เมื่อไม่นานมานี้พุ่มสายน้ำผึ้งที่ผู้เขียนปลูกไว้กำลังออกดอกดกสะพรั่ง ดูเหลืองพราวไปทั้งต้น เป็นดอกไม้ที่มีรูปลักษณ์น่าเอ็นดูจริงๆ ด้วยโคนดอกทรงหลอด ปลายบานม้วนออก และมีเกสรยาวยื่นออกมา ในดอกเต็มไปด้วยน้ำหวานซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของหมู่ภมร จึงมักเห็นพวกผีเสื้อและแมลงต่างๆ มาบินเวียนว่อน คอยดูดดื่มน้ำหวานจากดอกอยู่เสมอ เกสรที่ยาวยื่นของมันมักไหวระริกยามต้องสายลมที่พัดโชย เหมือนเด็กน้อยกำลังเริงร่ายามได้ของถูกใจ เห็นภาพนี้ทีไรก็มักจินตนาการถึงรอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่สดใสเบิกบาน และการมองโลกในแง่ดีขึ้นมาทันที กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนคิดทำน้ำหอมที่ใช้กลิ่นดอกสายน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมหลัก เป็นน้ำหอมทำเองกลิ่นแรกในชีวิต ที่ตั้งใจจะให้สะท้อนความร่าเริงสดใส ความรักในธรรมชาติ และความเยาว์วัยในหัวใจ

ผู้เขียนเริ่มจากการออกแบบกลิ่น โดยนึกถึงกลิ่นของสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองชอบ และลองจินตนาการว่าหากผสมกลิ่นเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว ผลที่ได้จะออกมาเป็นอย่างไร รายการส่วนผสมที่ผู้เขียนร่างออกมา ก็มีดังนี้

Top Note หรือกลิ่นแรกที่จะสัมผัสกับฆานประสาท จะเป็นการผสมผสานระหว่างกลิ่นเย็นสดชื่นของสมุนไพรและกลิ่นซาบซ่านของผลไม้ตระกูลส้มที่ช่วยปรับอารมณ์ให้สดใสกระปรี้กระเปร่า ซึ่งประกอบด้วย เสจ, ยูคาลิปตัส, เบอร์กาม็อต, ส้มมะนาว และ ส้มแทนเจอรีน ทั้งหมดเป็นหัวน้ำมันสกัดจากธรรมชาติที่ผู้เขียนสต็อคไว้สำหรับทดลองผสมน้ำหอมโดยเฉพาะ

Middle Note หรือกลิ่นกลางที่เป็นหัวใจของน้ำหอม จะเป็นกลิ่นช่อดอกไม้สีขาวและเหลืองที่มีกลิ่นหวานสดใส โดยใช้สายน้ำผึ้งเป็นหลัก ซึ่งกลิ่นสายน้ำผึ้งที่ผู้เขียนใช้นี้ ได้จากการสกัดกลิ่นอย่างง่าย ด้วยการนำดอกสดแช่ในเอธานอล 95% ซึ่งจะต้องเปลี่ยนดอกใหม่ทุกวันจนกว่ากลิ่นที่ได้จะมีความเข้มข้น ต้องใช้เวลานานนับเดือนเลยทีเดียว

จากนั้นผู้เขียนเลือกเสริมแต่งความหอมของสายน้ำผึ้งด้วยกลิ่นดอกแก้ว ซึ่งก็เก็บดอกที่ปลูกไว้มาผ่านกรรมวิธีการสกัดกลิ่นแบบเดียวกัน สาเหตุที่ใช้ดอกแก้วก็เพราะเป็นพืชในวงศ์ส้มอีกชนิดหนึ่ง (ชื่อภาษาฝรั่งว่า orange jessamine หรือ mock orange) จึงน่าจะให้กลิ่นที่ประสานกลมกลืนกับกลิ่นส้มชนิดต่างๆ และกลิ่นสายน้ำผึ้งที่หอมหวานสดใสออกเปรี้ยวนิดๆ คล้ายลูกพีชได้เป็นอย่างดี

ส่วนกลิ่นดอกไม้ชนิดอื่นที่ผู้เขียนใส่ลงไปเพื่อเติมความหวานและความสดชื่นให้กับดอกไม้ช่อนี้ ก็คือกลิ่นดอกมะลิ, ลิลลี่ ออฟ เดอะ แวลลีย์ และเนโรลี หรือดอกมะนาว โดยกลิ่นมะลิที่ใช้นี้เป็นกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้น เพราะในเวลานั้นไม่ใช่ฤดูออกดอกของมะลิ จึงไม่สามารถสกัดกลิ่นหอมจากดอกมะลิแท้ๆ ได้ ส่วนกลิ่นลิลลี่ ออฟ เดอะ แวลลีย์ และเนโรลีนั้น ผู้เขียนผสมขึ้นเองจากสารสังเคราะห์และหัวน้ำมันสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิด

ที่มา : www.guidaconsumatore.com (ซ้าย), www.essentialoil.in (ขวา)

ที่มา : http://www.guidaconsumatore.com (ซ้าย), http://www.essentialoil.in (ขวา)

ส่วน Base Note คือ กลิ่นฐาน หรือกลิ่นสุดท้ายที่จะติดอยู่บนผิวกาย หลังจากกลิ่นแรกและกลิ่นกลางระเหยจางไปแล้ว ผู้เขียนตั้งใจให้เป็นกลิ่นที่ตัดกับความเปรี้ยวซาบซ่านของพืชตระกูลส้มและเสริมความหวานของช่อดอกไม้ จึงเลือกใช้กลิ่นน้ำผึ้ง ที่ทำให้นึกถึงความหอมของน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำผึ้งสดที่มีกลิ่นหวานเข้มข้นแช่ในเอธานอล เพื่อดึงกลิ่นของน้ำผึ้งออกมา ตบท้ายด้วยกลิ่นหอมของไม้ซีดาร์ ซึ่งจะช่วยให้น้ำหอมขวดนี้มีกลิ่นติดทนนานมากยิ่งขึ้น

จากนั้นก็คำนวณปริมาณของส่วนผสมทั้งหมดที่จะใช้ แล้วผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เติมแอลกอฮอล์และน้ำบริสุทธิ์ลงไปตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในตำราการผสมน้ำหอม แล้วทิ้งไว้ราว 1 เดือน เพื่อให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี เมื่อทดลองกลิ่นครั้งแรกก็พบว่าได้ผลค่อนข้างน่าพอใจตามที่คาดการณ์ไว้แต่แรก คือกลิ่นแรกที่สัมผัสจมูกเป็นกลิ่นออกเปรี้ยวของผลไม้ตระกูลส้ม เจือกลิ่นเย็นสดชื่นของเสจและยูคาลิปตัสเล็กน้อย เมื่อกลิ่นแรกจางไป ก็จะได้กลิ่นหวานชื่นใจของดอกไม้ ซึ่งพบว่ามะลิ เนโรลี และดอกแก้ว นั้นให้กลิ่นแรงกว่าสายน้ำผึ้งอยู่มาก จนต้องตั้งใจดมอยู่นานกว่าจะจับกลิ่นสายน้ำผึ้งได้

เมื่อกลิ่นดอกไม้เริ่มจางไปแล้ว จึงได้กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งและกลิ่นไม้ซีดาร์ ถ้าจะให้จัดประเภท ก็คงบอกได้ว่า น้ำหอมขวดนี้มีกลิ่นแนว citrus-floral ทำนองเดียวกันน้ำหอมประเภท Eau Fraiche ทั้งหลายที่มีขายตามท้องตลาดนั่นแหละ

ที่น่าเสียดายคือ กลิ่นที่ทดลองบนกระดาษไม่ติดทนมากนัก ซึ่งก็เป็นเพราะผู้เขียนเองตั้งใจจะไม่ใส่ตัว fixative คือกลิ่นไม้ซีดาร์ลงไปมากนัก เพราะกลัวจะแรงเกินไปจนกลบกลิ่นสดชื่นของดอกไม้ไปเสียหมด ก็เรียกว่าได้อย่างเสียอย่าง เป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกของคนผสมน้ำหอมทั่วๆ ไป ปัญหาอีกอย่างคือ ของเหลวที่ได้มีสีเหลือง ซึ่งมาจากสีของดอกสายน้ำผึ้งและดอกแก้วที่นำมาแช่เอธานอล (แอลกอฮอล์ไม่ได้ชะล้างเอากลิ่นหอมออกมาอย่างเดียว แต่ดึงเอาเม็ดสีออกมาจากกลีบดอกด้วย) สีนี้ติดอยู่บนกระดาษที่ใช้ทดลองกลิ่น จนน่ากลัวว่าถ้าสเปรย์ลงไปบนเสื้อผ้าแล้ว จะทำให้เสื้อเลอะเปรอะเปื้อนอย่างแน่นอน ก็เป็นปัญหาที่ผู้เขียนต้องไปถามผู้รู้อีกทีว่าจะมีทางแก้ได้อย่างไรบ้าง หากยังยืนยันจะใช้ส่วนผสมที่ได้จากกรรมวิธี tincturing หรือการนำส่วนต่างๆ ของพืชมาแช่แอลกอฮอล์ต่อไป

ผู้เขียนตั้งชื่อน้ำหอมกลิ่นนี้ว่า Bouquet du Jour หรือ day flowers เพราะให้กลิ่นหอมสดใสของช่อดอกไม้สีขาวและเหลืองที่เบ่งบานสะท้อนแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ก็ถือเป็นประสบการณ์ในการผสมน้ำหอมขึ้นเองครั้งแรก ที่น่าประทับใจจนต้องมาเขียนเล่าสู่กันฟัง ผู้เขียนยังตั้งใจด้วยว่า หากสามารถปรับปรุงสูตรให้อยู่ตัวและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ได้แล้ว ก็ยินดีจะส่ง sample มาให้เพื่อนๆ ที่สนใจได้ทดลองกลิ่นและวิพากษ์วิจารณ์กันดู ซึ่งก็คาดว่าคงอีกไม่นานเกินรอ

*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดใดก็ตาม กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ