ที่มา : www.andyfilm.com

ที่มา : http://www.andyfilm.com

ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งสร้างจาก นวนิยายระดับเบสต์เซลเลอร์ของ Patrick Süskind ที่คอหนังหลายคนน่าจะเคยได้ชมมาแล้ว เรื่องเล่าถึงหนุ่มยากไร้คนหนึ่ง ผู้มีลักษณะประหลาดผิดแผกจากมนุษย์มนาทั่วไปตรงที่ไม่มีกลิ่นตัว ซึ่งก็มักจะทำให้เขาเป็นที่ชิงชังรังเกียจของคนทั่วไปอยู่เสมอ แต่ความผิดปกตินี้ก็ถูกแทนที่ด้วยพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้คือประสาทรับกลิ่นอันเป็นเลิศเหนือมนุษย์ เขาทะยานอยากจะเข้าฝึกงานกับนักปรุงน้ำหอมแก่ๆ คนหนึ่งในปารีส ซึ่งก็รับเขาเป็นศิษย์ในที่สุด เมื่อได้เห็นพรสวรรค์อันน่าทึ่งของชายหนุ่ม

ไม่นานกิจการของนักปรุงน้ำหอมก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีกลิ่นใหม่ๆ ออกวางขายจำนวนมาก ทั้งหมดล้วนมาจากฝีมือชายหนุ่มซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ต้องการค่าตอบแทนอะไร นอกเสียจากได้เรียนรู้วิธีสกัดกลิ่นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ นับวันเขาเริ่มแสดงความกระหายอันวิปริต เช่นเริ่มทดลองสกัดกลิ่นตัวของแมวเป็นๆ หรือกลิ่นจากโลหะ เมื่อไม่สำเร็จ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจกล่าวคำอำลาเพื่อเดินทางไปยังเมือง Grasse ดินแดนศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำหอมโลก และเข้าทำงานในไร่แห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาได้รู้จักเทคนิคที่เรียกว่า enfleurage คือการวางกลีบดอกไม้ลงบนแผ่นแก้วที่เคลือบด้วยไขมันสัตว์ เพื่อให้กลิ่นหอมจากกลีบดอกละลายออกมาในไขมัน

ไม่นานก็เริ่มเกิดเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวขึ้น เมื่อหญิงสาวพรหมจรรย์ต่างหายสาบสูญไปทีละคน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเธอถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด จากนั้นศพซึ่งยังอุ่นอยู่จะถูกชโลมด้วยไขมันสัตว์เหมือนหลักการสกัดกลิ่นที่ชายหนุ่มได้เรียนรู้มา “ต้องปฏิบัติกับดอกไม้อย่างนุ่มนวลราวกับมันเป็นหญิงสาว วางแต่ละกลีบลงบนไขมันอย่างประณีต เพื่อให้ดอกไม้เหล่านั้นตายช้าๆ โดยที่มันไม่รู้ตัว ทิ้งกลิ่นหอมกรุ่นกำจายเอาไว้”

ชายหนุ่มปลิดชีพหญิงสาวคนแล้วคนเล่า และ ‘สกัด’ กลิ่นจากเรือนกายของพวกเธอ เพื่อสร้างกลิ่นอันเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้แก่เขาอีกครั้ง แน่นอนว่าท้ายที่สุดมนตร์สะกดของกลิ่นหอมที่เขาสร้างขึ้นเองกับมือ ได้ช่วยให้เขารอดพ้นจากอาญาแผ่นดินในข้อหาฆาตกรต่อเนื่อง แต่ก็นำพาเขาไปสู่จุดจบอันน่าสยดสยองด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้เขียนดูหนังเรื่องนี้จบแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า มีอะไรในกลิ่นกายคนที่กระตุ้นเร้าแรงปรารถนาทางเพศ? ทั้งที่กลิ่นที่ว่านั้นจะให้คำจำกัดความว่า ‘หอม’ ก็คงไม่ใคร่ถูกต้องนัก เมื่อนึกถึงความหอม เราอาจนึกถึงดอกไม้ที่บานสะพรั่งในสวน เค้กที่อบเสร็จใหม่ๆ ไอศกรีมวานิลลา หรือช็อคโกแลตร้อนๆ กลิ่นจากร่างกายมนุษย์นั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าหอมเลย แต่เป็นกลิ่นออกฉุนเอียนหรือเหม็นคาวผิวหนังที่ตายแล้ว ปนกลิ่นเลือดเนื้อและสิ่งปฏิกูลในร่างกาย แต่เราหลายคนก็ยังเวียนว่ายจมดิ่งอยู่ในกลิ่น ‘ดำกฤษณา’ นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนน่าสงสัยจริงๆ ว่าเป็นเพราะอะไร

เรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์อธิบายไว้ว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ “ฟีโรโมน” ซึ่งสิ่งมีชีวิตใช้เป็นเครื่องสื่อสารกับสมาชิกในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ฟีโรโมนเพศในร่างกายสัตว์โลกมีไว้เพื่อดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้เพื่อสืบทอดและดำรงเผ่าพันธุ์กันต่อไป มีการวิจัยที่ให้ชาย-หญิงแท้ และเกย์ สูดดมสารที่ได้จากฮอร์โมนเพศของทั้งชายและหญิง ปรากฏว่าสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมทางเพศของทั้งชายและหญิงแท้ต่างถูกกระตุ้นโดยสารที่ได้จากฮอร์โมนของเพศตรงข้าม แม้แต่สมองส่วนที่ควบคุมเรื่องเพศของเกย์ก็ตอบสนองต่อสารจากฮอร์โมนของชายแท้ ในทางกลับกัน การให้ทั้งชาย-หญิงและเกย์ดมกลิ่นอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งไม่ได้มาจากฮอร์โมนเพศ กลับมีผลเฉพาะต่อสมองส่วนที่ควบคุมการรับกลิ่นเท่านั้น จึงเชื่อกันว่าสารเคมีเหล่านี้ก็คือฟีโรโมนในร่างกายมนุษย์ที่มีคุณสมบัติดึงดูดเพศตรงข้ามนั่นเอง

แม้แต่ประสาทรับกลิ่นโดยทั่วไปของเราก็สัมพันธ์กับสมองส่วนที่คุมอารมณ์ความรู้สึกและสัญชาตญาณ มากกว่าสมองส่วนที่กำกับความเฉลียวฉลาด จึงกล่าวกันว่าการรับกลิ่นของคนเรามักจะมาก่อนความเฉลียวฉลาดและการใช้เหตุผลซึ่งเกิดจากการศึกษาเรียนรู้และการอบรมบ่มเพาะทางสังคมวัฒนธรรม แต่เกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณดิบหรือ animal instinct นั่นเอง – ก็เป็นตลกร้ายที่ขำไม่ค่อยออก ที่พระเจ้าหรือกฎธรรมชาติวาง ‘กับดัก’ ทางร่างกายนี้ไว้ให้แก่มนุษย์ แต่ก็ดูเหมือนจะคาดหวังให้เราหลุดพ้นเป็นอิสระจากบ่วงนี้ให้ได้สักวันหนึ่งเช่นเดียวกัน

เมื่อกลิ่นกายหรือฟีโรโมนเป็นส่วนสำคัญของการสืบพันธุ์ ซึ่งดูจะเป็นกิจกรรมที่ชาวโลกเราชื่นชอบนักหนา จึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำหอมจำนวนมากในท้องตลาดได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นที่ว่า บางอย่างก็ถึงขนาดจำลองกลิ่นอวัยวะใต้ร่มผ้าทั้งหลายมาไว้ในขวดเอาเลยทีเดียว กลิ่น Black Orchid ของ Tom Ford อดีตดีไซเนอร์ประจำห้องเสื้อ Gucci และ Yves Saint Laurent อันโด่งดัง มีส่วนผสมของกลิ่นกล้วยไม้และเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งเจ้าตัวตั้งใจจะให้ออกมาคล้ายกลิ่นเป้ากางเกงของคุณผู้ชาย น้ำหอม A La Nuit ของ Serge Lutens เป็นกลิ่นดอกมะลิที่หอมแรงเจือกลิ่นสาร indole (สารประกอบในดอกมะลิที่มีไว้ล่อแมลงกลางคืน) ซึ่งมีกลิ่นคล้ายอุจจาระอยู่หน่อยๆ น้ำหอมชายบางอย่างทำเลียนแบบกลิ่นเหงื่อที่อาบชโลมผิวกายหลังการออกแรงอย่างหนัก อีกหลายกลิ่นมีส่วนผสมของยี่หร่าที่ให้กลิ่นสาบคล้ายรักแร้ มนุษย์เรายังรู้จักปรุงน้ำหอมโดยหยิบยืมกลิ่นจากต่อมบริเวณใต้ท้องกวางชะมด (musk) สำรอกของปลาวาฬ sperm whale (ambergris) และกลิ่นจากต่อมใกล้ทวารหนักของชะมดเช็ด (civet) มานานแล้ว ฟังแล้วอาจชวนสะอิดสะเอียน แต่ว่ากันว่าหากใช้ในปริมาณน้อยนิดกลับเพิ่มความหอมเย้ายวนให้กับผิวกายได้อย่างน่าประหลาด

ต่อมสืบพันธุ์ของกวางชะมด ที่มา : www.profumo.it

ต่อมสืบพันธุ์ของกวางชะมด ที่มา : http://www.profumo.it

กล่าวกันว่า น้ำหอมที่มีกลิ่นสัตว์ผสมอยู่ด้วยนั้น มักดึงดูดความสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปมากกว่ากลิ่นหอมจากพรรณพฤกษาล้วนๆ อย่างกลิ่นดอกไม้ ผลไม้ สมุนไพรหรือเครื่องเทศ ผู้เขียนว่ารสนิยมเรื่องกลิ่นนี้แทบไม่ต่างจากการลิ้มรสอาหาร จะเห็นได้ว่าในหลายวัฒนธรรมก็นิยมของแปลกอย่างอาหารที่มีกลิ่นฉุนแรงหรือเน่าเหม็นจากสัตว์ เช่น การบริโภคกะปิ น้ำปู น้ำบูดู ปลาร้า ปลาเค็มของคนไทยเรา ความนิยมเนยแข็งกลิ่นฉุนแรงหรือปลาแอนโชวีของชาวตะวันตก ผู้เขียนเองก็ติดใจรสชาติอาหารพื้นบ้านของไทยที่มีกลิ่นแรงพวกนี้เหมือนกัน สังเกตว่าเมื่อได้กลิ่นครั้งแรกก็รู้สึกขยาดอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อได้ลองชิมแล้ว มันมีอะไรไม่รู้ในกลิ่นและรสที่ช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้อยากรับประทานมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนสารเสพติดอยู่หน่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นของขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารไปเลย เพราะทำให้กินได้มาก ทำนองเดียวกับผักจิ้มน้ำพริกนานาชนิด ซึ่งเป็นอาหารยอดฮิตประจำชาติไทยเรามาช้านาน

พูดถึงเรื่องอาหารนี้ ผู้เขียนเองก็เคยตั้งใจจะรับประทานมังสวิรัติอยู่เหมือนกัน แม้จะทำได้เป็นครั้งคราว ยังไม่ถึงขั้นตลอดชีวิต เพราะตระหนักว่าการกินเนื้อสัตว์มากๆ นั้น เป็นการทำลายชีวิตสัตว์และระบบนิเวศน์ เนื่องจากกระบวนการเลี้ยงสัตว์ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมหาศาล จนสภาพแวดล้อมเสียสมดุล เป็นผลร้ายต่อโลกของเราเอง เพียงแต่พักหลังมานี้ ก็มีการผ่อนปรนลงบ้าง คือรับประทานปลา ไก่ และอาหารทะเลบ้างตามสมควร ลดการกินเนื้อหมูและเนื้อวัวให้น้อยลง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ได้กลิ่นหมูทอดหรือเนื้อย่างทีไร ก็อดน้ำลายสอไม่ได้ ช่วงที่กินมังสวิรัติใหม่ๆ นั้น ยังจำได้ว่าหลายครั้งรู้สึกเหมือนไม่อิ่มหรือไม่อยู่ท้อง ลองไปสอบถามคนใกล้ตัวซึ่งเป็นนักมังสวิรัติตัวยง ก็ได้ความว่า จริงๆ แล้วการทานเจหรือมังสวิรัติไม่ได้มีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร เพราะพวกเนื้อสัตว์เทียมต่างๆ ก็ทำจากถั่วซึ่งให้โปรตีนคุณภาพแก่ร่างกายได้ไม่แพ้กัน แต่ที่รู้สึกไม่อิ่มท้องนั้นก็เป็นเพราะอคติหรือความรู้สึกของเราเอง เนื่องจากคุ้นชินกับกลิ่น-รสของเนื้อสัตว์มานาน

ผู้เขียนเลยเดาว่าสมองของตัวเองคงเชื่อมโยงกลิ่นเนื้อสัตว์เข้ากับความเอร็ดอร่อยน่ารับประทานและการตอบสนองต่อความหิวกระหายไปแล้วโดยอัตโนมัติ เพราะสังเกตตัวเองว่าเป็นคนชอบทานเนื้อสัตว์มากและไม่ค่อยทานผักหรือถั่วมาตั้งแต่เด็กแล้ว กลิ่นอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์นั้นหอมยั่วลิ้นมากพอๆ กับที่กลิ่นถั่วและผักบางชนิด เช่น ขึ้นฉ่ายหรือตั้งโอ๋ ทำให้คลื่นไส้จนแทบทนไม่ได้ เลยเป็นอุปสรรคต่อความพยายามทานอาหารมังสวิรัติมาจนทุกวันนี้ จนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์เราหรืออย่างไร ที่ยังคงสัญชาตญาณ ‘นักล่า’ มาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังมีการปลูกฝังกันมานานผ่านการศึกษา ว่าต้องกินอาหารให้ครบหมู่ และโปรตีนจากเนื้อสัตว์นั้นสำคัญมากในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง จนกลายเป็นความเชื่อฝังลึกที่กำกับพฤติกรรมการกินของเราไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อนึกทบทวนดูแล้วก็น่าเศร้าใจอยู่ไม่น้อย ที่การมีชีวิตรอดของเราต้องได้มาด้วยการสละชีวิตของสัตว์โลกเผ่าพันธุ์อื่นจำนวนมาก น่ากลัววิบากกรรมที่คงจะตามมาสนองไม่ช้าก็เร็ว แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นได้จากภัยธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวและโรคระบาดร้ายแรงต่างๆ

ฤาจะเป็นอย่างที่มีคนเคยกล่าวเชิงเสียดสีไว้ว่า ชีวิตคนเรานี้เอาเข้าจริงก็มีแต่ “กิน ขี้ ปี้ นอน” เท่านั้น การตลาดและการโฆษณาทุกวันนี้ จึงสนองต่อความกระหายใหญ่ๆ อยู่ ๒ เรื่อง คือ กิน และ กาม โดยเฉพาะเรื่องกามนี้ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า เชื่อมโยงกับเรื่องกลิ่นอย่างแยกไม่ออก และแทบไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์วงการน้ำหอม ที่จะมีการพูดถึงเซ็กส์อย่างเปิดเผยสุดๆ เหมือนในสมัยนี้ อย่างที่มีการจำลอง ‘กลิ่น’ เซ็กส์มาไว้ในขวดให้ประพรมร่างกายกันได้ตามชอบใจเลยทีเดียว ไหนจะแคมเปญโฆษณาที่ใช้พรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อหรือสาวงามที่โชว์ใบหน้าและเรือนร่างชวนหลงใหล เหมือนจะบอกว่าใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของเสน่ห์ยวนเย้าอย่างนั้นได้ด้วยน้ำหอมเพียงขวดเดียว

ที่มา : www.flash-screen.com

ที่มา : http://www.flash-screen.com

โฆษณาเหล่านี้ดูแล้วเหมือนๆ กันไปหมด เพราะประสบความสำเร็จในการเรียกลูกค้า จนกลายเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมของเราไปเสียแล้ว ที่กลิ่นหอมถูกโยงเข้ากับเรื่องเพศโดยอัตโนมัติ แทบไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าจุดประสงค์หลักของการประพรมเครื่องหอมต่างๆ ก็เพื่อสร้างเสน่ห์ดึงดูดความสนใจเพศตรงข้าม จนบางทีก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันช่างเป็น cliché หรือวลีซ้ำซากที่ฟังแล้วน่าเบื่อเหลือเกิน เพราะก็ยังมีอีกหลายคนที่ ‘wearing perfumes just for the sake of perfumery’ เหมือนคนรักไวน์ที่ลิ้มรสไวน์เพื่อดื่มด่ำในวัตถุดิบและศิลปะการทำไวน์ มิใช่สักแต่ดื่มเพื่อให้เมามายอย่างเดียว กลิ่นหอมนั้นสามารถสื่อถึงความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำดีๆ ในชีวิต อย่างกลิ่นสดชื่นของดอกไม้และใบไม้เขียวขจี กลิ่นซาบซ่านของสมุนไพรหรือเครื่องเทศ กลิ่นไอดินหลังถูกพร่างพรมด้วยสายฝน กลิ่นข้าวที่หุงใหม่ๆ หรือกลิ่นน้ำนมที่ติดบนผิวของเด็กอ่อน กลิ่นเหล่านี้ถูกจับมาใส่ขวดเพื่อให้เราเลือกหยิบมาประพรมแล้วย้อนรำลึกถึงวันเวลาดีๆ ในชีวิตได้ โดยไม่จำเป็นต้องสื่อถึงเซ็กส์เลยแม้แต่น้อย

กลุ่มคนเหล่านี้ดูจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากสมาคมคนรักน้ำหอมในเว็บบล็อกต่างๆ ที่ discuss กันเรื่องกลิ่นอย่างเอาจริงเอาจัง เว็บไซต์ประเภทขาย sample หรือน้ำหอมขนาดทดลองของแบรนด์ประเภท niche หรือยี่ห้อเก่าแก่หายากต่างๆ ก็มีการแยกส่วนผสมหลักในน้ำหอมกลิ่นต่างๆ ไว้ให้ลูกค้าได้เห็นกันอย่างชัดเจน เพื่อจะได้เลือกกลิ่นที่ถูกจมูกตัวเองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลูกค้าเหล่านี้จะไม่พูดว่าอยากได้กลิ่น ‘หอมเซ็กซี่’ หรือ ‘กลิ่นที่แฟนจะหลง’ แต่จะบอกได้ทันทีว่าต้องการน้ำหอมที่มีส่วนผสมใดเป็นหลัก บางคนอาจชอบดอกไม้ถิ่นร้อนอย่างลั่นทมหรือซ่อนกลิ่น บางคนชอบกลิ่นเครื่องเทศหรือสมุนไพรอย่างขิง กระวาน หรือ กานพลู บางคนชอบกลิ่นผลไม้อย่างลูกพีช สับปะรด หรือลิ้นจี่ หลายคนติดอกติดใจกลิ่นขนมหวานอย่างช็อคโกแล็ต คัสตาร์ดหรือคาราเมล ขณะที่อีกจำนวนมากหลงใหลกลิ่นแปลกประหลาดอย่างกลิ่นน้ำหมึกหรือกลิ่นกระดาษใหม่ๆ วัตถุดิบหรือส่วนผสมเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนเหล่านี้ตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อน้ำหอมกลิ่นหนึ่ง

หลายคนไม่ได้เลือกซื้อน้ำหอมเพราะติดใจ image สุดเย้ายวนของพรีเซ็นเตอร์ที่ปรากฏตัวบนแคมเปญโฆษณา แต่สนอกสนใจว่าใครเป็น “nose” หรือนักผสมน้ำหอมผู้สร้างสรรค์กลิ่นดังกล่าวขึ้นมา ทำนองเดียวกับผู้คลั่งไคล้งานศิลปะที่ตามซื้อชิ้นงานของศิลปินในดวงใจ เหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า คนจำนวนหนึ่งได้แหวกกรอบ ‘เซ็กส์’ ที่สังคมกระแสหลักตีตราให้กับน้ำหอมและเลือกประพรมกลิ่นต่างๆ เพียงเพื่อสร้างสุนทรียะให้กับตัวเองล้วนๆ

ผู้เขียนนั้นออกจะมองโลกในแง่ดี จึงเชื่อว่าคนเราเกิดมาทั้งทีก็อุตส่าห์ได้ชื่อว่าสัตว์ประเสริฐ คงจะไม่ได้มีแต่ “กิน ขี้ ปี้ นอน” เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นผู้เขียนซึ่งเป็นคนสนใจใคร่รู้เรื่องกลิ่นหอมต่างๆ เอามาก ก็คงได้ชื่อว่าเป็นคนติดกาม ชาตินี้ไม่มีทางได้เข้าใกล้มรรคผลนิพพานเอากับใครเขาแน่ๆ แต่ความหลงใหลของผู้เขียนกลับกลายเป็นโอกาสที่ทำให้หันมาสนใจเรียนรู้ศาสตร์สาขาต่างๆ อีกมากมายที่ไม่เคยใส่ใจจริงจังมาก่อน เช่นวิชาพฤกษศาสตร์ที่ทำให้รู้ลักษณะของพืชหลากสปีชีส์ วิชาชีววิทยาที่ทำให้ทราบกลไกการสร้างกลิ่นของพรรณพฤกษาต่างๆ วิชาเคมีทำให้เข้าใจโครงสร้างของสารหอมทั้งจากธรรมชาติและที่สังเคราะห์ขึ้น วิชาจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องผลของการรับรู้กลิ่นต่างๆ ที่มีต่อจิตใจและระบบประสาท วิชาศิลปะ ในการปรุงแต่งกลิ่นให้มีทั้งความประสานกลมกลืนและขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างสูง

สุดท้ายแล้วความสนใจเรื่องเครื่องหอมซึ่งดูเหมือนเป็นของฟุ่มเฟือยไร้สาระ กลับทำให้ผู้เขียนได้เข้าใกล้สัจธรรมหรือกฎธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็นการเรียนรู้แบบ ‘บูรณาการ’ ซึ่งให้แรงบันดาลใจ ทำให้เห็นความซับซ้อนเชื่อมโยงของสรรพชีวิตและบังเกิดความน้อมเคารพในธรรมชาติขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ผู้เขียนเลยกล้าสรุปเอาเองว่า จริงๆ แล้วโลกกับธรรมนั้นไม่ได้แยกห่างจากกันเลย คนเราเข้าใจธรรมะได้ ก็จากการเรียนรู้โลกนี่เอง

และก็อย่างที่เล่ามาตั้งแต่ต้นแล้วว่า คนเรานั้นไม่ได้หลงใหลแต่ของ ‘หอมๆ’ อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังชอบของ ‘เหม็นๆ’ อีกด้วย คงเพราะสัญชาตญาณมนุษย์นั้นชอบความท้าทาย ชอบทะลุกรอบหรือเส้นแบ่งต่างๆ ถ้าพูดในเชิงศาสนาก็อาจจะบอกว่าเป็นกรรมของเผ่าพันธุ์ก็ว่าได้ ที่สำคัญธรรมชาติในตัวมนุษย์เองก็ไม่ต่างจากเรื่อง ‘หอม’ และ ‘เหม็น’ คือมีทั้งดีและชั่ว สวยและน่าเกลียด เหมือนๆ กับสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ แม้ผิวกายจะถูกทำความสะอาดและชโลมด้วยเครื่องหอมต่างๆ อย่างไร หากมองทะลุเข้าไปถึงภายในร่างกายได้ ก็จะเห็นว่าประกอบขึ้นมาจากเลือดเนื้อ น้ำมูก น้ำเหลือง สิ่งปฏิกูลต่างๆ วันหนึ่งก็จะแตกสลายกลับเป็นธาตุทั้งสี่ คืนสู่พื้นพิภพต่อไป แต่ความจริงข้อนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เราเลิกขัดสีฉวีวรรณร่างกายตัวเองให้ดูงาม เพราะความงามนั้นจรรโลงจิตเรา ทั้งยังก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้พบเห็น เป็นเครื่องมือในการสมาคมกับผู้อื่นและเป็นสุนทรียะในการใช้ชีวิต ทั้งความหอมและเหม็น ความสวยและน่าเกลียด ความดีและชั่ว จึงมีไว้เพื่อให้เราเข้าใจธรรมชาติของมันโดยไม่ต้องตัดสิน มิต้องรักหลงใหลอย่างหนึ่งและเกลียดชังอีกอย่าง แต่ให้ตระหนักว่าทุกอย่างในโลกนั้น เมื่อมีขั้วหนึ่งก็ต้องมีอีกขั้วที่ตรงข้ามกันอยู่เป็นธรรมดา

*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดใดก็ตาม กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ