ช่วงนี้บ้านผู้เขียนกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและต่อเติม ซึ่งคงจะกินเวลานานหลายเดือนเลยทีเดียว ทุกวันจึงคุ้นชินกับภาพบรรดาช่างก่อสร้างเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณบ้าน พร้อมด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมของอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่กระทบเข้ากับไม้ อิฐ ปูน เหล็ก และอะไรก็ตามที่ประกอบขึ้นเป็นตัวบ้านหลังเก่าบางส่วนที่ถูกทุบทิ้งไป ฟังแล้วก็น่าทึ่งที่บรรดาชายที่ทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มเหล่านี้ช่างมีเรี่ยวแรงมากเสียเหลือเกิน จนนึกเห็นภาพกล้ามเนื้อที่ปูดโปนและเหงื่อที่ไหลโซมกายซึ่งกรำงานหนักขึ้นมาได้ทันที…อะแฮ่ม…ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจว่าผู้เขียนคิดอะไรมิดีมิร้ายไปเสียล่ะ เพียงแต่มันชวนให้คิดว่าพื้นที่ในการก่อสร้างนี้ช่างเป็นพื้นที่ของผู้ชายเสียจริงๆ อย่างยากที่ผู้หญิงจะแทรกเข้าไปได้ ถึงจะมีก็เป็นส่วนน้อยและมักเป็นการช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น คอยส่งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือให้ หรือทำอะไรที่ไม่ต้องใช้แรงมากนัก

 ทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า ความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือ physical strength นี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างไว้ให้แก่เพศชายโดยเฉพาะ ชดเชยกับการที่พระองค์ได้ประทานความนุ่มนวลอ่อนหวานและความเข้าใจในสิ่งที่ละเอียดซับซ้อนและปราณีตไว้ให้แก่ผู้หญิง เมื่อผู้เขียนได้กลิ่นไม้ ปูน เหล็ก รวมทั้งกลิ่นบุหรี่ที่ผสมกับกลิ่นเหงื่อจากร่างกายของช่างก่อสร้างเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนคุ้นชิน ก็เลยอดที่จะเชื่อมโยงกลิ่นเหล่านี้เข้ากับ ‘ความเป็นชาย’ ไปไม่ได้

 การลงแรงก่อสร้างบ้านเรือนนี้ถือเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดถึงพลังอำนาจของผู้ชาย ขณะที่ในบริบทแวดล้อมของการทำงานอื่นๆ คงเห็นได้ไม่ชัดเท่านี้ เพราะทุกวันนี้เส้นแบ่งทางเพศจางลงทุกที แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมทางเพศเป็นค่านิยมที่แพร่หลายไปทั่วโลก ที่สำคัญคือ “ความรู้อาจเรียนทันกันหมด” เราจึงเห็นผู้หญิงจำนวนมากก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เคยถูกครอบงำโดยเพศชายมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น นักบริหาร วิศวกร สถาปนิก ทหาร ตำรวจ ไล่มาจนถึงคนขับรถ ส่วนผู้ชาย (แท้) หลายคนก็เชี่ยวชาญในวิชาชีพที่เคยถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานของผู้หญิง เช่น พ่อครัว นักจัดดอกไม้ ช่างเสริมสวย หรือช่างตัดเสื้อสตรี

 ความนิยมชมชอบผู้ชายที่มีรูปลักษณ์และบุคลิกลักษณะแบบ macho man หรือผู้หญิงแบบ ultra feminine ยังอาจถึงขั้นเป็นที่น่าหัวเราะในความคิดของเด็กรุ่นใหม่ไปเลยด้วยซ้ำ ดูได้จากกระแสนิยมหนุ่มบอยแบนด์เกาหลีที่รูปร่างโปร่งบาง หน้าอ่อนใสแถมผิวเนียนสวยเหมือนผู้หญิง แถมยังพิถีพิถันเรื่องการตกแต่งร่างกายตามสไตล์หนุ่ม metro sexual ส่วนสาวๆ สมัยใหม่จำนวนมากก็ชอบใช้ชีวิตและแต่งองค์ทรงเครื่องแบบ tom boy ผสมผสานกับความอ่อนหวานแบบหญิงๆ เป็นกระแส androgyny ที่แพร่หลายทั่วไปในสังคมเสรีในปัจจุบัน 

ที่มา : www.igossipy.com

ที่มา : http://www.igossipy.com

แต่ไม่ว่ากระแสสังคมจะเคลื่อนไปในทิศทางใดก็ตาม ลึกๆ แล้วตัวผู้เขียนเองก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า  เส้นแบ่งระหว่างความเป็นชายและความเป็นหญิงนั้นมีอยู่จริง อย่างน้อยก็ในเรื่องรูปกายภายนอกที่ประกอบด้วยเครื่องบอกเพศต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้เพื่อให้เกิดการดึงดูดกันระหว่างเพศตรงข้าม ด้วยเหตุผลในการสืบทอดเผ่าพันธุ์ (อันนี้หมายถึงเฉพาะกรณีชายจริงหญิงแท้เท่านั้น) และในกรณีของผู้เขียน ก็คือความแตกต่างในเรื่อง physical strength ที่ต่อให้ฝึกฝนร่างกายตัวเองอย่างไรก็ไม่มีวันเทียบเท่าช่างก่อสร้างเหล่านี้ได้แน่

 เคยมีคนบอกว่า ‘ความเป็นชายชาตรี’ หรือ ‘ความเป็นกุลสตรี’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรม หรือเป็นสิ่งที่แต่ละสังคมสร้างให้กับเรา มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด แต่ผู้เขียนว่าการเรียนรู้ทางสังคมนี้มันก็มีรากฐานมาจากลักษณะทางชีววิทยาของมนุษย์นั่นแหละ เป็นธรรมชาติที่ปฏิเสธไม่ได้ ที่สำคัญมันก็มีประโยชน์คือช่วยในการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของมนุษย์ในสังคม ตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญอันเป็นผลมาจากลักษณะทางชีววิทยาของมนุษย์แต่ละคน

 ผู้เขียนเข้าใจว่า ในเมื่อผู้ชายส่วนใหญ่เกิดมามีร่างกายแข็งแรงกว่าผู้หญิง และมักมีสติปัญญาเชิงกลไกสูง ก็จึงถูกคาดหวังให้รับผิดชอบหน้าที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง เครื่องยนต์กลไก  หรือการป้องกันประเทศ ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีความสามารถในการทำงานที่ละเอียดประณีตหรือซับซ้อน ก็เลยถูกคาดหวังให้รับผิดชอบหน้าที่หลักในการดูแลบ้านและครอบครัว รวมถึงงานอื่นๆ ที่ต้องอาศัยสัญชาตญาณ อารมณ์ความรู้สึก และมุมมองของผู้หญิง ซึ่งผู้เขียนว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้สื่อว่าใครเหนือกว่าใคร หรือเก่งกว่าใคร แต่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งก็มีประโยชน์ในการเติมเต็มจุดอ่อนด้อยของแต่ละฝ่าย ส่วนใครที่สามารถพัฒนาทักษะหรือความสามารถอันโดดเด่นแตกต่างออกไปจากลักษณะร่วมทั่วๆ ไปทางเพศของตัวเองดังที่กล่าวข้างต้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสก้าวล่วงเข้าไปในโลกแห่งการงานที่ถูกมองว่าเป็นของเพศตรงข้ามเอาเสียเลย อย่างที่เราเห็นว่ามีนักปกครองหรือนักการทหารหญิงที่ประสบความสำเร็จอยู่หลายคนในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับพ่อครัวหรือพ่อบ้าน (butler) อีกจำนวนมากที่ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ และภาคภูมิใจในวิชาชีพของตน

 ว่ากันว่า สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน มักจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ในโลกของกลิ่นหอม ก็เลยมีคนเล่นกับประเด็นนี้อยู่เสมอ ด้วยการสร้างสรรค์กลิ่นที่บอก ‘ความเป็นชาย’ และ ‘ความเป็นหญิง’ รวมทั้งตอกย้ำด้วยภาพโฆษณาที่แสดงออกถึงเสน่ห์เย้ายวนทางเพศ เพื่อให้ผู้ที่ซื้อหามาประพรม ได้ใช้เสริมเสน่ห์ของตัวเองให้เป็นที่ต้องใจเพศตรงข้าม เพราะคนเรานั้นไวต่อกลิ่นอย่างมากและทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปฏิเสธว่าการรับรู้กลิ่นของมนุษย์มีผลต่อการเลือกคู่และกิจกรรมทางเพศ กลิ่นที่เชื่อว่าบ่งบอกความเป็นชาย ก็เช่น กลิ่นสดชื่นของน้ำหรือทะเล กลิ่นสมุนไพร เครื่องเทศ หรือไม้หอมที่สื่อถึงป่าเขาลำเนาไพร หรือกลิ่นยาสูบซึ่งเป็นของชอบของผู้ชายจำนวนมาก กลิ่นเหล่านี้มักสื่อถึงการเดินทางหรือการผจญภัยซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้ชายที่เชื่อกันว่าเซ็กซี่เย้ายวนและถูกใจผู้หญิงส่วนใหญ่ ส่วนกลิ่นที่บอกความเป็นหญิงก็เช่นกลิ่นดอกไม้ กลิ่นวานิลลาหรือขนมหวานต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนหวาน ซึ่งเชื่ออีกเช่นกันว่าเป็นคุณลักษณะในตัวผู้หญิงที่ผู้ชายชอบ 

แต่ก็นั่นแหละ…ใช่ว่าผู้ซื้อน้ำหอมสมัยนี้จะติดอยู่กับกรอบความเป็นชายและความเป็นหญิงของกลิ่นเหล่านี้เสมอไป จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่ผู้ชาย (แท้) บางคนใส่น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ของผู้หญิง หรือผู้หญิง (แท้) หลายคนชอบกลิ่นสดชื่นของน้ำหอมชาย เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องของความชอบหรือรสนิยมส่วนตัวที่จะมาบังคับกะเกณฑ์กันไม่ได้ รวมทั้งเหตุผลที่ว่าน้ำหอมซึ่งประพรมลงไปนั้นยังอาจทำปฏิกิริยากับผิวหนังของแต่ละคนในลักษณะที่ต่างกัน จนเกิดเป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งให้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากกลิ่นน้ำหอมในขวดอย่างน่าประหลาด เรื่องที่ว่าน้ำหอมนั้นออกแบบมาสำหรับผู้ชายหรือผู้หญิงก็เลยไม่ค่อยมีความสลักสำคัญอะไรสำหรับหลายๆ คน

 ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ดูสอดคล้องกับกระแสสังคมสมัยนี้ ที่พยายามแหกออกจาก “stereotype” ทางเพศ ดังนั้นไม่ว่าจะถูกใจกลิ่นแบบไหน จะเป็นน้ำหอมชายหรือน้ำหอมหญิง ก็สามารถซื้อหามาประพรมได้ตามชอบ อย่างไม่เห็นต้องเกรงสายตาใครอีกต่อไป (โดยเฉพาะในกรณีของผู้ชาย (แท้) ที่ซื้อน้ำหอมหญิงไปใช้เอง) และไม่ต้องแคร์ว่ากลิ่นเหล่านั้นจะทำให้ความเป็นชายหรือความเป็นหญิงของตนลดน้อยลงไปสักแค่ไหน ตราบเท่าที่กลิ่นหอมนั้นสามารถตอบสนองต่อความชอบหรือความสนใจบางอย่าง เช่น หนุ่มๆ บางคนที่หลงใหลการปลูกดอกไม้ ก็อาจจะชอบกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ที่เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหอมผู้หญิง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีหรือมีความเป็นชายน้อยกว่าหนุ่มอื่นๆ

 ก็กลายเป็นเรื่องดีตรงที่เป็นอิสรภาพของคนชอบน้ำหอม ชนิดที่ว่าใครใคร่ใส่…ใส่ เป็นการเปิดกว้างให้สามารถเลือกใช้กลิ่นต่างๆ ได้หลากหลายไม่มีขีดจำกัด เรียกว่าเป็นการเดินทางที่ไม่ธรรมดาสู่โลกของกลิ่นหอมอันกว้างใหญ่ซึ่งรอคอยให้คุณได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างที่มีคนบอกไว้ว่า never say never ถ้ามันเกี่ยวกับการเลือกน้ำหอม เพราะไอ้สิ่งที่คุณเกลียดนักเกลียดหนาเวลาดมเข้าไปครั้งแรก เมื่อลองดมใหม่อีกครั้ง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กำแพงแห่งอคติที่คุณสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติว่า “ไม่…ฉันไม่ชอบกลิ่นนี้” ก็จะเริ่มทลายลง นานเข้าคุณอาจรู้สึกว่าไม่มีกลิ่นที่ ‘รัก’ หรือ ‘เกลียด’ เอาจริงๆ แต่ทุกๆ กลิ่นมีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจแตกต่างกัน ชวนให้ค้นหาลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ กลายเป็นเรื่องสนุกที่จะได้ทดสอบประสาทสัมผัสเรื่องการรับกลิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส หรือการสัมผัส แต่กลับเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าประสาทสัมผัสอื่นๆ … Wish you all have wonderful olfactory journey!

*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดใดก็ตาม กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณค่ะ