ที่มาภาพ : www.sleepingprophet.org

ที่มาภาพ : http://www.sleepingprophet.org

 ว่ากันว่า Edgar Cayce “The Sleeping Prophet” เป็นนักพยากรณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคศตวรรษที่ 20 เทียบได้กับนอสตราดามุสเลยทีเดียว สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดก็คือคำทำนายของเขาจำนวน 14,879  ครั้ง เกิดขึ้นในระหว่างการเข้าสู่สภาวะ trance หรือการหลับลึกและเข้าสู่สมาธิ โดยมีผู้ช่วยของเขาทำหน้าที่บันทึกคำบอกเล่า แน่นอนว่าหลายๆ ครั้ง Cayce ไม่สามารถเข้าใจคำพยากรณ์ของตัวเองได้เลยหลังจากที่ตื่นขึ้นมาแล้ว แต่คำทำนายเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชัดเจนและซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง มีทั้งที่เป็นคำแนะนำในการรักษาโรค ซึ่งเป็นการตอบคำถามของบรรดาผู้ป่วยที่มาขอความช่วยเหลือจากเขา คำอธิบายถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต และการพยากรณ์อนาคต ที่หลายๆ ครั้งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เช่น การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การประกาศเอกราชของอินเดีย การล่มของตลาดหุ้นอเมริกันในปี ค.ศ. 1929 หรือการเกิดขึ้นของรัฐอิสราเอล อีกทั้งทำนายว่าจะเกิดความขัดแย้งเรื่องสีผิวในสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดี 2 คนจะสิ้นชีพในระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งก็ปรากฏว่า ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt เสียชีวิตในปี 1945 ระหว่างดำรงตำแหน่ง และประธานาธิบดี John F. Kennedy ถูกลอบสังหารเมื่อปี 1963 ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติในอเมริกากำลังทวีความรุนแรง

เขายังทำนายไว้ตั้งแต่ปี 1943 ว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 อันเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งใกล้ช่องแคบเดวิส ลิเบีย อียิปต์ ตุรกี และซีเรีย ไปจนถึงบริเวณช่องแคบเหนือประเทศออสเตรเลีย มหาสมุทรอินเดียและอ่าวเปอร์เซีย ที่สำคัญยังพยากรณ์ล่วงหน้าถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนพื้นโลก อันเกิดจากการสลับขั้วของโลก ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศในภูมิภาคต่างๆ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ  และเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นซึ่งจะทำให้ส่วนหนึ่งของประเทศจมอยู่ใต้ทะเล เช่นเดียวกับนครนิวยอร์ค ลอสแองเจลิส และซานฟรานซิสโก ซึ่งจะจมหายไปในทะเลทั้งหมด  จะมีแผ่นดินผุดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติคและแปซิฟิค ส่วนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นชายฝั่งหลายๆ แห่งจะกลับกลายเป็นท้องทะเล เหล่านี้ฟังดูน่าสะพรึงกลัวและยังรอการพิสูจน์ แต่ปัจจุบันก็สามารถเห็นถึงสัญญาณบอกเหตุเหล่านี้ได้จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและเอเชีย รวมถึงความรุนแรงของสภาวะโลกร้อน ที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก และเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในหลายภูมิภาคของโลก จนมีแนวโน้มว่าคำพยากรณ์ของหมอดูเทวดาผู้นี้จะกลายเป็นจริงในสักวันหนึ่ง

Edgar Cayce เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1877 ในฟาร์มแห่งหนึ่งใกล้เมืองฮอปกินส์วิลล์ รัฐเคนตัคกี้ ครอบครัวของเขาเป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยมและเคร่งศาสนา ซึ่งก็ส่งอิทธิพลมาถึงตัวเขาที่สนใจศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและมีศรัทธาลึกซึ้งในคริสต์ศาสนามาตั้งแต่ยังเด็ก Cayce ในวัยเด็กไม่ใช่คนเรียนหนังสือเก่ง มีเรื่องเล่าว่า เมื่ออายุได้ 7-8 ขวบ ขณะที่เขากำลังนั่งอ่านคัมภีร์ไบเบิล พลันก็เห็นภาพหญิงงามผู้หนึ่งปรากฏขึ้นและถามเขาว่าอยากได้อะไรในชีวิตนี้ เขาจึงตอบไปว่าอยากช่วยเหลือคน พอถึงวันรุ่งขึ้น งเมื่อเด็กชายกำลังมีปัญหากับการบ้านวิชาสะกดคำ เขาก็ได้ยินเสียงบอกให้นอนหลับไป แล้วจะได้รับความช่วยเหลือ เด็กชายจึงทำตามคำบอกนั้นด้วยการซบหน้าลงกับตำราของเขาและหลับไป เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองสามารถสะกดคำศัพท์เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

เมื่ออายุได้ 15 ปี หนุ่มน้อย Cayce ประสบอุบัติเหตุที่โรงเรียน จากการถูกลูกเบสบอลพุ่งเข้าชนหลังศีรษะอย่างรุนแรง ทำให้เขาอยู่ในสภาพกึ่งหมดสติ แต่ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในอาการอย่างนั้น เขากลับสามารถบอกให้พ่อกับแม่เตรียมผสมยาสูตรพิเศษสำหรับทาบริเวณต้นคอ และเมื่อถึงวันรุ่งขึ้นเขาก็หายจากอาการเจ็บปวดเป็นปลิดทิ้ง ว่ากันว่านี่เป็นประสบการณ์การรักษาครั้งแรกในชีวิตของ Cayce  ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาได้ใช้ความสามารถเหนือธรรมชาตินี้ในการช่วยเหลือคนจำนวนมากในเวลาต่อมา ทั้งที่ตัวเขาเองจบการศึกษาแค่เกรด 7 หรือมัธยม 1 เท่านั้น ไม่ได้มีใบปริญญาด้านการแพทย์แต่อย่างใด ถือเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น เพราะ Cayce ในเวลาที่กำลังเข้าสู่สมาธิและกล่าวคำพยากรณ์นั้น จะพูดจาแบบผู้รู้ ขณะที่ในยามปกติจะเป็นคนเงียบๆ และถ่อมตนแบบคนที่ไม่มีการศึกษาสูงทั่วๆ ไป

วิธีการเข้าสู่ trance ของเขาก็เริ่มด้วยการนอนลงบนโซฟาในออฟฟิศ โดยหันศีรษะไปทางทิศใต้และเท้าชี้ไปทางทิศเหนือ วางมือทั้งสองข้างลงบนหน้าผาก และรออยู่สักครู่จนกว่าจะได้รับสัญญาณให้เริ่มได้ ซึ่งเขาจะเห็นเป็นแสงสว่างวาบสีขาว จากนั้นจะเคลื่อนมือไปยังบริเวณช่องท้อง และเริ่มเข้าสู่สมาธิ ภรรยาของเขาจะเป็นผู้บอกเฉพาะชื่อและที่อยู่ของคนไข้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยไม่ได้บอกเพศ อายุ หรืออาการเจ็บป่วยใดๆ ซึ่ง Cayce ก็จะทวนชื่อที่อยู่และสามารถอธิบายอาการเจ็บป่วยของคนไข้คนนั้นได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้พบหรือรู้จักกันมาก่อนเลย จากนั้นจะจัดการสั่งยาหรือบอกวิธีรักษาอื่นๆ เลขาของเขาคือ Gladys Davis เป็นผู้บันทึกคำพยากรณ์ ซึ่งทั้งหมดถูกเก็บไว้ใน Association for Enlightenment and Research ในรัฐเวอร์จิเนีย ที่ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาการทำงานของ Cayce โดยเฉพาะ กว่าครึ่งของคำพยากรณ์เหล่านี้เป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และมีคนไข้กว่า 6,000 คนที่ได้รับการรักษาจากเขา

ความรู้ทางการแพทย์ที่ Cayce แสดงออกมาในยามหลับนั้นถือว่ามีความลึกซึ้งอย่างน่าอัศจรรย์ เขามักสั่งยาซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักหรือไม่มีในตลาด บางอย่างก็เลิกใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบันไปนานแล้ว วิธีการรักษาอย่างอื่นยังรวมถึงการใช้น้ำมันหอมระเหย การใช้แสงและความร้อน การล้างพิษ การนวด การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร เขาเชื่อว่าโรคร้ายทุกอย่างมีวิธีรักษาให้หายได้เสมอ ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่พบได้ในธรรมชาติ และเชื่อว่ามนุษย์นั้นประกอบด้วยร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ซึ่งทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สุขภาพที่ดีจึงเกิดจากการผสานสอดคล้องของร่างกายและจิตใจ เขาจึงมักแนะนำให้คนไข้พัฒนาจิตไปพร้อมกับการบำรุงรักษาร่างกายด้วยเสมอ ซึ่งถือว่าก้าวล้ำหน้าการแพทย์แผนปัจจุบันในสมัยนั้นอย่างมาก จนทำให้เขาได้รับการขนานนามว่า “the father of holistic medicine” หรือ บิดาแห่งการแพทย์แบบองค์รวม นั่นเอง

Cayce เองเคยกล่าวไว้ว่าเขาไม่เคยหลงลำพองในความสามารถพิเศษของตัวเองในการเชื่อมต่อจิตเข้าหาแหล่งความรู้ของจักรวาล อีกทั้งไม่เคยอวดอ้างความเป็นเจ้าของพลังนี้ เขาเชื่อว่าคนอื่นก็ทำอย่างนี้ได้เช่นกัน เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังอำนาจมากกว่าที่ตัวเองรู้ ขอเพียงมีเจตนาที่จะขจัดความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนออกไปเท่านั้น ตัวเขาเองนั้นใหม่ๆ ก็เคยพยายามทำเงินจากคำพยากรณ์ของตัวเอง ซึ่งก็มีผลทำให้เขาเกิดอาการเจ็บป่วยทางกาย เช่นปวดหัวหรือปวดท้องทุกครั้งไป จึงตระหนักได้ว่าความสามารถพิเศษของตนนั้นมีไว้สำหรับช่วยคนโดยไม่หวังผลตอบแทน

ภาพจำลองเมืองหลวงของอาณาจักรแอตแลนติส ที่มาภาพ : www.crystalinks.com

ภาพจำลองเมืองหลวงของอาณาจักรแอตแลนติส ที่มาภาพ : http://www.crystalinks.com

ที่น่าแปลกก็คือคำพยากรณ์ของ Cayce มักจะกล่าวถึงการกลับชาติมาเกิดและกฎแห่งกรรม ซึ่งตรงกับคำสอนในพุทธศาสนา เขาสามารถบอกอดีตชาติของผู้รับคำทำนาย และในหลายกรณีก็มักอ้างถึงแอตแลนติส ดินแดนแห่งอารยธรรมยุคโบราณที่เชื่อกันว่าจมอยู่ใต้ท้องทะเลลึก และนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่ามีอยู่จริง เขากล่าวว่าปัญหาที่มนุษยชาติกำลังประสบอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีตชาติเมื่อครั้งที่อาณาจักรแอตแลนติสเคยรุ่งเรือง และผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันจำนวนมากก็เป็นชาวแอตแลนติสที่กลับชาติมาเกิด

แอตแลนติสที่ Cayce เล่าถึงนี้เป็นดินแดนที่มีขนาดเท่าทวีปยุโรปและเอเชียรวมกัน ตั้งอยู่ในมหาสมุทร แอตแลนติค ระหว่างอ่าวเม็กซิโกกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในปัจจุบัน มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหนือกว่าโลกเราในขณะนี้ เพราะรู้จักนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ ผ่านแท่งคริสตัลซึ่งเป็นแหล่งกระจายพลังงาน ดินแดนแห่งนี้ผ่านยุคเจริญรุ่งเรืองและตกต่ำถึง 3 ช่วงด้วยกัน ในช่วงที่ 2 นั้น เกิดความขัดแย้งแบ่งฝักฝ่ายระหว่างชาวแอตแลนติส 2 กลุ่ม พวกหนึ่งยึดมั่นในความเจริญทางวัตถุและสนับสนุนการใช้แรงงานทาส ส่วนอีกพวกหนึ่งกลับเชื่อในอิสรภาพของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์นี้ ซึ่งมีลักษณะกึ่งสัตว์กึ่งมนุษย์และไม่ค่อยเฉลียวฉลาด ว่าสมควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพเช่นเดียวกับมนุษย์และสมควรได้รับการช่วยเหลือให้พัฒนาขึ้น ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายกลายเป็นสงครามที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวง ทำให้ดินแดนแอตแลนติสถูกแบ่งแยกออกเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยหลายเกาะ แม้จะมีการฟื้นฟูอารยธรรมขึ้นอีกในยุคที่สาม แต่ก็มีการใช้พลังงานอย่างเกินขอบเขต จนแท่งคริสตัลระเบิดออก กระทั่งทั้งทวีปจมหายไปในทะเล เมื่อราว 12,000 ปีมาแล้ว

Cayce เล่าว่าชาวแอตแลนติสที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้พากันอพยพเข้าสู่อียิปต์และทวีปอเมริกา และนำความเจริญทางอารยธรรมเข้าไปในดินแดนเหล่านั้นด้วย คนเหล่านี้เป็นผู้สร้างพีระมิดแห่งกีซา โดยได้เก็บรวบรวมบันทึกประวัติศาสตร์ของดินแดนแอตแลนติสไว้ในห้องลับหรือ Hall of Records ซึ่งอยู่ใกล้รูปปั้นสฟิงซ์ยักษ์ที่หมอบเฝ้าพีระมิดแห่งกีซา เพื่อไม่ให้ข้อมูลเหล่านั้นสูญหายไปจากโลก และรอการค้นพบอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นคำบอกเล่าที่น่าสนใจมาก เพราะรูปแบบของสถาปัตยกรรมอียิปต์โบราณและสิ่งก่อสร้างของชาวมายาและแอซเท็คในทวีปอเมริกา ก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ารูปแบบดังกล่าวมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน

ผู้เขียนก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าคำกล่าวของ Cayce ในเรื่องแอตแลนติสเป็นจริงหรือไม่ เพราะยังไม่สามารถระลึกชาติได้ แต่หากอ่านเรื่องราวข้างต้นนี้โดยปราศจากอคติ และลองพิจารณาด้วยสามัญสำนึก ก็จะรู้สึกว่าเรื่องที่เล่านี้มีรายละเอียดที่ซับซ้อนเและมีความสมเหตุสมผลอยู่มากเหมือนกัน หลายๆ ครั้งผู้เขียนเองก็รู้สึกว่าสังคมโลกเรากำลังเผชิญกับความท้าทายเดียวกับที่ชาวแอตแลนติสในเรื่องเล่าของ Cayce เคยผ่านมาแล้ว นั่นคือความหลงใหลได้ปลื้มในความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งล้วนแต่สนองตอบกิเลสหรือความอยากของเราในทุกๆ ด้าน กระทั่งการยึดติดกับความสะดวกสบายและการบริโภคที่มากเกินจำเป็นนี้ ทำให้เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการคุกคามสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ร่วมโลกเดียวกับเรา เช่นการบุกรุกแผ้วถางป่าจำนวนมหาศาลเพื่อนำไม้มาใช้ก่อสร้างบ้านเรือนและทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่สวยงามต่างๆ รวมทั้งนำพื้นที่มาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและสถานบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ เช่นโรงแรม รีสอร์ท หรือสนามกอล์ฟ แม้กระทั่งใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกมากเกินความจำเป็น

ผู้เขียนเคยเดินทางไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดน่าน แล้วต้องตกตะลึงเมื่อระหว่างทางได้เห็นภูเขาหัวโล้นนับสิบลูก สอบถามผู้รู้ก็ได้ความว่า ชาวบ้านได้แผ้วถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดสำหรับป้อนให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ คือใช้ในการเลี้ยงสัตว์ซึ่งก็จะกลายเป็นอาหารของมนุษย์อีกทีหนึ่ง ฟังแล้วก็น่าเศร้าใจเมื่อได้ทราบว่า พืชและสัตว์หลายสปีชีส์ได้ถูกทำลายลงเพื่อการบริโภคของมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนกล้าพนันว่าส่วนหนึ่งเป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็น คือมิใช่การกินเพื่ออยู่ แต่เป็นการอยู่เพื่อกินหรือกินเพื่อความเอร็ดอร่อยลิ้นเสียเป็นส่วนมาก และก็น่าเศร้าใจที่เดี๋ยวนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณจากธรรมชาติ ที่บ่งบอกว่าจะไม่ทนกับกิเลสของมนุษย์อีก เช่นภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ซึ่งคร่าชีวิตคนจำนวนมาก

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใช้เหตุการณ์ล่มสลายของแอตแลนติสนี้เป็นบทเรียนเพื่อจะได้ไม่ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก และตระหนักเสียทีว่า โลกนี้มิใช่เป็นที่สำหรับมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว แต่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ควรได้รับประโยชน์จากโลกด้วยเช่นเดียวกัน เราเรียกผืนแผ่นดินนี้ว่าแม่ คือ Mother Earth หรือ Mother Nature เพราะเป็นแหล่งกำเนิดสรรพชีวิตและให้เราได้อยู่อาศัย แต่เรากลับทรยศแม่ของเราเองด้วยการทำลายธรรมชาติอย่างไม่จบสิ้นเหมือนลูกอกตัญญูที่ไม่เคยสำนึกในพระคุณของแม่เลย น่ากลัวว่าถ้าเราไม่แก้ไขความผิดพลาดนี้อย่างทันท่วงที ก็คงจะไม่มีโลกให้เราได้อยู่อาศัยอีก ไม่ต่างจากแอตแลนติส อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่จมหายไปกับสายน้ำในท้องทะเลลึก…