นับตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่เนื่องในวโรกาสการครองราชย์ครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรรดาสื่อและคนในวงการเพลงต่างก็พากันเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวงของเรากันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะการตีความเพลงพระราชนิพนธ์ในรูปแบบใหม่ ตามสไตล์ของนักร้องนักดนตรีแต่ละคน ออกมาในรูปคอนเสิร์ตและอัลบั้มพิเศษต่างๆ กระแสเพลงพระราชนิพนธ์ในครั้งนั้นก็เลยพลอยทำให้ผู้เขียนอดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้ จึงเริ่มหันมาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีแจ๊ซ บลูส์และสวิงเป็นครั้งแรก แม้ว่าบลูส์นั้นจะไม่ใช่ของใหม่เสียเลยทีเดียวสำหรับผู้เขียน เพราะเคยติดอกติดใจผลงานของนักร้อง นักดนตรีแนวนี้หลายคนอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Eric Clapton, Tracy Chapman หรือรุ่นใหม่อย่าง Norah Jones แถมยังร้องคลอตามเพลงพระราชนิพนธ์อย่างชะตาชีวิตได้คล่องมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้ว

 อาการแจ๊ซ บลูส์และสวิงฟีเวอร์นี้เลยทำให้ผู้เขียนชอบเข้าไปเปิดชมวิดีโอของนักร้อง นักดนตรีรุ่นเก่าๆ ใน Youtube อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น Benny Goodman, Duke Ellington, Louis Armstrong, Nat King Cole, Billie Holiday หรือ Ella Fitzgerald จนหลงเสน่ห์ดนตรีแนวนี้เข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น โดยเฉพาะการด้นสดหรือ improvisation ของบรรดาชั้นครูเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนถึงไหวพริบปฏิภาณและอัจฉริยภาพทางดนตรีอันน่าทึ่ง สำหรับผู้เขียนแล้ว ขอเรียกว่าเป็นความงามที่ไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป คือเป็นดนตรีที่จะให้คำจำกัดความว่าฟังสบายรื่นหูตามความหมายทั่วๆ ไปก็ได้อยู่เหมือนกัน  แต่ก็แอบมี twist คือแฝงด้วยโน้ตที่ผิดแปลกไปจากปกติและการลัดจังหวะ ทำให้นึกถึงคำว่า simplexity คือสิ่งที่ภายนอกดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วทำได้ไม่ง่ายเลย เลยเดาเอาเองว่า การที่ดนตรีแนวนี้ช่างไพเราะ ‘ถูกหู’ เสียเหลือเกินสำหรับตัวเอง ก็คงเพราะมันต้องตรงกับบุคลิกนิสัยส่วนตัว ที่ดูภายนอกเป็นคนสงบเงียบ แต่ภายในกลับแฝงไว้ด้วยความขัดแย้ง จึงมักชอบอะไรที่สะท้อนถึงสภาวะในจิตใจตัวเองอย่างนี้แหละ

ผลงานของ Alix Gres ที่ The Metropolitan Museum of Art, New York ที่มาภาพ : www.metmuseum.org

ผลงานของ Alix Gres ที่ The Metropolitan Museum of Art, New York ที่มาภาพ : http://www.metmuseum.org

ก็น่าแปลกที่เมื่อได้ฟังเพลงพวกนี้ทีไร มักจะทำให้นึกถึงแฟชั่นในยุคนั้นขึ้นมาด้วย ยุคทศวรรษที่ 1930 นี้ ถือเป็นยุคทองของช่างเสื้อชั้นสูงหรือ couturier ที่มีแนวคิดก้าวล้ำระดับปฏิวัติวงการอยู่หลายคน ซึ่งก็ทำให้สาวๆ ตะวันตกสมัยนั้นทิ้งคอร์เซ็ทหรือเสื้อรัดทรงที่คับติ้วและกระโปรงสุ่มยาวลากพื้น มาสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกและสวยงามมีสไตล์ด้วยในเวลาเดียวกัน นับเป็นการหยิบยื่นอิสรภาพในการแต่งกายให้กับผู้หญิงเป็นครั้งแรก ซึ่งก็คงเพราะช่างเสื้อชั้นครูหลายคนในยุคนี้เป็นหญิง จึงเข้าใจความต้องการของผู้หญิงด้วยกันเป็นอย่างดี ในกลุ่มนี้ มีอยู่ 2 คนที่ผู้เขียนชื่นชมเอามากๆ คือ Madeleine Vionnet และ Alix Gres  รายแรกนั้นได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเทคนิคการตัดผ้าเฉลียงหรือ bias cut ส่วนรายที่สองก็เป็นราชินีแห่งการพันทบหรือ wrapping และการจับเดรปละเอียดยิบบนผืนผ้าที่บางเบาหรืออ่อนพลิ้ว ทั้งสองนั้นขึ้นชื่อเรื่องการพันผ้าหรือจับเดรปลงไปบนเรือนร่างนางแบบที่เป็นคนจริงๆ แทนการขึ้นหุ่น โดยใช้การ improvisation คือใช้เทคนิคต่างๆ ในการเล่นกับรูปทรงและเนื้อสัมผัสของผ้า ตามแต่ใจจะคิดได้ในเวลานั้น

 ดูแล้วจึงน่าทึ่งที่โครงเสื้อเหล่านี้มักเป็นเส้นสายเรียบๆ แต่กลับแฝงด้วยลูกเล่นและเทคนิคอันซับซ้อน ที่ทำให้ผืนผ้าแนบเข้ากับเรือนร่างของผู้สวมในส่วนที่ควรจะแนบ และทิ้งชายผ้าให้พลิ้วพรายออกไปราวกับกระแสไหลของน้ำ  เป็นการเน้นขับส่วนโค้งเว้าตามธรรมชาติของร่างกายให้โดดเด่นขึ้นและทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่การพยายามนำโครงสร้างที่ใหญ่โตเทอะทะหรือคับติ้วมาสวมครอบเข้าบนร่างกายอย่างผิดธรรมชาติ เสื้อผ้าพวกนี้ทำให้นึกถึงหลักความงามในอุดมคติแบบกรีก ว่าด้วยเรื่องดุลยภาพของสัดส่วน ซึ่งเรามักเห็นจากประติมากรรมยุคคลาสสิคต่างๆ  

 ที่น่าทึ่งอีกอย่างคือชิ้นงานเหล่านี้ทำด้วยมือทั้งหมด ในยุคที่ยังไม่มีการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่งสนองความต้องการของมวลชนหมู่มาก เดี๋ยวนี้จะสามารถหาดูของเหล่านี้ได้ก็แต่ในพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์แฟชั่นเท่านั้น แม้แต่ช่างเสื้อรุ่นใหม่ก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เหมือน เพราะทำขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญในการตัดเย็บ และความใส่ใจในรายละเอียดอย่างเหนือธรรมดา

ที่มาภาพ : www.theluxechronicles.com

ชุดกระโปรงที่ได้แรงบันดาลใจจากเทพธิดากรีกของ Madeleine Vionnet ที่มาภาพ : http://www.theluxechronicles.com

 ถ้าถามผู้เขียนว่า ฟังเพลงแจ๊ซ บลูส์และสวิง แล้วนึกถึงอะไร ก็คงตอบว่า นึกเห็นภาพผืนผ้าที่ถูกพันทบ บิดม้วน จับจีบ และพลิ้วพรายอยู่บนเรือนร่างคนสวมอย่างไม่ปกติธรรมดานี่แหละ เพราะแม้เส้นสายและรูปฟอร์มภายนอกจะดูเรียบง่ายละมุนตา แต่กลับแฝงไว้ด้วยรายละเอียดอันซับซ้อนแพรวพราว  สมกับคอนเซ็ปต์ simplexity หรือ ความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดา จริงๆ