ในเมืองไทยเรามีไม้หัวที่ให้ดอกสวยงามหลากหลายชนิด ทั้งแบบสีสันสดใสแต่ไร้กลิ่นหอมและแบบสีขาวบริสุทธิ์ที่มักส่งกลิ่นเย็นชื่นใจด้วย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะไม้หัวชนิดดอกสวยเด่นและให้กลิ่นหอม ที่คนไทยรู้จักดีและปลูกกันแพร่หลาย ชนิดแรกคือ Amaryllis หรือ Peruvian lily ที่บ้านเราเรียก “ว่านสี่ทิศ”

ว่านสี่ทิศ พันธุ์ “Jewel” มีสีขาวบริสุทธิ์และส่งกลิ่นหอม จาก http://www.vanbloem.com

ว่านชนิดนี้มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Hippeastrum มาจากคำกรีก hippeus ซึ่งแปลว่า อัศวิน และ astron หมายถึง ดวงดาว รวมความแล้วก็คือ “ดวงดาวของอัศวิน” นั่นเอง ชื่อนี้ตั้งโดยอดีตอธิการ (Dean) แห่งมหาวิหารแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ William Herbert ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ด้วย ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าชื่อนี้มีความเกี่ยวโยงอย่างไรกับว่านสี่ทิศ บ้างก็สันนิษฐานว่าเป็นเพราะดอกไม้ชนิดนี้แย้มกลีบบานออกคล้ายดวงดาวที่มี 6 แฉก แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า Herbert เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ต้นยุคกลางด้วย จึงน่าจะเลือกตั้งชื่อให้สื่อถึงอาวุธชนิดหนึ่งที่อัศวินยุคกลางใช้กัน เรียกว่า “morning star” หรือ “holy water sprinkler” ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกว่านสี่ทิศ

ว่านสี่ทิศนี้มีหัวใต้ดินคล้ายหัวหอม แตกออกเป็นพุ่มสูงประมาณ 1-2 ฟุต แต่ละหัวจะแตกใบราว 2-7 ใบ ลักษณะใบสีเขียวเข้มรูปหอกยาวเรียว ปลายมน ออกดอกราว 2-15 ดอกต่อหัวขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ก้านดอกแทงสูงขึ้นจากกอ ดอกออกรวมกันเป็นช่อ ช่อละ 4-8 ดอก หันไปทั้ง 4 ทิศ ดอกเมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-8 ซม.

ว่านสี่ทิศอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae ซึ่งมีไม้ร่วมวงศ์เดียวกันนี้อีกราว 1,000 ชนิด ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก ว่านสี่ทิศนี้มาจากบริเวณเทือกเขาแอนดีสและบราซิลตะวันออก มีผู้นำเข้าไปปลูกในยุโรปครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1769 ต่อมามีการผสมข้ามสายพันธุ์โดยชาวดัตซ์ ทำให้ได้ดอกใหญ่สวยงามและมีสีสันหลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันว่านสี่ทิศที่ปลูกกันแทบทั้งหมดในโลกล้วนเป็นพันธุ์ผสมซึ่งมีมากกว่า 600 พันธุ์ ส่วนใหญ่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในประเทศฮอลแลนด์และแอฟริกาใต้

ว่านสี่ทิศ พันธุ์ “Aphrodite” มีรูปลักษณ์สวยงามมาก จาก http://www.vanbloem.com

บทความเรื่องว่านสี่ทิศ ของ รศ.ดร.อรดี สหวัชรินทร์ แห่งภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ระบุว่า ในประเทศไทยเรานั้นก็มีการนำว่านสี่ทิศเข้ามาปลูกนานแล้วจนเข้าใจกันว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง กลุ่มแรกเป็นชนิดใบยาวเรียวสีเขียว มีดอกสีแดง ชมพู ส้ม และสีครีมขีดแดง ออกดอกปีละครั้งในฤดูร้อน เวลาออกดอกมักทิ้งใบเกือบหมด ชนิดที่มีสีสันสดใสเหล่านี้มักไร้กลิ่นหอม กลุ่มที่สองเป็นชนิดใบมีแถบสีขาวตรงกลาง เรียกว่า รางเงิน รางทอง และรางนาค ออกดอกปีละหลายครั้ง ต่างจากชนิดแรกตรงที่เวลาออกดอกมีใบด้วย ส่วนกลุ่มที่สามก็คือพันธุ์ผสมจากต่างประเทศ ซึ่งมีดอกใหญ่สวยสะดุดตาจึงได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ในบ้านเราเองก็สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์ต่างประเทศและว่านจำพวกรางเงิน รางทอง และรางนาคได้เป็นผลสำเร็จแล้ว

ว่านสี่ทิศพันธุ์ผสมจากต่างประเทศนั้นมีให้เลือกหลากเฉดสี ไล่เรียงตั้งแต่ สีขาว ครีม เหลืองเข้ม ส้ม ส้มอมชมพูหรือสีแซลมอน ชมพูอ่อน ชมพูเข้ม ม่วงชมพู ม่วงอมแดง แดงเข้ม ไปจนถึง น้ำตาลแดง มีทั้งแบบ 2 สีในดอกเดียว หรือแบบที่เป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายทาง ลายจุด หรือเป็นริ้ว รูปทรงของดอกมีทั้งแบบลาและแบบซ้อน หรือขนาดจิ๋ว (miniature) รวมทั้งดอกรูปคล้ายแมงมุมซึ่งกลีบบางมาก ดอกทรงแตรซึ่งโคนดอกเป็นหลอดและปลายบานออกดูสวยงาม นอกจากนี้ยังมีดอกทรงกลม ทรงสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม กลีบก็มีทั้งแบบมน แบบกว้าง แบบแคบ แบบปลายแหลม แบบหยักเป็นคลื่นหรือขอบกลีบเป็นจีบย่นคล้ายลิลลี่ พันธุ์ที่ปลูกกันทั่วไปมักเป็นดอกลาซึ่งมี 6 กลีบ ที่พิเศษขึ้นมาอีกก็คือแบบดอกซ้อน 2 ชั้นซึ่งมี 12 กลีบ และแบบซ้อน 3 ชั้นที่มีมากถึง 18 กลีบเรียงสลับกันสวยงามมาก

ว่านสี่ทิศพันธุ์ “Striped Panther” (ซ้าย) จาก http://www.emaryllis.com, พันธุ์ “Blossom Peacoak” (ขวา) จาก International Flower Bulb Centre

ว่านสี่ทิศส่วนใหญ่ไม่มีกลิ่นหอม แต่พันธุ์ที่ผสมขึ้นบางชนิดให้กลิ่นหอมมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป พันธุ์ที่ปลูกมากในอเมริกาคือ Appleblossom มีทั้งดอกสีขาวและชมพูเข้ม ให้กลิ่นอ่อนละมุน พันธุ์ Blossom Peacock เป็นแบบซ้อน 3 ชั้น กลีบสีชมพูอมแดง โคนกลีบและกลางกลีบสีขาว ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เช่นเดียวกัน พันธุ์ Jewel มีดอกซ้อนสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมแรงขึ้นมาอีกนิด เป็นกลิ่นสดชื่นออกเปรี้ยวคล้ายมะนาว และพันธุ์ Striped Panther มีกลีบชั้นเดียวสีขาวพร้อมลายทางสีแดงสด ให้กลิ่นหอมอ่อนเช่นเดียวกัน ว่านสกุล Hippeastrum นี้ยังมีอยู่อีกหลายชนิด เช่น  Hippeastrum tucamanum, Hippeastrum brasilianum และ Hippeastrum fragantissimum ซึ่งล้วนมีดอกรูปแตรสีขาวบริสุทธิ์ ให้กลิ่นหอมชื่นใจ

Hippeastrum fragantissimum ภาพโดย Dennis Tsang จาก http://www.bulbsociety.org

การผสมพันธุ์ว่านสี่ทิศให้ได้ดอกใหญ่สวยงามและมีกลิ่นหอมเข้มข้นในเวลาเดียวกันนั้นทำได้ยาก แต่นักผสมพันธุ์ดอกไม้ชนิดนี้ก็ยังคงไม่ละความพยายามในการหาวิธีปรับปรุงพันธุ์ให้มีกลิ่นหอมแรงขึ้น เพราะว่านสี่ทิศชนิดที่ทั้งสวยและหอมจัดนั้นยังคงเป็นสุดยอดปรารถนาของเหล่านักสะสมในปัจจุบัน

ชื่อฝรั่งอันแสนเพราะพริ้งว่า Amaryllis นี้ได้มาจากชื่อของหญิงเลี้ยงแกะในตำนานกรีก ซึ่งตกหลุมรักหนุ่มเลี้ยงแกะนามว่า Alteo  ผู้มีทั้งพละกำลังกล้าแข็งราวกับเทพ Hercules และหล่อเหลาราวกับเทพ Apollo  ทว่า Alteo นั้นหลงใหลแต่ดอกไม้งาม เขาลั่นวาจาว่าจะรักแต่เฉพาะหญิงสาวที่สามารถนำดอกไม้ชนิดใหม่มาให้เขาได้เท่านั้น Amaryllis จึงไปปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านของ Alteo ทุกๆ คืน เป็นเวลาถึง 30 คืน ครั้งแล้วครั้งเล่าเธอจะใช้ลูกศรสีทองทิ่มแทงเข้าไปที่หัวใจของตนเอง จนในที่สุดเมื่อ Alteo มาเปิดประตู เขาจึงพบดอกไม้สีแดงเข้มที่ชูช่องดงามขึ้นจากเลือดในหัวใจของ Amaryllis

ภาพ “Amaryllis, The Shepherdess” โดย William Holman-Hunt (1827 - 1910)

หญิงชาวนาแสนสวยนามว่า Amaryllis นี้ยังปรากฏในบทกวี “Eclogues” ของ Virgil กวีเอกชาวโรมัน ชื่อ Amaryllis มาจากภาษากรีกซึ่งมีความหมายว่า “ส่องประกายแพรวพราว” ชาวกรีกสมัยนี้ก็ยังนิยมนำมาตั้งชื่อบุตรสาว ส่วนชาวอังกฤษในยุควิคตอเรียนถือว่าดอกว่านสี่ทิศสื่อถึงความทระนง ความเอียงอาย และความสง่างาม ซึ่งก็ดูจะสะท้อนความงามบอบบางของดอกไม้ชนิดนี้ได้อย่างดี

รูปลักษณ์ของว่านสี่ทิศที่คล้ายคลึงกับลิลลี่ทำให้มักมีผู้เข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นไม้ในวงศ์ Liliaceae ส่วนชื่อ Amaryllis ก็มักทำให้มีผู้นำไปสับสนกับดอกไม้อีกชนิดคือ belladonna lily ซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Amaryllis belladonna ดอก belladonna lily นี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา เรียกอีกอย่างว่า naked lady เพราะดอกทรงแตรสีชมพู ม่วง หรือขาวพร้อมแถบสีแดงเข้มบนกลีบ มักแตกออกเป็นช่อตรงปลายก้านซึ่งยาวเรียบไร้ใบ เป็นที่มาของชื่อ “หญิงเปลือย” นอกจากจะสวยงามแล้วยังมีกลิ่นหอมยวนใจอีกด้วย

ดอก belladonna lily หรือ naked lady ซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Amaryllis belladonna เป็นไม้คนละวงศ์กับว่านสี่ทิศหรือ Amaryllis จาก http://www.easytogrowbulbs.com

สำหรับการใช้ประโยชน์นั้น ว่านสี่ทิศเป็นไม้กระถางที่มักวางขายในฤดูหนาวของอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งผู้คนนิยมซื้อไปตกแต่งบ้านและมอบเป็นของขวัญแก่กัน เพราะเลี้ยงง่ายกว่าไม้หัวชนิดอื่นๆ ที่สวยงามใกล้เคียงกันอย่าง ลิลลี่ หรือไอริส แถมออกดอกเร็วและบานได้นานถึง 2 สัปดาห์

ส่วนการแพทย์แผนโบราณของไทยใช้หัวว่านชนิดนี้โขลกละเอียดผสมเหล้าโรง นำไปพอกรักษาฝีได้หลายชนิด เช่น ฝีมะม่วง ฝีหัวเดือน ฝีตะมอย และฝีประคำร้อย ชาวไทยเรายังเชื่อว่าว่านสี่ทิศเป็นไม้มงคล ถ้าเลี้ยงให้ออกดอกพร้อมกันได้ทั้งสี่ดอก ซึ่งชี้ออกไปทั้งสี่ทิศ ผู้เลี้ยงจะประสบโชคลาภ ได้รับความสำเร็จสมดังปรารถนาทุกประการ แต่หากออกดอกไม่ครบสี่ดอก ถือเป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดสิ่งไม่ดีขึ้น

อันนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ผู้เขียนก็เพียงแต่ว่าไปตามตำราว่านมงคลทั้งหลาย ใครที่หวังจะปลูกเลี้ยงว่านสี่ทิศเพื่อให้เกิดโชคลาภก็ควรใช้วิจารณญาณ แต่ที่แน่ๆ คือว่านสี่ทิศนั้นมีรูปลักษณ์งามน่าชม สามารถเติมความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับที่พักอาศัยได้อย่างดี หากคิดจะซื้อหามาปลูกเพื่อการนี้อย่างเดียวก็นับว่าคุ้มค่าสมความพยายามแล้ว

ภาพโฆษณาน้ำหอม Diorissimo จาก Christian Dior ในปี ค.ศ. 1956 โดยศิลปิน René Gruau (ซ้าย) และขวดน้ำหอม Diorissimo รุ่น limited edition ที่ออกเมื่อปี 1956 เป็นขวด Baccarat Crystal ฝาขวดเป็นดอกไม้สีทองที่ดูงามวิจิตร จาก http://www.cfmgallery.com

ว่านสี่ทิศพันธุ์ผสมที่บ้านผู้เขียนนั้นมีดอกใหญ่สวยงาม กลีบสีขาวบริสุทธิ์เจือสีชมพูอ่อนๆ ตรงโคนกลีบด้านใน ส่งกลิ่นเย็นสดชื่นคล้ายมินต์หรือยูคาลิปตัส กลิ่นดอกว่านสี่ทิศนี้ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมเช่นกัน แต่มักเป็นกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้น กระนั้นก็ปรุงแต่งให้มีความหอมชื่นใจใกล้เคียงกับดอกไม้แท้ๆ น้ำหอมกลิ่นคลาสสิคที่ใช้กลิ่นดอกว่านสี่ทิศเป็นส่วนผสม คือ Diorissimo ของ Christian Dior เป็นกลิ่นที่ผสานความสดชื่นของใบไม้สีเขียวและเบอร์กาม็อต เข้ากับกลิ่นหวานของช่อดอกไม้อย่างลิลลี่ ออฟ เดอะ แวลลีหรือดอกมูเกต์ มะลิ ไลแล็ค ลิลลี่ โบโรเนีย กระดังงาและว่านสี่ทิศ Diorissimo นี้เหมาะกับหญิงสาวที่มีบุคลิกอ่อนหวาน บริสุทธิ์สดใสแบบ “young at heart” เพราะให้กลิ่นสดชื่นอ่อนโยนที่ทำให้นึกถึงความงามของธรรมชาติในสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีและดอกไม้นานาพรรณ ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในน้ำหอมกลิ่นโปรดของเจ้าหญิงไดอาน่าผู้ล่วงลับ น้ำหอมกลิ่นนี้เป็นที่หนึ่งในดวงใจของผู้เขียนเช่นกัน ได้กลิ่นทีไรก็ทำให้จินตนาการถึงภาพดอกมูเกต์และมะลิสีขาวบริสุทธิ์จำนวนมากที่พรั่งพรูลงมาจากฟากฟ้า ชวนให้สูดกลิ่นอายเย็นชื่นเข้าไปจนเต็มปอด เป็น “feel good perfume” ที่เมื่อหยิบมาประพรมทีไรก็ทำให้ยิ้มได้เสมอ

ไม้วงศ์เดียวกับว่านสี่ทิศอีกชนิดที่คนไทยรู้จักดี คือ ดอกพลับพลึง พันธุ์สีขาวบริสุทธิ์นั้นมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Crinum Asiaticum ชื่อ Crinum มาจากภาษากรีก krinon หมายถึง ดอกลิลลี่ ส่วนคำว่า asiaticum ก็บ่งบอกว่ามีถิ่นกำเนิดในเอเชียเรานี่เอง

พลับพลึงขาว จาก http://www.plantoftheweek.org

พลับพลึงนี้มีหัวอยู่ใต้ดินเช่นกัน ลำต้นสีขาวอวบน้ำ มีกาบใบหุ้มเป็นชั้นๆ ใบหนาทรงแคบปลายแหลมสีเขียวสดแผ่ออกรอบต้น ช่อดอกแทงออกกลางลำต้น ช่อหนึ่งมีราว 15-40 ดอก กลีบดอกสีขาวแคบเรียว มีดอกละ 6 กลีบ เวลาบานจะม้วนไปด้านหลัง เผยให้เห็นเกสรที่ชูสูงเด่นขึ้นกลางดอก ลักษณะดอกคล้ายแมงมุมจึงมีชื่อสามัญภาษาฝรั่งว่า spider lily

ไม้สกุล Crinum นี้มีมากถึง 180 ชนิด พบมากบริเวณชายฝั่งแม่น้ำหรือทะเลสาบในเขตภูมิอากาศร้อนทั่วโลก มักมีดอกใหญ่คล้ายลิลลี่ ใบแคบยาวเรียว รูปทรงที่สวยงามของดอกและใบทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในรัฐฟลอริดาและแคลิฟอร์เนียของอเมริกาซึ่งมีอากาศอบอุ่นด้วย

ส่วนพลับพลึงพันธุ์สีแดง เรียกกันทั่วไปว่า Sumatran giant lily มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Crinum amabile คำว่า amabile นี้แปลว่า น่ายินดีหรือน่าพึงใจ ซึ่งก็สมกับรูปลักษณ์สวยงามของพลับพลึงชนิดนี้ พลับพลึงแดงมีถิ่นกำเนิดบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ลักษณะคล้ายพันธุ์สีขาว ต่างกันตรงที่หลังกลีบเป็นสีแดงหรือชมพูอมม่วง

ภาพวาดพลับพลึงแดง โดย Anton Hartinger จิตรกรชาวออสเตรีย

ตำรายาแผนโบราณของไทยใช้ใบพลับพลึงประคบแก้ฟกช้ำ บวม หรือเคล็ดขัดยอก และใช้ถอนพิษ กาบใบใช้ทำกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียนในวันลอยกระทงได้ด้วย กลีบดอกใช้ทำเครื่องหอมไทยอย่างน้ำอบ น้ำปรุง และบุหงา เพราะให้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ถือเป็นไม้อีกชนิดที่มีดอกสวยบอบบาง ทว่าลำต้นแข็งแรงทนทานต่อลมฟ้าอากาศ ขยายพันธุ์และปลูกเลี้ยงง่ายไม่ต้องดูแลรักษามาก แถมมีคุณประโยชน์หลากหลาย เหมาะจะปลูกไว้ประดับบ้านจริงๆ

ชาวตะวันตกเชื่อว่าดอกพลับพลึงสื่อถึงความรัก และสามารถใช้เป็นเครื่องบ่งบอกความนัยว่า “หนีไปกับฉันเถอะ” หนุ่มคนไหนคิดจะมอบดอกพลับพลึงให้แก่คนรัก ก็ดูเก๋ไก๋ดี ออกจะแหวกแนวจากดอกไม้ที่มอบให้กันดาษดื่นอย่างกุหลาบหรือลิลลี่ แถมยังแฝงนัยซุกซนเอาไว้ด้วย น่าจะสร้างความประทับใจแก่สาวเจ้าได้ไม่น้อย

ไม้หัวดอกหอมชนิดสุดท้ายในวงศ์เดียวกันนี้ที่ผู้เขียนภูมิใจนำเสนอ ก็คือ ว่านมหาโชค ที่ฝรั่งเรียกว่า Amazon lily หรือ Eucharis lily มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Eucharis grandiflora คำว่า Eucharis นี้เป็นภาษากรีก แปลว่า สง่างาม ส่วน grandiflora ก็หมายถึงดอกไม้ขนาดใหญ่นั่นเอง ว่านมหาโชคนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ใบทรงรีปลายแหลม ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อ ก้านดอกชูขึ้นกลางพุ่มใบ ดอกสีขาวมี 6 กลีบเรียงกันคล้ายดวงดาว เกสรกลางดอกสีเหลืองอ่อน ลักษณะดอกคล้ายนาร์ซิสซัสหรือแดฟโฟดิลของฝรั่ง

ว่านมหาโชค จาก http://www.rareflora.com

ว่านมหาโชคมีชื่อเป็นมงคล ชาวไทยเราจึงเชื่อว่าหากเลี้ยงให้เจริญงอกงามดี ก็จะมีโชคลาภ ถึงพร้อมด้วยอายุวรรณะ สุขะ พละ แต่ก็นั่นแหละ เรื่องปลูกต้นไม้ให้เกิดสิริมงคลนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ต้องใช้วิจารณญาณประกอบให้มาก ผู้เขียนว่าต้นไม้ทุกชนิดนั้นมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว ทั้งด้านสุนทรียะและประโยชน์ใช้สอย ผู้ปลูกเลี้ยงก็ย่อมรับประโยชน์นั้นไปตามที่มีอยู่จริง ส่วนใครที่ตั้งอกตั้งใจบำรุงรักษาต้นไม้ให้เจริญงอกงามอยู่เสมอก็จะได้ปลูกฝังคุณธรรมข้อสำคัญแก่ตนเองคือความเพียร ทั้งยังได้อานิสงส์คือความสงบ ตั้งมั่นของจิต หรือสมาธินั่นเอง นี่แหละคือมงคลที่แท้จริงของการปลูกไม้ดอกไม้ประดับทั้งหลาย

ว่านมหาโชคนี้หอมเย็นชื่นใจไม่ต่างจากดอกไม้อื่นในวงศ์เดียวกันที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ฝรั่งก็นำกลิ่นดอกไม้ชนิดนี้มาผสมน้ำหอมเช่นกัน ที่รู้จักกันดีคือกลิ่น White Diamonds และ Diamonds & Rubies ของ Elizabeth Taylor ซูเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้าของฮอลลีวู้ดนั่นเอง น้ำหอมของเธอมีราคาไม่แพงมากนักและประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างสูง ทั้งหมดตั้งชื่อตามอัญมณีล้ำค่าซึ่งเป็นของสะสมที่เธอโปรดปรานมากที่สุด

ดอกมหาหงส์ ภาพโดย Lezumbalaberenjena จาก http://en.wikipedia.org

ไม้หัวดอกหอมชนิดสุดท้ายที่จะกล่าวถึงนี้ มีความงามน่าชมไม่แพ้ชนิดอื่นๆ ข้างต้น เพียงแต่อยู่คนละวงศ์กัน คือ ดอกมหาหงส์ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Hedychium coronarium อยู่ในวงศ์ Zingiberaceae (วงศ์ขิงและข่า) เป็นที่มาของชื่อสามัญว่า ginger lily มหาหงส์นี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและเนปาล ลำต้นมีเหง้าใต้ดิน กาบใบซ้อนกันหลายชั้น ใบสีเขียวเข้มรูปหอกปลายแหลม ออกดอกเป็นช่อตรงปลายยอด กลีบดอกสีขาวบริสุทธิ์เวลาแย้มบานดูคล้ายปีกผีเสื้อสวยงามมาก จึงมีชื่อฝรั่งว่า butterfly lily อีกด้วย ดอกมหาหงส์นี้ส่งกลิ่นหอมเย็นใกล้เคียงกับว่านสี่ทิศหรือพลับพลึง แต่เจือกลิ่นซาบซ่านของขิงด้วยเล็กน้อย

มหาหงส์เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศคิวบา เรียกว่า “Flor de Mariposa” แปลว่าดอกไม้ผีเสื้อ ในยุคที่คิวบาตกเป็นอาณานิคมของสเปน สตรีชาวคิวบามักซ่อนข้อความลับไว้ในช่อดอกมหาหงส์นี้ เพื่อสื่อสารกันในหมู่สมาชิกขบวนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช ว่ากันว่าในสวนของชาวนาแทบทุกแห่งในคิวบาต้องปลูกดอกไม้ชนิดนี้ไว้

ในแคว้นมณีปุระของอินเดียนั้น พวกผู้หญิงมักใช้ดอกกระถินหอมหรือดอกคำใต้ 2-3 ดอก เสียบไว้ในดอกมหาหงส์ แล้วนำไปทัดไว้หลังใบหู ถือว่าดอกไม้ทั้ง 2 ชนิดสื่อถึงความสูงส่งหรือความศักดิ์สิทธิ ปัจจุบันในอินเดียก็มีการสกัดหัวน้ำมันดอกมหาหงส์ โดยใช้วิธี solvent extraction หรือการสกัดด้วยตัวทำละลาย เพราะกลีบดอกบอบบางมาก ไม่สามารถทนความร้อนได้ จึงไม่สามารถใช้วิธีกลั่นด้วยไอน้ำ น้ำหอมฝรั่งบางอย่างก็ใช้กลิ่นดอกมหาหงส์เป็นส่วนผสมด้วยเช่นกัน แต่มักเจือกลิ่นสมุนไพร ไม้หอม และดอกไม้ชนิดอื่นเข้าไปด้วย ทำให้แยกกลิ่นมหาหงส์ไม่ค่อยออก น้ำหอมกลิ่นมหาหงส์ที่รู้จักกันดี เช่น Cabotine ของ Grés และ Dark Amber & Ginger Lily ของ Jo Malone

น้ำหอม Cabotine ของ Grés แบรนด์แฟชั่นชั้นสูงจากฝรั่งเศส

ตำรายาแผนโบราณของไทย ให้ใช้เหง้ามหาหงส์ตากแดดแล้วนำมาบดละเอียดผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงไต และแก้กระษัย น้ำมันจากเหง้าสดก็มีฤทธิ์ฆ่าแมลงได้

ต้นมหาหงส์นี้นับเป็นไม้มงคลอีกชนิด ที่เชื่อว่ามีคุณด้านเมตตามหานิยม ทำให้ผู้ปลูกเลี้ยงเป็นที่เมตตารักใคร่ของผู้คน และได้รับโชคลาภเช่นเดียวกับว่านมงคลชนิดอื่นๆ เรื่องของการปลูกว่านทั้งหลายนี้ ผู้เขียนได้รู้มาว่า หากจะให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้ปลูกจริง ก็ต้องมีพิธีกรรมที่ละเอียดซับซ้อนกว่าการปลูกเลี้ยงธรรมดา เช่น เวลารดน้ำต้องเสกคาถากำกับ จะกี่จบก็ตามแต่อายุผู้ปลูก การขุดว่านขึ้นมาก็ต้องทำในเวลาฤกษ์งามยามดี โดยต้องอาศัยการดูข้างขึ้นข้างแรม ทั้งต้องเสกคาถาเรียกว่านไปตบดินไประหว่างที่ขุดอีกด้วย

ผู้เขียนจึงอดไม่ได้ที่จะตีความเอาเองว่า พิธีกรรมที่คิดขึ้นมานี้ คงจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการปลูกฝังนิสัยละเอียดรอบคอบ ตั้งอกตั้งใจในการทำงาน เพราะการปฏิบัติต่อต้นไม้ด้วยความเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน ก็จะทำให้เกิดผลคือต้นไม้ที่ปลูกนั้นเจริญงอกงามดี ยังความสุขใจให้กับผู้ปลูกที่ได้เห็นผลสำเร็จอันเกิดจากความพยายามของตน ว่าแล้วก็อยากจะชักชวนท่านผู้อ่านให้หาไม้หัวดอกหอมเหล่านี้มาปลูกเลี้ยงกันอย่างน้อยสักต้นสองต้นก็ยังดี เพราะช่วยแต่งเติมความงามให้กับที่พักอาศัย เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น ทั้งยังให้กลิ่นหอมชวนรื่นรมย์ใจ รับรองว่าคุ้มค่าสมกับความพยายามอย่างแน่นอน

*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณค่ะ

น้ำหอมที่มีกลิ่นว่านสี่ทิศเป็นส่วนผสม : Diorissimo by Chirstian Dior, Lolita Lempicka by Lolita Lempicka, Cinema, Baiser de Cinema, Cinema Festival d’Ete, Cinema Gold, Cinema Festival และ Cinema Scenario d’Ete  by Yves Saint Laurent, L’Eau par Kenzo และ L’Eau par Kenzo Wild by Kenzo, True Religion by True Religion, 8 by Abercrombie & Fitch, Blue Rush For Her by Avon, Lulu Guinness by Lulu Guinness, Yujin by Ella Mikao, The Victorious Majestic by Boadicea, Mantra by Eclectic Collections

น้ำหอมที่มีกลิ่นพลับพลึงเป็นส่วนผสม : India Hicks Island Living – Spider Lily by Crabtree & Evelyn

น้ำหอมที่มีกลิ่นว่านมหาโชคเป็นส่วนผสม : Amazon Lilly by Demeter, White Diamonds และ Diamonds & Rubies by Elizabeth Taylor, Millennia by Avon, Lolavie by Jennifer Aniston, 360˚ by Perry Ellis

น้ำหอมที่มีกลิ่นมหาหงส์เป็นส่วนผสม : Cabotine by Grés, Dark Amber & Ginger Lily by Jo Malone, Healing Garden Gingerlily Therapy by Coty, White Ginger by Terra Nova, Ginger Lily by Providence Perfume, Heavenly Gingerlily Shimmer Fragrance by Molton Brown, Mandarin & Ginger Lily by Trish McEvoy, Lys Mediterranée by Frederic Malle, Warm Sand by Matthew Williamson The Collection