรเทาอาการไข้ เช่น ไข้หวัด ไทฟอยด์ มาลาเรีย แก้อาการอาหารไม่ย่อย กระเพาะอักเสบ ลมชักและโรคไขข้ออักเสบ

เมื่อกล่าวถึงสรรพคุณทางการแพทย์ของแม็กโนเลียชนิดต่างๆแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าถึงพันธุ์ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ด้านนี้มากที่สุด นั่นคือ Magnolia officinalis ซึ่งมีถิ่นกำเนิดบนภูสูงในประเทศจีน เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นสูงราว20 เมตรใบรูปรียาวประมาณ 20-40 ซ.ม. ดอกสีขาวเมื่อบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 10-15 ซ.ม. ส่งกลิ่นหอมชื่นใจเช่นเดียวกัน

Magnolia officinalis

การแพทย์แผนโบราณของจีนใช้เปลือกต้นแม็กโนเลียชนิดนี้ทำยารักษาโรคมานานแล้ว มีบันทึกไว้ในตำราเภสัชวิทยาของจีนตั้งแต่สมัย 100 ปีหลังคริสตกาล ว่าให้สารสกัดที่มีรสขมและมีความอุ่น ใช้รักษาอาการหมดสติเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเกิดจากการเพิ่มระดับของพลังงาน “ชี่” (ปราณ) ในร่างกาย นอกจากนี้ยังใช้รักษาอาการเนื้อเยื่อถูกทำลายเพราะความเย็นจัด ปวดศีรษะ อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำ อาการช็อคเพราะความร้อนจัด โรคเกี่ยวกับเลือด และกำจัดพยาธิในลำไส้

สรรพคุณอื่นๆ ยังรวมถึงแก้อาการผิดปกติของกระเพาะ ปอด ม้าม และลำไส้ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้วิงเวียน ท้องร่วงและอาหารไม่ย่อย  มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการไอและโรคหืด ปัจจุบันชาวจีนใช้เปลือกต้นแม็กโนเลียกว่า 200 ตันต่อปีในการผลิตยาแผนโบราณ และเป็นผู้ส่งออกเปลือกต้นแม็กโนเลียรายใหญ่ที่สุดในโลก มีการปลูกกันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่เลยทีเดียว

ที่น่าตกใจคือปัจจุบันไม้สกุลแม็กโนเลียกว่าครึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เพราะการตัดไม้ทำลายป่าและการเก็บเกี่ยวมากเกินพอดี ซึ่งเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้นพบตัวยาใหม่ๆ สำหรับรักษาโรคในอนาคต ไม่นานมานี้คณะนักวิจัยในประเทศจีนจึงได้ศึกษาการกระจายพันธุ์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไม้วงศ์แม็กโนเลียทั้งหมดในมณฑลกวางตุ้งโดยใช้ระบบ GIS ซึ่งก็มีการเสนอแนวทางอนุรักษ์เอาไว้ด้วย จีนตอนใต้นั้นถือเป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของแม็กโนเลียหลายชนิด โดยเฉพาะแม็กโนเลียแบบไม่ผลัดใบซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในเขตภูมิอากาศร้อนของโลก หากไม่มีการอนุรักษ์เอาไว้ ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าชาวโลกอาจจะไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความงามของแม็กโนเลียพันธุ์หายากเหล่านี้อีกต่อไป

ในยุควิคตอเรียนของอังกฤษเชื่อว่าต้นแม็กโนเลียบ้านคือพันธุ์ที่นิยมปลูกประดับที่พักอาศัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรีหรือความสูงส่ง ส่วนต้นแม็กโนเลียที่เจริญเติบโตในป่า สื่อถึงความมุ่งมั่นอดทน ซึ่งก็เป็นคำกล่าวที่ไม่ไกลเกินความเป็นจริงเลยสำหรับไม้ที่ทั้งสง่างามและมากด้วยคุณประโยชน์ชนิดนี้

น้ำหอม Marry Me จาก Lanvin แนวกลิ่น fruity floral หัวใจของน้ำหอมเป็นช่อดอกไม้อย่างฟรีเซีย มะลิ แม็กโนเลีย และกุหลาบ ปิดท้ายด้วยกลิ่นมัสค์ ไม้ซีดาร์ และแอมเบอร์ ที่มา: http://www.punmiris.com

  ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://www.en.wikipedia.org

*ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาด้วย…ขอบคุณค่ะ

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกแม็กโนเลียเป็นส่วนผสม

Mainstream/classic brands :

Chloe Chloe Eau de Parfum, Versace Bright Crystal, Beyonce Heat, Dior J`adore Eau de Parfume, Donna Karan DKNY Be Delicious, Sarah Jessica Parker Covet, Guerlain L’Instant de Guerlain, Britney Spears Curious Britney Spears, Dior Dolce Vita, Chanel Allure eau de parfum, Estee Lauder Sensuous, Clinique Happy, Lancome Miracle, Givenchy Very Irresistible, Elizabeth Arden 5th Avenue, Estee Lauder Bali Dream, Agent Provocateur Agent Provocateur, Moschino Cheap and Chic Hippy Fizz, Givenchy Hot Couture, Lacoste Love of Pink, Yves Saint Laurent Rive Gauche, Chanel Cristalle Eau Verte, Givenchy Hot Couture Collection No.1, Gucci Envy, Giorgio Armani Armani Mania, Escada Escada Magnetism, Lanvin Rumeur, Calvin Klein CK be, Yves Saint Laurent Young Sexy Lovely, Britney Spears Curious Heart, Dior J`adore L`eau Cologne Florale, Burberry Burberry Sport for Women, Harajuku Lovers Harajuku Lovers G, Juicy Couture Peace, Love and Juicy Couture, Estee Lauder Beautiful, Jesus Del Pozo Halloween, Avon In Bloom by Reese Witherspoon, Anna Sui Flight Of Fancy, Estee Lauder Bronze Goddess Eau Fraîche Skinscent, John Richmond John Richmond Eau de Parfum, Givenchy Amarige Mariage, Tommy Hilfiger Tommy Girl, Max Mara Max Mara, Escada Island Kiss, Lanvin Marry Me, La Prairie Silver Rain, Torrente L`Or de Torrente, Avon Extraordinary, Rochas Tocade, Guess Guess for Women, Gianfranco Ferre In The Mood For Love, Naomi Campbell Naomi Campbell, Calvin Klein Eternity Summer 2009, Elizabeth Arden Splendor, Donna Karan DKNY Be Delicious Kisses, Elizabeth Arden Mediterranean, Anna Sui Dolly Girl, Avon Herve Leger Femme, Yves Rocher Magnolia, Agent Provocateur Agent Provocateur Eau Emotionelle, Boucheron Jaipur Saphir, Anna Sui Dolly Girl Bonjour L’Amour, Escada Escada Sentiment, Kenneth Cole Black, Diesel Plus Plus Feminine, Avon Celebre, Guerlain Jardins de Bagatelle, Bath and Body Works Magnolia Blossom, Escada Escada 2005, Paul Smith Paul Smith Rose, Donna Karan DKNY Love from New York for Women, Sarah Jessica Parker Endless, Dior L’Or J’adore The Absolute Perfume, Burberry Burberry Brit Gold, Jesus Del Pozo Jesus Del Pozo In White, Kenzo (Fleur Collection) Eau de Fleur de Magnolia, L’Occitane en Provence Eau du Val (Magnolia), L’ Erbolario Magnolia, Yardley Magnolia

Niche/exclusive brands :

Eau d’Italie Magnolia Romana, Parfums Delrae Coup de Foudre และ Panache, L’Artisan Parfumeur Fleur de Liane, Filles des Iles Floral Sensual, Amouage Reflection, Isabey Fleur Nocturne, Parfums MDCI Vepres Siciliennes, Profumi di Pantelleria Tanit, biehl parfumkunstwerke mb02, Cartier Les Heures de Cartier: L’Heure Fougueuse IV, Acqua di Parma Magnolia Nobile, Chantecaille Le Jasmin, Creed 2000 Fleurs และ Love in White, Ebba Miss Alex, i Profumi di Firenze Magnolia Dolce และ Magnolia Purpurea, Institut Tres Bien A La Francaise, Jo Malone Amber & Patchouli Cologne Intense, Parfums de Rosine Secrets de Rosine, Santa Maria Novella Magnolia, Maitre Parfumeur et Gantier Magnolia Pourpre, Ayala Moriel Magnolia Petal, Antica Farmacista Magnolia, Orchid and Mimosa