ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ของผู้เขียนเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์อย่างเหนียวแน่นมานานแล้ว ผู้เขียนเลยมีโอกาสได้ซึมซับเอาท่วงทำนองอันละเมียดละมุน ฟังสบายรื่นหู และคำร้องที่ไพเราะสละสลวยของเพลงรักพวกนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นแล้วหันไปนิยมเพลงไทยสากลสมัยใหม่และเพลงฝรั่งทั้งหลาย ก็ทำให้ลืมๆ ความทรงจำอันสวยงามเกี่ยวกับเพลงสุนทราภรณ์ไปเสียสนิท จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้โอกาสไปคุ้ยตลับเทปและซีดีเก่าๆ ของแม่ขึ้นมาเปิดฟังใหม่ แถมไม่นานมานี้มีรายการหนึ่งทางช่องยูบีซีซึ่งนำเพลงลูกกรุงเก่าๆ และเพลงสุนทราภรณ์มาเปิด ก็เลยทำให้เกิดอาการลูกกรุงและสุนทราภรณ์ฟีเวอร์ขึ้นมาอีกครั้ง

Hidden Flame of Love_Sayantani Das

ภาพ “Hidden flame of love” โดย Sayantani Das ที่มาภาพ : http://www.great-inspirational-quotes.com

กลับมาฟังเพลงสุนทราภรณ์คราวนี้ ผู้เขียนเลยได้โอกาสตั้งอกตั้งใจฟังทั้งท่วงทำนองและภาษาอันงดงาม ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างละเมียด ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา ตัดพ้อต่อว่า ด้วยชั้นเชิงการพรรณนา ที่ใช้การอุปมา อุปลักษณ์ สัทพจน์ อติพจน์ ฯลฯ อีกทั้งสัมผัสนอกสัมผัสในแพรวพราว สะท้อนมุมมองต่อความรัก ที่ในหลายๆ เพลง มีทั้งความนุ่มนวล ลุ่มลึก และแฝงด้วย “ธรรมะ” คือความเข้าใจโลกและชีวิต นำไปสู่ความเข้าใจธรรมชาติของความรัก

“…ความรักมีพลานุภาพ ดื่มซึ้งซึมซาบตราบเท่าชีวิตเรานั่น
ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟมิให้มีควัน ห้ามอาทิตย์ห้ามดวงจันทร์
หยุดแค่นั้นค่อยห้ามดวงใจ

คนจะรักจริง ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยั่วกัน
จะขัดขวางกางกั้น ยิ่งเหมือนน้ำมันไปราดกองไฟ
ดังฉันรักคุณ คอยครุ่นห้ามปรามหัวใจ
ห้ามความรักหักอาลัย ห้ามไม่ไหวเลยคุณ…”
(เพลงคนจะรักกัน คำร้อง,ทำนอง : พยงค์ มุกดา)

หรือ

“โอ…ความรักเราเหมือนว่าว
ว่าวลอยหาญห้าว ดั่งคราวที่รักเกลือกกลั้ว
ไม่ดูดีหรือชั่ว ใจมืดมัวเพราะรักพันพัวติดตรา

แม้ใครคะนองลองเล่น
อวดดีถือเด่น จะเป็นเหมือนเช่นจุฬา
ลุ่มหลงเริงใจ หลงเข้าบ่วงไป ก็ควรให้สมน้ำหน้า
ช้ำในอุรา ต้องกินน้ำตาร่ำไป

แม้คนทะนงเองเล่า
จัดเจนเสียเปล่า ก็ยังโง่เขลาไปได้
พูดมาจริงหรือไม่ ใครต่อใครช้ำใจตายไปมากครัน

ขอจงคะนึงดูบ้าง
เล่ห์เหลี่ยมหลายอย่าง ต้องตรองทุกทางให้ทัน
ว่าวเหลิงเริงลม หลงต้องป่านคม ขาดลอยหล่นผล็อยไปนั่น
รักเราเช่นกัน หมั่นคอยระวังเถิดเอย”
(เพลงเย็นลมว่าว คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

kite

ที่มาภาพ : http://www.imranmirza.in

ที่สำคัญคือต้องรู้จักการปล่อยวาง ด้วยความเข้าใจว่าความรักก็เป็นสภาวะที่ไม่จีรัง ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงคือมีเกิดก็มีดับไปเป็นธรรมดา ความรักหรือความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคนที่ต่างก็มีภูมิหลัง ทัศนคติ การใช้ชีวิต และความต้องการแตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งย่อมไม่สามารถควบคุมให้อีกฝ่ายเป็นได้ดั่งใจตนทุกอย่าง ความผิดหวังจึงเป็นเรื่องปกติในหลายๆ ความรักและความสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเข้าใจและทำใจยอมรับความจริงข้อนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

“ตัดสวาทขาดกันหรือไร สิ่งใหม่ๆ จูงใจชักพา ถึงลืมเก่าเคยสัญญาร้างไกล
ตัดสวาทขาดกันหรือเรา สิ่งเก่าๆ มองดูเหงาใจ นับวันจะโรยร้างไป ไม่ได้ความ
สุดแสนจะแค้นใจ เห็นคนใหม่งาม พบคนเก่าว่าทราม ไร้งามเสื่อมเสีย
ตัดสวาทขาดกันหรือใจ เก่ากับใหม่ อะไรไหนดี ร้างเราเก่าไปเพราะมีที่ใหม่เอย”
(เพลงตัดสวาท คำร้อง “ธาตรี” ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

และ

“กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน
แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน
นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน

วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น
พรุ่งนี้รักอาจเป็นอื่น คู่ชื่นก็กลับชอกช้ำ
วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็ชื่นก็ฉ่ำ
พรุ่งนี้ชื่นกลับเป็นช้ำ ทำให้ระกำหัวใจ
(เพลงกังหันต้องลม คำร้อง : จินต์ วัฒนปฤต ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน)

หรือ

“…รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรจน์
ความรักเช่นนั้นใหโทษ
จะไปโกรธโทษรักไม่ได้
ไม่ใช่บุพเพสันนิวาสแน่ไซร้
รักจึงได้แรมรา”
(เพลงบุพเพสันนิวาส คำร้อง สุรัฐ พุกกะเวส ทำนอง เวส สุนทรจามร)

ฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งเหลือเกินในอัจฉริยภาพของนักประพันธ์ และวุฒิภาวะของคนหนุ่มสาวสมัยนั้น ชวนให้คิดว่าทัศนคติเช่นนี้เป็นผลมาจากอะไร? อาจจะเป็นเพราะการศึกษาอบรม การเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรม สภาพชีวิตในสมัยนั้นที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าปัจจุบัน หรือจะเป็นเพราะความผูกพันแน่นแฟ้นใน ครอบครัวใหญ่ ที่ทำให้คนหนุ่มสาวยังใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ชีวิต จึงได้รับการถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับความรักอันลุ่มลึกเช่นนี้

ช่างต่างกับท่วงทำนองและคำร้องของเพลงสมัยนี้ ที่หลายๆ เพลงฟังแล้วทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เกิดอาการตึงเครียดและเหนื่อยล้าหัวใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เมื่อได้ยินคำร้องประเภท..

“…ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป
ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ
ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ
เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ
ไม่มีเหลือสักอย่าง…อยากตาย”
(เพลงแทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจ  – อ๊อฟ ปองศักดิ์ คำร้อง : สีฟ้า ทำนอง : ปธัย วิจิตรเวชการ)

Broken Heart by Bruce Combs1

ภาพ “Broken Heart” by Bruce Combs - REACH BEYOND ที่มาภาพ : http://www.fineartamerica.com

หรือ

“ฉันหวง ฉันมาทวงของฉันคืน ฉันไม่เคยแย่งของคนอื่น
ผู้หญิงเจ้าชู้เมื่อรู้อย่าฝืน ช่วยอายสักหน่อยไหม
ไม่เคยหยาบคายอย่างนี้ แต่มันไม่มีวิธีใด
เนื้อคนอื่นวางไว้ แอบคาบมันตัวอะไร…ไปคิดเอง
(เพลงหวง – ปาน ธนพร คำร้อง : สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา ทำนอง : นิพันธ์ ช่วยสงเคราะห์

ฟังแล้วชวนให้คิดว่าความรักนี่มันช่างเป็นพิษภัยต่อจิตใจอะไรถึงขนาดนี้หนอ เหมือนดังคำพระว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” แต่หลายๆ คนก็ยังเวียนว่ายดำดิ่งอยู่ในกองทุกข์นี้ อยากครอบครองเป็นเจ้าของในสิ่งที่แท้จริงแล้วไม่อาจถือเอาได้ แถมรู้สึก ‘เอร็ดอร่อย’ กับการ ‘บริโภค’ เพลงที่ถ่ายทอดอารมณ์รุนแรง ประชดประชัน เจ็บช้ำ กัดกินใจ จนฟังไปฟังมาแล้วพลอยจะทำให้เกิดมุมมองด้านลบต่อความรักไปเลย ก็น่าแปลกที่เพลงซึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตใจหรือให้การเรียนรู้ทางสังคมอย่างหนึ่ง กลับไม่ช่วยเตือนสติคนให้มีมุมมองที่เหมาะสมเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์เอาเสียเลย

แม้กระทั่งคำบอกรักประเภท..

“…ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที  ไม่ว่ายังไงจะลองดีสักวัน
อยากรักก็ต้องเสี่ยง ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน
ลำบากลำบนไม่สนใจ  ตะเกียกตะกายสักเพียงใด ก็ดีกว่าปล่อยเธอไปจากฉัน
ตกหลุมรักจริงๆ เพราะรักจริงๆ เธอคงไม่ว่ากัน …”
(เพลงเล่นของสูง – BigAss คำร้อง : ขจรเดช พรมรักษา ทำนอง : พูนศักดิ์ จตุระบุล)

“…ฉันไม่ได้อยากเลว ไม่อยากทำอย่างนี้
มันผิดจริงๆ ก็พอรู้ตัวดี ก็ได้แต่โทษทีที่ฉันทำไป
ฉันไม่ได้อยากเลว แต่หยุดใจไม่ไหว
ก็ผิดจริงๆ อย่างนี้สมควรตาย
แต่จะให้ทำไง เมื่อทั้งหัวใจรักเธอ
คิดจะไปเป็นที่สาม มันก็สมควรต้องโดนสักที…”
(เพลงข้าน้อยสมควรตาย – BigAss)

ฟังแล้วร้อนอกร้อนใจพิลึก แล้วลองเปรียบเทียบกับ

“รักฉันเพียงสักนิดนึง รักฉันสักครึ่งหัวใจ
แม้เธอยังไม่รักใคร ขอหัวใจเธอไว้อาศัยสักที

รักฉันเพียงสักนิดเดียว รักฉันเพียงเสี้ยวธุลี
รักเธอเออถ้าฉันมี ถามฉันสิ เดือนโน้นดาวนี้ของใคร

อ๋อฟ้าหล้าโลกของฉัน สรวงสรรค์อันลอยรอคอยก็ใช่
มีเธอเกร่อกรีดกรายไป จิตใจสว่างไสววาบหวาม

รักฉันเพียงสักฤดู รักฉันสักครู่หรือยาม
ฉันคงมองโลกสวยงาม ฝันเคลิ้มตามอร้าอร่ามอารมณ์”
(เพลงรักฉันสักครึ่งหัวใจ ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน)

หรือ

“ปลูกรัก อุตส่าห์พิทักษ์รักษาไว้
ชื่นช่อชูใบ ปลูกรักไว้หมายดอมดม
พรวนดินรดน้ำเช้าค่ำพร่ำชม
แดดลมมิให้พัดส่องดอกใบ
ฉันถนอมออมไว้ ชื่นชู้ชูใจมิได้หมางเมิน…

…ซ่อนรัก เจ็บปวดใจนักนะรักเอย
อ้อมกอดพี่เคยได้ชมเชยทุกคืนวัน
ไม่เห็นหัวใจว่าใจผูกพัน ไม่สงสารฉันหรือไรแก้วตา
รักเอยจงกลับมา อย่าร้างแรมรา ฉันยังหวังครอง”
(เพลงปลูกรัก คำร้อง : คำร้อง : สมศักดิ์ เทพานนท์ ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน)

ถ้าให้หนุ่มสองประเภทนี้ไปร้องเพลงบอกรักสาว ผู้เขียนว่าโอกาสที่สาวผู้มีสติและวิจารณญาณครบถ้วนสมบูรณ์จะตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงชนิดเอาจริงเอาจังกับหนุ่มประเภทหลังนี่น่าจะมีมากกว่าประเภทแรก เว้นก็แต่สาวที่มีรสนิยมประเภท self-destruction คือชอบหนุ่มแบดบอยระห่ำแตก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เกิดอาการน้ำตาเช็ดหัวเข่าได้ในระยะยาว เพราะอาจต้องรองรับอารมณ์รุนแรงขึ้นๆ ลงๆ ของพ่อเจ้าประคุณ หรือไม่ก็อาการหึงหวงจนทำให้เลือดตกยางออกชนิดที่มักตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่บ่อยๆ ในสมัยนี้

ผู้เขียนคงแก่เกินไปเสียแล้วกระมัง จึงมักรู้สึกปวดหัว-ปวดหูทุกทีเวลาฟังเพลง ‘วัยรุ่น’ พวกนี้บางเพลงเข้า แต่อาการอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีการยืนยันจากทางวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย เพราะเสียงคือการสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกนั้นส่งผลต่อการทำงานของสมองคนเราโดยตรง นั่นคือหากคลื่นเสียงที่ส่งมานั้นมีลักษณะอย่างไร ก็จะไปมีผลในการปรับแต่งคลื่นสมองของเราให้เร็วขึ้นหรือช้าลงตามคลื่นเสียงนั้นด้วย อย่างที่เรามักเห็นว่าบางจังหวะหรือท่วงทำนองทำให้เรารู้สึกคึกคัก ตื่นตัว บางอย่างทำให้ถึงขั้นตึงเครียดหรือหายใจไม่ทั่วท้อง ขณะที่บางท่วงทำนองทำให้เราผ่อนคลายสบายอารมณ์ คลื่นเสียงที่ถี่เร็วอันเป็นผลมาจากท่วงทำนองและคำร้องที่เข้มข้น รุนแรง เร้าอารมณ์ ก็สามารถทำให้คลื่นสมองของเราถี่เร็วจนถึงระดับที่บ่งบอกถึงอาการเครียดเอาได้เหมือนกัน

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อมาซารุ เอโมโตะ ได้ทำการทดลองพบว่า คลื่นความคิดและพลังงานที่ส่งออกมาจากตัวมนุษย์และสิ่งอื่นๆ ในสภาพแวดล้อม รวมถึงการใช้ถ้อยคำในภาษาต่างๆ และเสียงดนตรีหลากหลายประเภท ล้วนส่งผลอย่างน่าอัศจรรย์ต่อโครงสร้างทางโมเลกุลของน้ำ เขาทำการแช่แข็งหยดน้ำซึ่งได้จากที่ต่างๆ ทั่วโลกและสำรวจดูโครงสร้างโมเลกุลของหยดน้ำผ่านกล้องไมโครสโคปที่สามารถบันทึกภาพได้ ปรากฏว่าภาพถ่ายเหล่านั้นเผยให้เห็นรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่งของโมเลกุล อันเป็นผลจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบเข้ากับน้ำนั้น

water_molecular structure

โครงสร้างโมเลกุลน้ำจากบ่อน้ำพุธรรมชาติซันบุ-อิชิ ยุซุย (ซ้าย) เป็นผลึกแก้วใสรูปทรงงดงามเมื่อเทียบกับน้ำจากทะเลสาบบิวาโกะซึ่งปนเปื้อนด้วยมลพิษ (ขวา) ที่มาภาพ : http://www.life-enthusiast.com

โมเลกุลของน้ำซึ่งถูกนำไปวางไว้หน้าลำโพงที่เปิดเพลงคลาสสิคของเบโธเฟน เพลงสวดของธิเบต และเพลงเต้นรำพื้นบ้านของญี่ปุ่น ต่างมีลักษณะเป็นผลึกรูปหกเหลี่ยมคล้ายดอกไม้ที่ส่องประกายแพรวพราวงดงามราวกับคริสตัล ขณะที่โมเลกุลของน้ำซึ่งได้ ‘ฟัง’ เพลงเฮฟวี่เมทัล กลับแตกกระจายออกอย่างไร้ระเบียบ ดูไม่น่ามอง เช่นเดียวกับน้ำซึ่งทีมทดลองของเอโมโตะนำกระดาษที่พิมพ์คำว่า “ฉันเกลียดแก…ฉันจะฆ่าแก” หรือ “ไอ้โง่” ไปติดไว้บนขวด ก็จะเห็นว่ารูปแบบโมเลกุลที่ออกมาดูน่ากลัวมาก ขณะที่โมเลกุลของน้ำในขวดซึ่งติดข้อความว่า “ขอบคุณ” หรือ “รักและชื่นชม” กลับเรียงตัวเป็นระเบียบมีสมมาตรสวยงาม บ่งบอกว่าแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากการเขียนคำศัพท์ที่ไพเราะและมีความหมายเชิงบวกได้ส่งผลต่อไปถึงโมเลกุลของน้ำด้วย เอโมโตะเล่าว่าบางคนที่ได้อ่านผลงานวิจัยของเขาได้ทดลองนำน้ำที่เขียนติดไว้บนขวดว่า “รัก” และ “ชื่นชม” ไปรดต้นไม้หรือแช่ดอกไม้สด ก็ปรากฏว่าดอกไม้นั้นเบ่งบานอยู่ได้นานขึ้น เช่นเดียวกับต้นไม้ในสวนที่ดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม

water_molecular stricture2

โครงสร้างโมเลกุลน้ำในขวดที่ติดกระดาษซึ่งพิมพ์คำว่า “ขอบคุณ” และ “รักและชื่นชม” (ภาพ 1 และ 2 จากซ้าย) ดูสวยงามมากเมื่อเทียบกับน้ำในขวดที่ติดกระดาษซึ่งพิมพ์คำว่า “ฉันเกลียดแก...ฉันจะฆ่าแก” (ภาพที่ 2 จากขวา) และน้ำที่ได้ ‘ฟัง’ เพลงเฮฟวีเมทัล (ขวาสุด) ซึ่งแตกกระจายไร้ทิศทางดูน่ากลัว ที่มาภาพ : http://www.life-enthusiast.com

แล้วท่านผู้อ่านลองนึกถึงความจริงที่ว่า ในร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึงกว่า 70% หากเราสามารถทำให้โมเลกุลของน้ำในร่างกายเราแต่ละคนมีรูปร่างเป็นผลึกแก้วที่สวยงามแพรวพราย ด้วยการใช้วาจาและสรรพสำเนียงที่ไพเราะอ่อนหวานต่อกัน ดังภาษาพระท่านว่า “ปิยวาจา” นั้น สุขภาพร่างกายและจิตใจของพวกเราจะเปี่ยมด้วยความสมบูรณ์สักเพียงไหน

จึงไม่น่าแปลกที่เพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ส่วนใหญ่นั้นเป็นยาคลายเครียดชั้นดีสำหรับผู้เขียน ที่มักหยิบทั้งเวอร์ชั่นเก่าและใหม่มาเปิดฟังอยู่เสมอยามเกิดอาการตึงเครียดหรือปวดหัว เพราะช่วยผ่อนคลายอารมณ์และทำให้เกิดความสงบได้อย่างน่าประหลาด เนื่องจากจังหวะจะโคน ท่วงทำนอง และคำร้องที่สะท้อนความงดงามของภาษา การออกเสียงที่นุ่มนวลแต่ชัดเจน และประเด็นต่างๆ ที่เพลงเหล่านี้ถ่ายทอดออกมา ก็มิได้มีเฉพาะเรื่องความรักของหนุ่มสาวและอาการอกหักแทบสิ้นชีวาวายเหมือนเพลงวัยรุ่นสมัยนี้ แต่หลายๆ เพลงยังมีการถ่ายทอดความงามของธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร สิงสาราสัตว์ต่างๆ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของคน ทำให้ตระหนักว่า ความรักนั้นมิใช่มีแต่ความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวเท่านั้น แต่ยังมีความรักแบบอื่นๆ เช่นความรักในธรรมชาติหรือสรรพสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเรา ซึ่งก็เป็นบ่อเกิดของความสุข ความรื่นรมย์ใจได้เช่นเดียวกัน