ที่มา : http://www.rareflora.com

สวนหลังบ้านของผู้เขียนนั้นเต็มไปด้วยไม้หอมนานาพันธุ์ที่ปลูกไว้เพื่อทดลองสกัดกลิ่นด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่โปรดปราน ทุกวันผู้เขียนจึงมักจะออกมานั่งรับลมเย็นๆ ตอนหัวค่ำ พร้อมกับชมความงามและสูดกลิ่นหอมของไม้ดอกที่ปลูกไว้ ทุกครั้งที่กวาดตามองภาพความประสานกลมกลืนของทรวดทรงและสีสันของมวลไม้หอมเหล่านี้ ก็มักจะไปสะดุดอยู่ที่ต้นกระดังงาเก่าแก่อายุหลายสิบปีที่ยังคงยืนหยัดเป็นสง่าเหนือมวลไม้อื่นๆ  เส้นสายของลำต้นและกิ่งก้านที่คดโค้งตามธรรมชาติอย่างไม่เคยผ่านการตัดแต่ง บ่งชี้ถึงวันเวลาอันยาวนานที่รับใช้เจ้าของด้วยดอกสีเหลืองพราวของมัน กลีบเรียวพลิ้วพรายตามสายลม ราวกับอนงค์นางกรายวงแขนแน่งน้อย ทั้งกรุ่นกลิ่นกำซาบซ่านสะกดใจ เป็นกลิ่นหอมประหลาดล้ำที่สื่อถึงทั้งความสูงส่งทางจิตวิญญาณและอาถรรพ์ทางกามารมณ์ในเวลาเดียวกัน

ดอกกระดังงา ที่ภาษาถิ่นภาคเหนือเรียกอย่างเพราะพริ้งว่า “สบันงา” นี้ ฝรั่งเรียกว่า ylang-ylang หรือ ilang-ilang คำว่า “ylang ylang” นี้มาจากภาษามลายูแปลว่า “ดอกไม้แห่งมวลดอกไม้” บ้างก็ว่าคำนี้มีที่มาจากภาษาตากาล็อก “alang ilang” หมายถึง ดอกไม้ที่ปลิวไสวไปตามสายลม สมกับรูปลักษณ์ของดอกกระดังงาที่ห้อยระย้าลงจากกิ่งก้าน แกว่งไกวไปมาส่งกลิ่นหอมกรุ่นกำจายยามต้องสายลมที่พัดโชย

กระดังงามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cananga odorata เป็นไม้ในวงศ์ Annonaceae (วงศ์เดียวกับน้อยหน่าและการะเวก) มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย จึงปลูกแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ รวมถึงหมู่เกาะทางใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิคอย่าง กวม, ฟิจิ, ตองก้า, ซามัว, คุก และ มาเคซัส ทั้งยังพบในเกาะฮาวายและนิวคาเลโดเนีย เช่นเดียวกับบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา อย่างหมู่เกาะโคโมโรและมาดากัสการ์ จึงถือเป็นไม้ดอกหอมที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกตะวันออกและถิ่นภูมิอากาศร้อนชื้นอีกชนิดหนึ่ง

ผู้หญิงชาวมาดากัสการ์กำลังเก็บดอกกระดังงา จาก http://www.biolandes.com

กระดังงามีลำต้นสูงเฉลี่ยราว 12 เมตร ใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นคลื่น กลีบดอกยาวเรียวปลายบิดเล็กน้อย มีกลิ่นหอมที่เข้มข้นเย้ายวนทำให้นิยมใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและสุคนธบำบัด (aromatherapy) กระดังงาอีกชนิดซึ่งรู้จักกันดีคือ Cananga odorata var. fruticosa หรือที่บ้านเราเรียกกระดังงาสงขลา มีลำต้นเล็กกว่า แต่รูปทรงดอกสวยงามและส่งกลิ่นหอมขจรขจายเช่นเดียวกัน ทว่ากลิ่นนุ่มนวลกว่ากระดังงาธรรมดา

คนไทยโบราณเชื่อว่า ใครที่ปลูกต้นกระดังงาไว้ประดับบ้านจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล เพราะคำว่า กระดัง นี้มีเสียงพ้องกับคำว่า ดัง ซึ่งหมายถึงเสียงที่ก้องกังวาน จึงถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง การแพทย์แผนโบราณของไทยใช้ดอกปรุงยาหอมแก้วิงเวียน บำรุงหัวใจ เป็นยาชูกำลัง ใบใช้รักษาโรคผิวหนังเช่นกลาก เกลื้อน และแก้อาการคัน เปลือกต้นใช้ขับปัสสาวะและแก้ท้องเสีย เกสรมีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยเจริญอาหาร ส่วนรากใช้เป็นยาคุมกำเนิดได้อีกด้วย

“ไข่แมงดาเทียม” (ซ้าย) รสชาติหวานหอม ทำจากไข่ แป้งสาลี และน้ำตาลทราย อบด้วยน้ำดอกมะลิ กุหลาบมอญ หรือกระดังงา จาก http://www.hewhew.com, “ข้าวแช่” (ขวา) สำหรับรับประทานดับร้อน นิยมใช้น้ำลอยดอกมะลิและกระดังงาเพื่อเพิ่มความหอม จาก http://www.thaipr.net

กลิ่นที่หอมแรงยังทำให้ชาวไทยนิยมใช้กระดังงาเป็นส่วนผสมในน้ำอบ น้ำปรุง และบุหงา ทั้งยังนำมาคั่วกับน้ำมันมะพร้าวสำหรับทำน้ำมันใส่ผม หรืออาจใช้ลอยน้ำพร้อมกับมะลิ จะได้น้ำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมชื่นใจสำหรับใช้แต่งกลิ่นขนม นอกจากนี้ยังนำดอกกระดังงาไปลนไฟเพื่อให้กลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกจากกระเปาะดอก ใช้อบขนมให้มีกลิ่นรสน่ารับประทาน จนเป็นที่มาของสำนวน “กระดังงาลนไฟ” ซึ่งใช้เรียกม่ายสาวทรงเสน่ห์ที่รู้ชั้นเชิงในเรื่องรักดี เปรียบได้กับกลิ่นหอมเย้ายวนที่ขจรขจายไปไกลของดอกกระดังงาลนไฟนั่นเอง

ส่วนชาวยุโรปรู้จักใช้กลิ่นกระดังงาปรุงน้ำหอมครั้งแรกในยุคศตวรรษที่ 19 ก่อนหน้านั้นสาวๆ ยุควิคตอเรียนนิยมใช้น้ำมันบำรุงเส้นผมที่เรียกว่า macassar oil ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันดอกกระดังงา ชาวฟิลิปปินส์สมัยโบราณก็ใช้ดอกกระดังงาทำขี้ผึ้งทาตัวป้องกันแมลงหรืองูกัดต่อย ชาวเกาะโมลุคกะของอินโดนีเซียใช้กระดังงาทำขี้ผึ้งประทินผิวและบำรุงเส้นผม ทั้งยังใช้รักษาอาการติดเชื้อ ไข้ และโรคผิวหนังต่างๆ ส่วนชาวเกาะตองก้าและซามัวใช้เปลือกต้นกระดังงาแก้อาการปวดท้องและใช้เป็นยาระบาย

มีความเชื่อว่าการคล้องมาลัยดอกกระดังงาจะช่วยป้องกันวิญญาณร้ายได้ และการมอบดอกกระดังงาให้แก่กันก็เปรียบได้กับการสารภาพรัก คงเพราะกลิ่นกระดังงานี้มีคุณสมบัติทางอีโรติคเช่นเดียวกับมะลิและซ่อนกลิ่น ชาวอินโดนีเซียจึงนิยมโปรยกลีบกระดังงาบนเตียงของคู่บ่าวสาวในวันเข้าหอเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความรัก ผู้หญิงฟิลิปปินส์ก็นิยมคล้องมาลัยดอกมะลิและกระดังงาที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจ แม่มดหมอผีอย่างพวกวูดูในแอฟริกาใช้ดอกกระดังงาในพิธีกรรมร่ายมนตร์คาถาเพื่อทำเสน่ห์ สตรีมุสลิมมักเผาน้ำมันดอกกระดังงาให้ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลใน “ฮาเร็ม” ซึ่งเป็นห้องในคฤหาสน์หรือราชวังที่กั้นไว้เป็นส่วนของผู้หญิงโดยเฉพาะ ส่วนชนชั้นสูงในประเทศจีนสมัยโบราณก็ใช้กลิ่นหอมของกระดังงาอบร่ำเสื้อผ้า ในยุคหลังเมื่อมีการค้นพบตู้ไม้ที่ใช้เก็บเสื้อผ้าดังกล่าว ก็ยังคงได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกกระดังงา แม้จะผ่านมาหลายศตวรรษแล้วก็ตาม

กลิ่นกระดังงานั้นหอมแรงเช่นเดียวกับดอกไม้ถิ่นร้อนทั่วไป เป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นหอมเย็นของมะลิและกลิ่นออกเปรี้ยวของดอกส้ม เจือกลิ่นซาบซ่านของเครื่องเทศหรือสมุนไพร และกลิ่นอบอุ่นของยางหรือคัสตาร์ดเล็กน้อย สารหอมหลักๆ ในดอกกระดังงา มีอาทิ p-cresyl methyl ether, linalool, methyl benzoate, methyl salicylate, methyl anthranilate และ benzyl acetate ทำให้กระดังงามีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากดอกไม้ชนิดอื่น การที่กระดังงามีกลิ่นคล้ายมะลิอยู่บ้าง ก็ทำให้มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า Poor Man’s Jasmine อีกด้วย

Marilyn Monroe กับ Chanel N.5

กลิ่นที่สื่อถึงความงามของโลกตะวันออกนี้เองทำให้กระดังงาเป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำหอมชั้นนำหลายกลิ่น แต่ที่คนไทยรู้จักดีก็คงเป็น Chanel N.5 อันลือชื่อ รวมทั้ง Samsara, Mitzouko และ L’Heure Bleue ของ Guerlain ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำหอมเก่าแก่ของฝรั่งเศส น้ำหอม Chanel N.5 นั้นปรุงขึ้นจากส่วนผสมชั้นยอดที่คัดสรรจากทั่วโลก อย่างมะลิและกุหลาบจากเมือง Grasse ของฝรั่งเศส และกระดังงาจากเกาะโคโมโร Coco Chanel ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งห้องเสื้อ Chanel เคยกล่าวไว้ว่า เธอต้องการรังสรรค์น้ำหอมที่พิเศษสุดชนิดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและเป็นกลิ่นในอุดมคติของผู้หญิงทุกคน ซึ่งก็แน่นอนว่า Chanel N.5 นั้นมีกลิ่นเข้มข้นเย้ายวนเหมาะกับสุภาพสตรีที่มีความเป็นหญิงเต็มตัว มิใช่สาวน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ดที่ถูกขนานนามว่าเป็นสุดยอดเซ็กส์ซิมโบลอย่าง Marilyn Monroe เคยประกาศว่าเธอเข้านอนโดยมีเพียง Chanel N.5 เป็นอาภรณ์ประดับกายเพียงอย่างเดียว ทำให้ Chanel N.5 กลายเป็นน้ำหอมในดวงใจสาวๆ ทั่วโลกมานับแต่นั้น

การสกัดกลิ่นหอมจากดอกกระดังงาทำได้โดยวิธี steam distillation หรือการกลั่น โดยใช้ไอน้ำเป็นตัวแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากกลีบดอก หัวน้ำมันดอกกระดังงามีหลายเกรด ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ในการสกัดกลิ่น ชนิดที่มีคุณภาพสูงสุดคือ Ylang Ylang Superior Extra เป็นชนิดที่หายากและมีราคาแพงที่สุด มักใช้กระดังงาจากไร่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพบนเกาะมาย็อต ในทวีปแอฟริกา ดอกกระดังงาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของเกาะนี้ แบรนด์น้ำหอมและแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศสอย่าง Givenchy ยังออกน้ำหอมรุ่นพิเศษในปี 2006 โดยตั้งชื่อว่า Amarige Ylang-Ylang de Mayotte ซึ่งนอกจากกระดังงาที่เป็นกลิ่นหลักแล้ว ยังมีส่วนผสมของกลิ่นดอกส้ม มิโมซ่า และพุดซ้อนอีกด้วย

น้ำหอม Amarige Ylang-Ylang de Mayotte

หัวน้ำมันกระดังงาชนิดที่มีคุณภาพรองลงมาก็คือ Ylang Ylang Extra ซึ่งนักผสมน้ำหอมนิยมใช้เพราะให้ กลิ่นหวานเข้มข้นเจือกลิ่นซาบซ่านแบบเครื่องเทศเล็กน้อย Ylang Ylang Extra นี้ได้จากการกลั่นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ที่เหลือคือ Ylang I, Ylang II และ Ylang III ซึ่งใช้เวลากลั่นนานกว่า คือ 3 ชั่วโมง, 5 ชั่วโมง และ 8-20 ชั่วโมงตามลำดับ จะเห็นว่าการใช้วัตถุดิบเดิมแต่เวลาในการกลั่นยิ่งนานขึ้น คุณภาพกลิ่นจะลดลงเรื่อยๆ หัวน้ำมันกระดังงาชนิดที่คุณภาพไม่สูงนักอย่าง Ylang III นี้มักใช้ในผลิตภัณฑ์ประทินผิวที่มีต้นทุนต่ำ เช่น สบู่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ  

ต้นกระดังงาที่ปลูกเพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหยนี้ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีด้วยการตัดแต่งกิ่งก้านทุกๆ 2 เดือน เมื่อดอกบานเต็มที่แล้วก็ต้องเก็บด้วยมือเพื่อไม่ให้ดอกช้ำจนสูญเสียกลิ่นหอมไป ตามทฤษฎีแล้วควรต้องเก็บดอกในช่วงเวลาที่ให้น้ำมันหอมระเหยมากที่สุด ซึ่งปกติแล้วดอกกระดังงาจะให้กลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อยๆ ในยามค่ำ แต่กระนั้นก็เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับชาวสวนที่จะเก็บดอกท่ามกลางความมืด จึงต้องเก็บดอกกันในเวลาเช้าตรู่หลังพระอาทิตย์ขึ้น เวลาเก็บต้องเลือกดอกที่แก่เต็มที่จนเป็นสีเหลืองจัดจึงจะให้น้ำมันหอมคุณภาพดีที่สุด ดอกกระดังงาที่ยังเขียวอยู่นั้นหากนำไปกลั่นจะได้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นฉุนคล้ายกล้วยและมีสารจำพวก terpene ปนอยู่  ซึ่งถือว่ามีคุณภาพต่ำ หัวน้ำมันดอกกระดังงานี้มีราคาแพงมากแม้จะไม่เท่าหัวน้ำมันมะลิหรือซ่อนกลิ่น เพราะต้องใช้ดอกถึง 350-400 กิโลกรัมในการกลั่นน้ำมันหอมระเหยคุณภาพสูงสุดเพียง 1 กิโลกรัม ขณะที่กระดังงาแต่ละต้นจะออกดอกราว 10 กิโลกรัมต่อปีเท่านั้น

น้ำหอม Amber Ylang Ylang จากคอลเลคชั่นสุดหรู Estée Lauder Private Collection สร้างสรรค์โดย Aerin Lauder ซึ่งเป็นทายาทของ Estée Lauder น้ำหอมขวดนี้ให้กลิ่นอบอุ่นของกระดังงา ไม้จันทน์ แอมเบอร์ และวานิลลา ภาพจาก http://www.fragrantica.com

หัวน้ำมันกระดังงายังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เรียกว่า ylang ylang oil และ cananga oil ซึ่งข้อมูลจากแหล่งหนึ่งระบุว่าแตกต่างกันตรงที่ ylang ylang oil มีคุณภาพดีกว่าและมีราคาแพงกว่า เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตและคุณภาพของกระดังงาที่ปลูกในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ส่วนข้อมูลจากอีกแหล่งก็บอกว่าความต่างระหว่าง ylang ylang oil และ cananga oil อยู่ที่ระยะเวลาในการกลั่นอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว หมายความว่าในการใช้วัตถุดิบเดียวกัน หัวน้ำมันที่กลั่นได้ในระยะแรกสุดจะมีคุณภาพกลิ่นดีที่สุด และถ้ากลั่นต่อไปเรื่อยๆ คุณภาพกลิ่นก็จะลดลงตามไปด้วย หัวน้ำมันที่มีคุณภาพสูงนั้นจะถูกเรียกว่า ylang ylang oil ส่วนที่คุณภาพต่ำกว่าก็เรียกว่า cananga oil

แหล่งปลูกกระดังงาเชิงพาณิชย์เพื่อกลั่นน้ำมันหอมระเหยหลักๆ ของโลก ก็ประกอบด้วยฟิลิปปินส์ เกาะชวาของอินโดนีเซียและเกาะรียูเนียน แหล่งอื่นๆ ก็มีประเทศไทย เกาะมาดากัสการ์ เซย์เชลส์ มาย็อต โคโมโร นิวกินีและจาไมก้า เกาะซามัวก็ส่งออกกระดังงาแห้งสำหรับกลั่นน้ำมันหอมระเหยเช่นเดียวกัน แต่น้ำมันที่ได้คุณภาพไม่สูงเท่าน้ำมันจากกระดังงาสด

ทางสุคนธบำบัดหรือ aromatherapy เชื่อว่ากลิ่นกระดังงามีสรรพคุณปรับสมดุลทางอารมณ์ บำบัดอาการซึมเศร้าหดหู่ คลายความตึงเครียดหรือวิตกกังวล อาการโมโหหงุดหงิดง่าย ความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ ความแปรปรวนทางอารมณ์ที่มักเกิดกับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ รวมถึงอาการไฮเปอร์แอคทีฟในเด็กด้วย การหยดน้ำมันสกัดจากกระดังงาลงในอ่างอาบน้ำหรือใช้นวดตามร่างกายจะช่วยให้นอนหลับสบาย แต่สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นหรือไม่ถูกกับกลิ่นกระดังงา ก็ควรใช้ในปริมาณน้อย เพราะกลิ่นที่แรงเกินไปอาจทำให้เวียนศีรษะหรือคลื่นไส้ได้

ทางการแพทย์ก็มีการพิสูจน์แล้วว่า ในดอกกระดังงามีสาร antiseptic ช่วยลดไข้ เช่น มาลาเรีย และไทฟอยด์ ลดความดันเลือด ปรับระดับการหายใจให้สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณบรรเทาอาการระคายเคืองบนผิวหนังและแผลอักเสบพุพอง  รวมทั้งอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ส่วนสรรพคุณด้านความงามนั้น สารสกัดจากกระดังงาช่วยปรับสมดุลของต่อมน้ำมันบนผิวหนัง จึงเหมาะจะใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ลดความมัน ทั้งยังสามารถกำจัดแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของสิว แชมพูหรือครีมนวดผมที่ผสมสารสกัดจากกระดังงาช่วยลดอาการผมร่วงได้อย่างดี เห็นได้จากการที่ชาวเกาะทางใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิคนิยมใช้กระดังงาเป็นส่วนผสมในเครื่องประทินผิวมานานแล้ว

น้ำหอม Mahora จาก Guerlain เผยมนตร์เสน่ห์แบบตะวันออก ด้วยกลิ่นกระดังงาและดอกไม้ถิ่นร้อนกลิ่นเย้ายวนอื่นๆ อย่าง ลั่นทม ซ่อนกลิ่น และมะลิ จาก http://www.mimifroufrou.com

สำหรับผู้อ่านที่ชื่นชอบกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ สามารถหาซื้อหัวน้ำมันดอกกระดังงาได้ตามร้านผลิตภัณฑ์สุคนธบำบัดหรือสปาต่างๆ โดยจะใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ผสมกับกลิ่นอื่นเพื่อให้ได้กลิ่นที่แปลกออกไปตามรสนิยมของแต่ละคนก็ได้ กลิ่นหอมแรงของกระดังงานี้เข้ากันดีกับกลิ่นอบอุ่นของเนื้อไม้ อย่าง ไม้จันทน์หรือไม้ซีดาร์ ส่วนใครที่ชอบกลิ่นสดชื่น ก็สามารถนำไปผสมกับกลิ่นหอมซาบซ่านของผลไม้รสเปรี้ยวอย่างเบอร์กาม็อต มะนาว หรือสมุนไพรอย่างพัตชุลีและแฝกหอม เพื่อลดความเข้มข้นของกลิ่นกระดังงา แต่ใครที่ชอบกลิ่นดอกไม้อยู่แล้ว ก็สามารถผสมหัวน้ำมันกระดังงาเข้ากับหัวน้ำมันดอกไม้ชนิดอื่นๆ เช่น ดอกส้ม มะลิ ซ่อนกลิ่น จำปา หรือกุหลาบ หัวน้ำมันที่ผสมแล้วนี้ต้องนำไปเจือจางในน้ำมันตัวพาหรือน้ำมันกระสายยา (carrier oil) เช่น น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันโจโจ้บาเสียก่อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนัง จากนั้นใช้ทาลงบนจุดชีพจรแทนน้ำหอมคุณภาพดีได้เลย ใครที่ชอบทำสบู่ แชมพู ครีมหรือโลชั่นใช้เอง ก็สามารถหยดน้ำมันดอกกระดังงาลงไปในส่วนผสมเพื่อเพิ่มความหอมและสรรพคุณประทินผิวได้เช่นเดียวกัน

*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย ขอบคุณค่ะ

น้ำหอมกลิ่นกระดังงาหรือที่ใช้กระดังงาเป็นส่วนผสม

mainstream/classic brands : Ysatis, Amarige, Amarige Ylang Ylang 2008 Recolt Harvest (limited edition) และ Ange ou Demon by Givenchy, Aqua Allegoria Ylang & Vanille, Samsara, L’Heure Bleue, Mitzouko, Mahora และ L’Instant by Guerlain, Classique และ Fragile by Jean Paul Gaultier, Dune และ Hypnotic Poison Eau Sensuelle by Christian Dior, Chanel N.5 และ Coco Mademoiselle by Chanel, Anais Anais, Lou Lou และ Noa by Cacharel, Ombre Rose by Jean-Charles Brosseau, Arpège by Lanvin, Futur by Robert Piquet, Acaciosa, Coup de Fouet, Tabac Blond และ Nuit de Noël by Caron, Boucheron Femme by Boucheron, Beautiful, Youth Dew และ Bali Dream (limited edition) by Estée Lauder, Red Door และ 5th Avenue by Elizabeth Arden, L’Air du Temps by Nina Ricci, Aromatics Elixir by Clinique, Joy by Jean Patou, Calèche และ 24 Faubourg by Hermès, Magie Noire และ Poème by Lancome, Paris และ Rive Gauche by Yves Saint Laurent, Chloé by Chloé (original version), Escape by Calvin Klein, Tabu by Dana, Fidji by Guy Laroche, White Diamonds by Elizabeth Taylor, Cabotine และ Cabochard by Grés, Rochas Femme และ Madame Rochas by Rochas, Venezia by Laura Biagiotti, First by Van Cleef & Arpels, Fendi by Fendi, Paloma Picasso by Paloma Picasso, Diva by Emanuel Ungaro, Gold by La Prairie Life Threads  

niche/exclusive brands : Ylang Amber by Estée Lauder Private Collection, Les Nuits d’Hadrien, Passion และ Songes by Annick Goutal, Mayotte และ Plus Que Jamais by Guerlain (exclusive line), Black Orchid by Tom Ford, Vocalise by Maitre Parfumeur et Gantier, Oriental Flowers, Velvet Flowers และ Vanilla Extasy by Montale, Fiori di Capri และ Gelsomini di Capri by Carthusia, Ilang Ivohibe และ L’Eau de Circe by Parfumerie Générale, Vanille Fleurie de Tahiti by La Maison de la Vanille, La Belle Hélène, Le Rivage des Syrtes และ Enlèvement au Sérail by Parfums MDCI, Ambre – Les Nombres d’Or by Mona di Orio, Ilang Ilang by Tsi~La, Floral Exotique และ Floral Sensuel by Filles des Iles, Presque Nue by Crazylibellule and The Poppies, Manoumalia by LesNez, L’Orientale by Eau Jeune, Arabian Diamond by M. Micallef, Amaranthine, Anthology Collection – Jubilee Bouquet และ Night Scented Stock by Penhaligon’s, Versilia Vintage – Ambra Mediterranea by Profumi del Forte, Onda by Vero Profumi, Panache และ Emotionnelle by Parfums Delrae, Jubilation 25, Lyric และ Reflection by Amouage, Seplasia by Bruno Acampora, Perfect Nectar by Sarah Horowitz Parfums, L’Inspiratrice และ L’Ame Soeur by Divine, Charogne และ Vierges et Toreros  by Etat Libre d’Orange, Absolue pour le Soir และ APOM Pour Femme by Maison Francis Kurkdjian, Mihime by Keiko Mecheri, L’Eau de Jatamansi by L’Artisan Parfumeur, eo03 by biehl parfumkunstwerke, Ambra by Mazzolari