ดอกหอมหมื่นลี้ชนิด Osmanthus fragrans ที่มาภาพ : www.geocities.com

ดอกหอมหมื่นลี้ชนิด Osmanthus fragrans ที่มาภาพ : http://www.geocities.com

ไม้ในสกุลหอมหมื่นลี้ (Osmanthus) ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า สารภีฝรั่ง นั้น มีอยู่ราว 30 ชนิด อยู่ในวงศ์ Oleaceae ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในเขตอากาศอบอุ่นของเอเชีย ตั้งแต่แถบคอเคซัสถึงญี่ปุ่น ลำต้นสูงราว 2-12 เมตร ขอบใบเรียบหรือจักคล้ายฟันเลื่อย มักออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง บางชนิดมีกลิ่นหอมหวานชวนให้น้ำลายสอ ชนิดที่รู้จักกันแพร่หลาย มีอาทิ Sweet Osmanthus (ชื่อพฤกษศาสตร์ Osmanthus fragrans), Delavay’s Osmanthus (Osmanthus delavayi) และ Chinese Osmanthus (Osmanthus heterophyllus)

Sweet Osmanthus นี้บ้างก็เรียกว่า Sweet Olive, Tea Olive หรือ Fragrant Olive มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงทางใต้ของจีน ซึ่งรวมถึงมณฑลกุ้ยโจว เสฉวนและยูนนาน จนถึงทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่นๆ ด้วย

หอมหมื่นลี้หรือ Sweet Osmanthus นี้มีลำต้นสูงราว 3-12 เมตร ใบสีเขียวเข้มยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ขอบใบจักละเอียด ดอกเล็กน่ารักเส้นผ่านศูนย์กลางราว 5 มิลลิเมตร กลีบดอกมีปลายโค้งมน มี 4 กลีบ มีหลากหลายสีตั้งแต่ขาว เหลือง เหลืองอมส้มไปจนถึงสีออกแดง ผลิบานตั้งแต่ช่วงปลายฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง ผู้เขียนสังเกตว่าชนิดดอกสีขาวนั้นมีกลิ่นหวานอบอวลคล้ายขนมอบ ส่วนชนิดดอกสีเหลืองนั้นกลิ่นออกเปรี้ยวคล้ายลูกพีชสุก เป็นดอกไม้อีกชนิดที่ให้กลิ่นหอมซึ้งตรึงใจมากจริงๆ

ทัศนียภาพอันงดงามของเมืองกุ้ยหลิน

ทัศนียภาพอันงดงามของเมืองกุ้ยหลิน ที่มาภาพ : http://www.chinahighlights.com

ดอกหอมหมื่นลี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองกุ้ยหลินในประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องทัศนียภาพอันงดงามด้วยทะเลสาบและไร่ดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกกันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ ชื่อ “กุ้ยหลิน”แปลว่า “ป่าหอมหมื่นลี้” สันนิษฐานว่าดอกหอมหมื่นลี้นี้มีมาราว 10,000 ปีแล้ว เพราะมีการค้นพบละอองเกสรดอกหอมหมื่นลี้ในซากถ้ำยุคหินใหม่ทางใต้ของเมืองกุ้ยหลิน

ชาวจีนเรียกดอกหอมหมื่นลี้ว่า “กุ้ยฮวา” แปลว่า ดอกอบเชย

แสตมป์รูปดอกหอมหมื่นลี้จากเมืองจีน

แสตมป์รูปดอกหอมหมื่นลี้จากเมืองจีน ที่มาภาพ : http://www.xabusiness.com

หนังสือ “มิ่งไม้มาลีจีน” ของอีนเติงกั๋ว ซึ่งคุณพรพรรณ จันทโรนานนท์ แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย ได้จำแนกสีและลักษณะของดอกหอมหมื่นลี้ พร้อมทั้งชื่อเรียกในภาษาจีนไว้ดังนี้

ชนิดดอกสีขาว มีดอกเล็กและกลิ่นหอมอ่อนๆ เรียกว่า “อิ๋นมู่ซี” หรือ “อิ๋นกุ้ย” แปลว่า กุ้ยฮวาสีเงิน

ชนิดดอกสีเหลือง มีดอกใหญ่กว่าและกลิ่นหอมแรง เรียกว่า “จินมู่ซี” หรือ “จินกุ้ย” แปลว่า กุ้ยฮวาสีทอง

ชนิดดอกสีแดง มีกลิ่นหอมขจรขจายไปไกลที่สุดในบรรดากุ้ยฮวาทั้ง 3 สี เรียกว่า “ตันกุ้ย” แปลว่า กุ้ยฮวาสีแดง

ชาวจีนใช้กลีบดอกหอมหมื่นลี้ผสมในชาดำหรือชาเขียว เรียกว่า ชากุ้ยฮวา กรรมวิธีดังกล่าวก็คล้ายคลึงกับการใช้กลีบดอกมะลิบ่มใบชา กลายเป็น jasmine tea หรือชาหอมมะลิอันลือชื่อของชาวจีนนั่นเอง

ชาหอมหมื่นลี้ของจีน ที่มาภาพ : http://www.toptropicals.com

อาหารขึ้นชื่อของนครเทียนจินเรียกว่า “ฉาทัง” ทำจากแป้งข้าวฟ่างคั่ว รินน้ำเดือดลงไปจนแป้งเหลว เพิ่มความอร่อยด้วยการเติมน้ำปรุงรสที่ทำจากดอกหอมหมื่นลี้ แล้วโรยน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดง เป็นที่นิยมรับประทานกันในกรุงปักกิ่งอีกด้วย

ชาวจีนโบราณยังรู้จักนำเมล็ดดอกหอมหมื่นลี้ไปกวนให้เหนียวจนได้น้ำมัน เรียกว่า “กุ้ยอิ๋ว” หรือน้ำมันดอกหอมหมื่นลี้ นอกจากนี้ยังนำรวงผึ้งมาผสมกับดอกหอมหมื่นลี้และนำไปทอดในน้ำมัน จนได้ขนมที่มีรสชาติหอมอร่อย เรียกว่า “กุ้ยเกา” ดอกหอมหมื่นลี้นี้หากนำมาใส่ไว้ในขวดเหล้า รอจนหุงข้าวสุกแล้วนำไปนึ่งก็จะได้เหล้าดอกหอมหมื่นลี้อีกด้วย

ดอกหอมหมื่นลี้ชนิดสีเหลืองทองมักใช้สกัดหัวน้ำหอม หัวน้ำมันดอกหอมหมื่นลี้ที่ส่งออกจากประเทศจีนนี้ราคาแพงมหาศาลถึงกิโลกรัมละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 132,000 บาท) มักใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมชั้นสูงหรืออุตสาหกรรมอาหาร

สารหอมในดอกหอมหมื่นลี้นี้ก็ประกอบด้วยสารจำพวก ionone ที่พบในดอกไวโอเล็ตด้วย ให้กลิ่นแนว floral-woody คือเป็นกลิ่นออกหวานเจือกลิ่นเนื้อไม้ นอกจากนี้ก็มี cis-jasmone ซึ่งเป็นสารหอมชนิดเดียวกับที่พบในดอกมะลิ มีกลิ่นหอมเย็นนุ่มนวล รวมทั้งสารจำพวก lactone ที่มีกลิ่นหอมน่ารับประทานคล้ายลูกพีชหรือแอพปริค็อต

ปัจจุบันบริษัทน้ำหอมในต่างประเทศก็นิยมผลิตน้ำหอมที่ใช้ดอกหอมหมื่นลี้เป็นกลิ่นหลัก โดยมากจะเป็นแบรนด์ประเภท niche ที่เจาะกลุ่มลูกค้าแฟนพันธุ์แท้น้ำหอมโดยเฉพาะ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพสูงและศิลปะการปรุงน้ำหอมที่สร้างกลิ่นโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ผู้ผลิตมักผสมกลิ่นหอมหมื่นลี้เข้ากับดอกไม้ถิ่นร้อนกลิ่นหอมหวานชนิดอื่นเพื่อให้กลิ่นเสริมกัน อาทิ ลำโพง ซ่อนกลิ่น มะลิ ดอกส้มหรือเนโรลี โดยอาจใช้วานิลลาหรือมัสค์เป็นกลิ่นฐาน (base note) เพื่อเพิ่มความหอมอบอุ่นเย้ายวน น้ำหอมจำพวกนี้มีอยู่หลายกลิ่นด้วยกัน เช่น Osmanthus ของ Keiko Mecheri หรือ  Datura Noir ของ Serge Lutens

น้ำหอม Osmanthe Yunnan ของ Hermes ที่มาภาพ : http://www.osmoz.com

 

ผู้ผลิตน้ำหอมบางรายก็ปรุงกลิ่นให้หอมสดชื่นด้วยการผสมกลิ่นผลไม้ตระกูลส้ม สมุนไพร หรือกลิ่นใบชาเพื่อตัดกับความหอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ซื้อ ตัวอย่างกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ผสมใบชาก็ได้แก่ Osmanthe Yunnan ของ Hermes แบรนด์เครื่องหนังและแฟชั่นสุดหรูสัญชาติฝรั่งเศสที่สาวไทยผู้มีรสนิยมวิไลคงรู้จักกันดี น้ำหอมกลิ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมจีน จึงตั้งชื่อให้สื่อถึงมณฑลยูนนานอันเป็นถิ่นกำเนิดของดอกหอมหมื่นลี้นั่นเอง                                              

 

ดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกกันในประเทศไทยนั้น เจริญเติบโตได้ดีในเขตภูมิอากาศหนาวเย็นอย่างเช่นบนดอยแม่สลองในจังหวัดเชียงราย หรือดอยอ่างขางในจังหวัดเชียงใหม่ บนดอยแม่สลองนี้เขาผลิตชาหอมหมื่นลี้ขายด้วย ใครที่มีโอกาสแวะเวียนไปชมความงามของธรรมชาติบนดอยแห่งนี้ ก็อย่าลืมซื้อหาติดไม้ติดมือมาลองชิมดู ส่วนในภาคกลางเช่นที่กรุงเทพมหานครนั้นก็มีผู้นิยมซื้อหาต้นหอมหมื่นลี้มาปลูกประดับบ้านเช่นเดียวกัน แต่ทราบมาว่าดอกไม่ใคร่ดกสะพรั่งเหมือนต้นหอมหมื่นลี้ที่ปลูกบนภูสูง                     

 

หอมหมื่นลี้ถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิในตำนานของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายาน ชาวจีนและญี่ปุ่นนิยมปลูกต้นหอมหมื่นลี้ในวัด เชื่อกันว่าการคุกเข่าลงเบื้องหน้าต้นหอมหมื่นลี้เพื่อสูดดมกลิ่นหอมหวานเปรียบได้กับการน้อมคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ ในฤดูใบไม้ร่วงซึ่งหอมหมื่นลี้หลายพันธุ์ในประเทศจีนแย้มกลีบบานสะพรั่ง ก็จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกหอมหมื่นลี้ซึ่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สถานที่สำคัญในนครเซี่ยงไฮ้อย่างสวนกุ้ยหลินหรือสวนพฤกษศาสตร์แห่งเซี่ยงไฮ้ล้วนเป็นแหล่งรองรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาชมความงามของดอกหอมหมื่นลี้และอธิษฐานขอพรจากเทวีแห่งดวงจันทร์ให้ชีวิตประสบแต่ความสุข

 

ผู้เขียนไปอ่านพบตำนานเกี่ยวกับเทวีแห่งดวงจันทร์ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง (www.paghat.com) ซึ่งเล่าขานเรื่องราวไว้อย่างสนุกน่าติดตาม จึงจะขอเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้  แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าเรื่องที่เล่านี้อาจไม่ตรงกับตำนานจีนเกี่ยวกับพระจันทร์เวอร์ชั่นอื่นๆ ที่คนไทยเราเคยอ่านผ่านตากันมาแล้ว เพราะตำนานเหล่านี้มีอยู่หลายเวอร์ชั่น และไม่ตรงกันเสียทีเดียวนัก

ฉังเอ๋อ เทวีแห่งดวงจันทร์ ที่มาภาพ : www.paghat.com

ฉังเอ๋อ เทวีแห่งดวงจันทร์ ที่มาภาพ : http://www.paghat.com

ตำนานที่ผู้เขียนเลือกมานี้ เล่าว่า เทวีแห่งดวงจันทร์เดิมเป็นเทพธิดานามว่า ฉังเอ๋อ สามีของนางเป็นนักแม่นธนูแห่งสรวงสวรรค์นาม โฮ่วอี้ ในช่วงปฐมกาลของโลก โอรส 10 องค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ ประมุขแห่งสรวงสวรรค์ ได้ส่องแสงสว่างมายังโลก ทว่าการที่โอรสทั้ง 10 หรือพระอาทิตย์ทั้ง 10 ดวงต่างสาดแสงแรงกล้ามายังโลกพร้อมกัน ทำให้โลกร้อนระอุและเกิดความแห้งแล้งอดอยาก โฮ่วอี้ได้ยินเสียงอธิษฐานวิงวอนของมนุษย์ที่เดือดร้อนแสนสาหัส จึงห้ามมิให้ดวงอาทิตย์ทั้ง 10 ขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน ทว่าทั้งหมดไม่ยินยอม โฮ่วอี้จึงเล็งศรยิงดวงอาทิตย์ 9 ดวงตกลงไป เหลือเพียงดวงเดียวที่ส่องแสงมายังพื้นพิภพ ทำให้โลกกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง                                                                       

เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบความดังนั้นก็พิโรธนัก ทรงตรัสแก่โฮ่วอี้ว่า “เจ้ารักใคร่โลกมนุษย์มากเสียจนกล้าทำลายแสงสว่างแห่งสวรรค์เชียวหรือ ถ้าเช่นนั้น เจ้าจะถูกเนรเทศจากสวรรค์และไปอยู่กับมนุษย์ผู้ไร้ความเป็นอมตะเหล่านั้นเสียเถิด” โฮ่วอี้จึงจุติลงมาเกิดเป็นจักรพรรดิสวนจงแห่งราชวงศ์ถัง ได้ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขสืบมา ทว่าเทพธิดาฉังเอ๋อซึ่งมาเกิดเป็นมเหสีของพระองค์นั้นกลับเฝ้าคิดถึงแต่ชีวิตอมตะบนสวรรค์  มิได้สนใจพระสวามี นางมักรอจนพระจักรพรรดิบรรทม จึงแอบมาอธิษฐานรำพึงรำพันต่อพระจันทร์เต็มดวงว่า “สามีของเราถูกเนรเทศจากสวรรค์ แต่เหตุใดเราจึงต้องมาทนทุกข์ยากร่วมกับเขา เราปรารถนาแต่ความอ่อนเยาว์ตลอดกาลและชีวิตอันแสนสุขบนสรวงสวรรค์ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยสวนอันสวยงาม” เมื่อโฮ่วอี้จับได้ว่าพระมเหสีมิได้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์เช่นนั้นก็พิโรธมาก ด้วยความโกรธแค้น โฮ่วอี้กลายเป็นจักรพรรดิที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน จนบ้านเมืองเกิดการกบฏวุ่นวาย       

 

คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง โฮ่วอี้และมเหสีนั่งชมความงามของพระจันทร์ในสวน มีพระในลัทธิเต๋ารูปหนึ่งขอเข้าเฝ้าและถวายเหล้าไวน์ที่ทำจากดอกหอมหมื่นลี้ พระรูปนั้นแกะห่อกระดาษที่นำมาด้วย และโรยผงที่มีประกายระยิบระยับลงไปในถ้วยไวน์ พลางทูลพระจักรพรรดิว่า “ยานี้จะทำให้พระองค์กลับเป็นอมตะอีกครั้ง” โฮ่วอี้ได้ฟังดังนั้น ก็คิดในใจว่า ‘เวลานี้ประชาชนเป็นกบฏต่อเรา ชะรอยพระรูปนี้จะคิดวางยาพิษเรา อย่ากระนั้นเลย เราจะให้ภรรยาของเราลองดื่มยานี้ก่อน’ พระองค์จึงตรัสแก่มเหสีว่า “ในเมื่อเจ้าปรารถนาความเป็นอมตะ ก็จงดื่มก่อนเถิด”                 

                                    

ฝ่ายพระมเหสีเมื่อรับถ้วยไวน์จากพระสวามีก็คิดว่า “สามีของเรากลายเป็นทรราชไปเสียแล้ว หากทำให้เขากลายเป็นอมตะ ก็จะเป็นภัยต่อโลกยิ่งนัก” เมื่อคิดได้ดังนั้นพระนางจึงดื่มยาเข้าไปทั้งหมด พระจักรพรรดิเห็นดังนั้นก็กริ้วมาก ทรงชักดาบขึ้นหมายจะตัดเศียรพระมเหสี ทว่าพลังของยานั้นทำให้พระนางสามารถเหาะหนีไปโดยหมายจะกลับสวรรค์ แต่พลังก็หมดลงทันทีที่เสด็จถึงดวงจันทร์ ที่นั่นพระนางพบทางเข้าพระราชวังอันกว้างใหญ่ และต้นหอมหมื่นลี้ขนาดยักษ์ซึ่งข้างใต้มีกระต่ายหยกกำลังตำสมุนไพรเพื่อปรุงยาอายุวัฒนะ พระนางได้พบทุกสิ่งที่เคยฝันถึง แต่ไม่นานก็พบว่าไม่มีใครอื่นอยู่เลยนอกจากกระต่ายตัวนั้น จึงรู้สึกโศกเศร้าเสียใจในความผิดที่ได้ทรยศต่อสามี จนต้องใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพัง                                                                                             

 

ชาวจีนบางคนเชื่อว่า เทพธิดาฉังเอ๋อเป็นพระโพธิสัตว์ที่เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ในเวลาเดียวกับที่ทรงบรรลุธรรม เพราะเป็นเวลาที่พระนางเกิดความเมตตาแก่ชาวโลกอย่างหาที่สุดมิได้ พระนางจึงเลือกที่จะไม่เหาะไปไกลกว่าดวงจันทร์ เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆ คอยคุ้มครองชาวโลกที่เดือดร้อน ในช่วงพระจันทร์เต็มดวงในฤดูใบไม้ร่วง พระนางจะเสด็จกลับลงมายังโลกเพื่อโปรดเหล่ามนุษย์       

 

ตำนานเล่าว่า หลายร้อยปีหลังเทพธิดาฉังเอ๋อเสด็จสู่ดวงจันทร์ คนตัดไม้ผู้หนึ่งนามว่า อู๋กัง ได้ลักลอบเข้าไปในสวนภายในเขตวิหารของพระนางซีหวังหมู่ พระแม่เจ้าแห่งตะวันตก เพื่อจะตัดไม้จากต้นหอมหมื่นลี้เก่าแก่ของพระนางไปทำฟืนขาย อู๋กังแบกไม้ไว้บนหลังและเล็ดลอดหนีไปได้ แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาทิ้งตัวลงนอนพัก และเมื่อลืมตาขึ้น ก็ได้เห็นสวนอันสวยงามแห่งหนึ่ง จึงลุกขึ้นเดินไปจนพบกระต่ายหยกใต้ต้นหอมหมื่นลี้ขนาดยักษ์ เขาจึงถามกระต่ายว่า “นี่คือที่ใดกันหรือ” กระต่ายตอบว่า “นี่เป็นสวนบนดวงจันทร์ของฉังเอ๋อ” อู๋กังจึงถามต่อว่า “แล้วท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”                                                

 

กระต่ายจึงตอบว่า “นานมาแล้ว ปราชญ์ 3 ท่านได้ปลอมแปลงกายเป็นขอทานเพื่อทดสอบคุณธรรมของสุนัขจิ้งจอก ลิง และตัวข้า พวกเขาขออาหารจากเจ้าหมาจิ้งจอก และจิ้งจอกก็ให้องุ่นไป พวกเขาขออาหารจากลิง และลิงก็ให้ผลแตงแก่พวกเขาคนละชิ้น แต่เมื่อพวกเขามาขออาหารจากข้า ข้าก็มีเพียงหญ้าซึ่งคงไม่พอประทังชีวิตพวกเขา ด้วยความสงสาร ข้าจึงขอให้พวกเขากินข้าเป็นอาหาร คุณความดีในครั้งนั้นทำให้ข้ามีวิญญาณอมตะและได้มาอาศัยอยู่ในสวนแห่งนี้ซึ่งข้าจะได้ฝึกวิชาสมุนไพรอย่างมีความสุข แต่สำหรับมนุษย์แล้ว ดวงจันทร์นั้นทั้งกว้างใหญ่และหนาวเย็น”          

 

“แล้วเหตุใดข้าจึงตื่นขึ้นมาในสวนของท่าน” อู๋กังถาม    

 

“เจ้าตัดต้นหอมหมื่นลี้ศักดิ์สิทธิซึ่งเป็นหลานของต้นหอมหมื่นลี้ที่ให้ร่มเงาแก่สวนบนดวงจันทร์แห่งนี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ประมุขแห่งสรวงสวรรค์จึงเนรเทศเจ้ามาที่นี่เป็นการลงโทษ แต่เจ้าสามารถกลับไปยังโลกได้ทันทีที่เจ้าโค่นต้นหอมหมื่นลี้บนดวงจันทร์ได้สำเร็จ” กระต่ายตอบ                                    

 

คนตัดไม้ซึ่งคิดถึงครอบครัวของเขาบนโลกมนุษย์ จึงรีบลงมือโค่นต้นไม้ต้นนั้นทันที แต่ทุกครั้งที่เขาใช้ขวานฟันลงไป กิ่งไม้ก็กลับงอกออกมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เขายังคงตัดแล้วตัดอีกอย่างไม่จบสิ้นจนถึงทุกวันนี้

 

ขนมไหว้พระจันทร์ “Osmanthus Snow Skin Mooncake” ซึ่งเปลือกขนมแต่งกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ไส้ขนมทำจากถั่วดำ ไพน์นัต และไข่เค็ม ฝีมือเชฟโรงแรม Meritus Mandarin สิงคโปร์ ที่มาภาพ : http://simplyfabulicious.wordpress.com

ชาวจีนจัดงานเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์หรือเทศกาลแห่งการกลับมาพบกันอีกครั้ง ในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนกันยายน เพื่อคารวะต่อเทวีแห่งดวงจันทร์ กระต่าย และคนตัดไม้ เวลาค่ำในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกหอมหมื่นลี้เบ่งบาน ครอบครัวชาวจีนจะออกมานั่งล้อมวงในสนามเพื่อกินขนมไหว้พระจันทร์ คุณย่าคุณยายก็จะเล่าตำนานอันน่าประทับใจเกี่ยวกับดวงจันทร์และดอกหอมหมื่นลี้ให้ลูกหลานฟังอย่างสนุก สนาน ตำนานดังกล่าวจึงยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบัน

น้ำหอมกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้หรือที่ใช้หอมหมื่นลี้เป็นส่วนผสม

mass market/counter brands : Very Michael Kors by Michael Kors, Flora by Gucci, Un Printemps à Paris by Celine Dion Parfums, First Love by Van Cleef & Arpels, Echo by Davidoff 

niche/exclusive brands : Datura Noir และ Nuit de Cellophane by Serge Lutens, Osmanthus by Ormonde Jayne, Osmanthus by The Different Company, Osmanthus by Keiko Mecheri, Osmanthus Interdite by Parfum d’Empire, Osmanthe Yunnan by Hermes, Kismet by Yosh, Iles d’Amour by Fragonard, Tanit by Profumi di Pantelleria, Frangipane by The Garden Party

*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ