ดอกไม้ –  ดุลยภาพของรูปทรง เส้นสาย และสีสัน อีกทั้งกลิ่นหอมลึกล้ำ เป็นประสบการณ์ของการสัมผัสรับรู้ที่น่าอัศจรรย์ ชวนให้ซาบซึ้งในพระคุณของธรรมชาติที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นบนโลก เพื่อจรุงจิตมนุษย์  ไม่ให้เหนื่อยหน่าย อ่อนล้ากับชีวิต ที่จมอยู่กับความทุกข์ ความเครียด ความวุ่นวาย มากจนเกินไป

แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความรักในความงามนี้กลายเป็นความหลงใหล ที่ชวนให้ศึกษาเรียนรู้ลึกลงไปเรื่อยๆ ว่าด้วยเรื่องชีวิตของดอกไม้ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงพันธุ์ ให้เกิดวิวัฒนาการ สามารถต้านทานลมฟ้าอากาศ จนออกดอกได้มากขึ้น มีสีสันหลากหลาย งดงามขึ้น มีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างสรรค์ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่จบสิ้น เช่นความพยายาม ‘ขโมย’ กลิ่นหอมของมันมาใส่ขวด ไว้ประพรมร่างกาย เพื่อเคลือบบังธรรมชาติอันโสโครกของเนื้อหนัง ให้รู้สึกเหมือนมีดอกไม้เบ่งบานอยู่ใกล้ตัวมิได้ขาด

ชวนให้สงสัยว่า นี่หรือ คือเป้าประสงค์ที่แท้จริงของธรรมชาติ หรือว่าธรรมชาติได้สร้างดอกไม้งามไว้ให้มวลหมู่ภมร ได้มาดูดดื่มน้ำหวานกินเป็นอาหาร พร้อมทั้งผสมพันธุ์ให้ดอกไม้ในเวลาเดียวกัน เป็นเหตุผลเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นๆ มิใช่แต่เพื่อความสวยงามน่าสะสมในสายตามนุษย์เพียงอย่างเดียว

ตกลงว่าคนเราได้รับอนุญาตให้ชื่นชมความงาม หรือ เป็นเจ้าของดอกไม้หรือไม่? มีผู้กล่าวว่า ภารกิจของมนุษย์บนโลกนี้ คือ การพัฒนาตนเอง โดยใช้ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายเป็นเครื่องมือ ในการปรับปรุงแก้ไขนิสัยและความเคยชินเก่าๆ ที่นำเราไปสู่ความทุกข์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อวันหนึ่ง ความทุกข์จะถูกขจัดให้หมดสิ้นไป โลกนี้ จึงมิใช่ที่สถิตถาวรของเรา เพียงแต่มาอาศัยอยู่ เพื่อฝึกชำระล้างนิสัยและความเคยชินเก่าๆ ที่เป็นโทษ ดอกไม้งามบนโลก จึงเหมือนดอกไม้ริมทาง ที่เราได้แวะผ่านมาเชยชมเพียงในช่วงชีวิตนี้เท่านั้น มิควรต้องรักหลงใหล จนถือเอาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต

blue waterlily

แต่แม้จะได้ยินอย่างนี้ เราหลายคนก็ยังสร้างอาชีพ ทำมาหากินกับความงามและความหอมของดอกไม้กันมากมาย อย่างนี้ถือว่าเป็นบาป เป็นโทษ หรือไม่? จริงๆ แล้ว การก้าวพ้นจากความทุกข์หรือการบรรลุสัจธรรมชั้นสูง คงไม่ได้หมายถึง การหลีกลี้หนีจากความงามของธรรมชาติรอบตัวเรา ตรงกันข้าม น่าจะหมายถึงการเปิดใจ ต่อทั้งความงามและความน่าเกลียด ความประสานกลมกลืนและความขัดแย้งแตกต่างของสรรพสิ่ง จนเกิดความเข้าใจว่า ทุกสิ่งในโลก เมื่อมีขั้วที่งาม และดี ก็ย่อมมีอีกขั้วที่ตรงข้ามกัน เป็นธรรมดา ความเข้าใจนี้ จะยิ่งทำให้เราเกิดความรักในสรรพสิ่งอย่างแท้จริง การบรรลุธรรม จึงไม่ใช่การหนีโลกไปไหน แต่เป็นการอยู่ร่วมอย่างประสานสอดคล้องกับสรรพชีวิต อีกทั้งพยายามสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่เพื่อนร่วมโลกด้วยเช่นเดียวกัน

 การ ‘หยิบยืม’ ผลิตผลจากธรรมชาติ มาสร้างสรรค์ต่อจนเกิดเป็นการงาน หรือ อาชีพ จึงไม่น่าจะถูกตัดสินว่าเป็นความผิดบาป เพราะอาชีพการงานเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงตัวเอง ไม่ให้เกิดเป็นภาระต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและสังคมโดยรวม การงานยังก่อให้เกิดความสุข ความพอใจในตนเอง เมื่อได้เห็นผลสำเร็จอันเกิดจากความพยายามนั้น ใครที่ ‘เลือก’ ทำงานกับดอกไม้ ก็น่าจะได้รับอนุญาตให้ชื่นชมในความงามของดอกไม้ ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์อันปราณีตของธรรมชาติ เพราะเมื่อเกิดความพอใจแล้ว ก็ย่อมมีกำลังใจที่จะทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จต่อไป เพียงแต่ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ของพวกนี้เป็นแต่เพียงสิ่งที่ธรรมชาติให้เราหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น มิควรยึดมั่นถือมั่นหรือหลงใหลมากจนเกินขอบเขต กระทั่งกลายเป็นโทษต่อตัวเอง …