บทความนี้จะขอนำเสนอผลงานของนักเรียนศิลปะของผู้เขียน ซึ่งเป็นการใช้วัสดุหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลูกปัด ผ้าสักหลาด ริบบิ้น เทปผ้า แถบลูกไม้ ผ้าแก้ว ดอกไม้-ใบไม้ประดิษฐ์ ขนนก ไหมพรม จานกระดาษ สติกเกอร์ที่มีประกาย และกระดาษสา นำมาติดลงบนพื้นผิวของภาชนะ ของใช้ต่างๆ แผ่นกระดาษ และแผ่นไม้อัด เพื่อให้พื้นผิวที่ดูเรียบง่ายธรรมดาเหล่านั้น มีลูกเล่นที่น่ารักน่าสนใจขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์และนำไปตกแต่งบ้านได้

งานชิ้นนี้เป็นของน้องขวัญ วัยย่างสี่ขวบ ชั้นเนิร์สเซอรี รร. อบต. หนองน้ำรัด จ.แพร่ ผู้เขียนใช้กระดาษทิชชู่แช่น้ำจนเปื่อยเละ นำไปผสมกับกาวและสีน้ำ  นวดจนส่วนผสมทั้งหมดเหนียวข้นและเนียนเข้ากันดี จากนั้น ผู้เขียนใช้ปากกาหมึกซึมร่างภาพขนมเค้กในจานและตัวอักษรเป็นประโยคลงบนแผ่นไม้อัด  แล้วตักกระดาษทิชชู่ผสมกาววางลงบนรูปเค้กที่วาดไว้ โดยผู้เขียนเป็นคนเลือกเองว่าส่วนไหนใช้สีอะไร สิ่งที่น้องต้องทำก็เพียงแค่ใช้มือสองข้างจับไม้จิ้มฟันข้างละ 1 ก้าน แล้วใช้ไม้นั้นจิ้มลงไปบนกระดาษทิชชู่ผสมกาว จนส่วนผสมนั้นติดลงบนแผ่นไม้ กลายเป็นเนื้อเค้กที่มีสีสันสวยงาม และมีผิวสัมผัสเป็นรูเล็กๆ ขรุขระ  จากการใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปแบบถี่ๆ ทั้งนี้ผู้เขียนคอยช่วยปรับรูปร่าง ไม่ให้น้องจิ้มเลยออกนอกขอบภาพ ส่วนรายละเอียดที่เล็กมาก  ผู้เขียนก็ช่วยจิ้มให้แทน สรุปว่า งานนี้น้องได้ฝึกการใช้มือและนิ้ว ขยับขึ้นขยับลงจากการช่วยครูจิ้มกระดาษทิชชู่ผสมสีและกาว ;-D ส่วนที่เป็นจานขนมเค้ก และประโยคภาษาอังกฤษนั้น ผู้เขียนเพ้นท์ด้วยสีอะครีลิค  และเมื่อกระดาษทิชชู่ผสมกาวแห้งดีแล้ว ก็ใช้สติกเกอร์ 3D รูปนกและผีเสื้อไม้ตัวเล็กๆ ติดลงไปเพื่อตกแต่งเค้กก้อนนี้ให้สวยงามมากขึ้น ^^

ภาพข้างบนเป็นผลงานของน้องขวัญเช่นเดียวกัน ผู้เขียนต้องการให้น้องได้รู้จักกับสีสันต่างๆ และเนื้อสัมผัสของวัสดุนั่นคือลูกปัดเม็ดเล็กๆ ผู้เขียนจึงวาดรูปเด็กผู้หญิงลงบนแผ่นไม้อัด แล้วระบายด้วยสีอะครีลิค แต่ได้เว้นว่าง ไม่ระบายสีส่วนที่เป็นตัวเสื้อ พื้นที่ว่างนี้ผู้เขียนค่อยๆ ทากาวร้อนลงไปก่อนทีละนิด จากนั้นให้น้องหยิบลูกปัดเม็ดเล็กหลายสีสันค่อยๆ โรยลงไปบนกาว จนกว่าจะเต็มพื้นที่ โดยผู้เขียนเป็นคนเลือกสีลูกปัดให้ เพื่อให้เข้ากับสีของภาพโดยรวม  ซึ่งก็แน่นอนว่า มือเล็กๆ ของเด็กที่ยังควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ไม่ดีนัก ย่อมทำลูกปัดตกหรือฟุ้งกระจายออกนอกจุดที่กำหนดไว้ไปบ้าง แต่ก็เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานกันดี ;-D จากนั้นผู้เขียนใช้ดอกไม้ผ้าติดลงไปบนตัวเสื้อและผมของเด็กผู้หญิง เพื่อให้รูปนี้มีลูกเล่นน่ารักขึ้น งานนี้เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักกับเฉดสีต่างๆ และได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กในการหยิบลูกปัดมาโรยลงไปบนพื้นผิวของวัตถุ  ทำให้ได้ภาพที่น่ารักเข้ากับบุคลิกของเด็กผู้หญิงที่ชอบเทพนิยายอย่างน้องขวัญเป็นอย่างดี ^^

งานชิ้นนี้ผู้เขียนใช้แผ่นกระดานไม้อัดรูปผีเสื้อ มีขาตั้งและตรงขอบฉลุเป็นลวดลายสวยงาม นำมาทาสีอะครีลิคเป็นสีชมพูหวาน (สีโปรดของน้อง) เมื่อสีแห้งแล้ว ก็ทากาวร้อนลงบนแผ่นไม้ แล้วให้น้องขวัญนำดอกไม้ประดิษฐ์หลายแบบ รวมทั้งผีเสื้อและดวงดาวมาแปะติดลงไปบนแผ่นไม้ ให้เป็นสวนดอกไม้สีพาสเทล ^^ ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นคนชี้ตำแหน่งให้ ว่าชิ้นไหนติดลงตรงจุดไหน จากนั้นให้น้องใช้มือกดดอกไม้และผีเสื้อให้ติดลงบนแผ่นไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นงาน ที่นอกจากจะได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก และปลูกฝังเรื่องการเล่นสีแล้ว ยังได้ของตกแต่งบ้าน นำกลับไปใช้งานได้จริงอีกชิ้นหนึ่งด้วย ^^

งานชิ้นนี้เป็นภาคต่อจากชิ้นข้างบน สำหรับชิ้นนี้ขอเล่นสีโทนเย็นที่ดูแล้วสบายตาสบายใจบ้าง ^^ ผู้เขียนใช้แผ่นกระดานไม้อัดรูปหัวใจ นำมาทาสีฟ้า เมื่อสีแห้งแล้ว ก็ให้น้องขวัญนำดอกไม้ ใบไม้ผ้า และลูกปัดมาติดตกแต่งให้สวยงาม (ดอกไม้ผ้าเหล่านี้ผู้เขียนตัดออกมาจากเศษผ้ากำมะหยี่และผ้าลูกไม้ที่มีอยู่) ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นคนชี้บอกจุดให้ว่าใช้สีอะไรและติดตรงไหน จากนั้นก็ทากาวร้อนให้ แล้วให้น้องใช้นิ้วมือกดดอกไม้ ใบไม้ให้ติดลงบนแผ่นกระดาน

งานชิ้นนี้ผู้เขียนนำแผ่นซีดีที่ไม่ใช้แล้ว มาทากาวร้อนลงไป แล้วนำลูกปัดหลากหลายรูปแบบและสีสันที่สะสมไว้ มาให้น้องขวัญนำไปติดลงบนแผ่นซีดี โดยผู้เขียนทากาวร้อนให้ทีละจุด แล้วเลือกลูกปัดให้น้องนำไปติดทีละเม็ดจนเต็มหมดทั้งแผ่นซีดี จากนั้นผู้เขียนใช้ผ้าสักหลาดสีขาวสองชิ้นตัดเป็นตัวหอยทาก โดยนำผ้ารูปหอยทากมาติดประกบกันสองชั้นเพื่อให้มีความหนาทนทานมากขึ้น แล้วใช้สีเพ้นท์ผ้าทาลงไปบนตัวหอยให้มีสีสันสวยงามเข้ากับเปลือกหอยที่ทำจากลูกปัดหลากสี สุดท้ายก็นำเปลือกหอยจากแผ่นซีดีมาติดกาวลงไปบนตัวหอยที่เป็นผ้าสักหลาด แล้วติดลูกปัดเข้าไปตรงปลายหนวดและดวงตา ก็ได้หอยทากหน้าตาน่ารักที่มีเปลือกสวยเหมือนอัญมณีหลากสี เอาไว้ติดตกแต่งห้อง ^^

งานนี้น้องขวัญได้ช่วยครูตกแต่งกล่องกระดาษให้น่ารัก สำหรับเอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิก เพราะผู้เขียนได้กล่องกระดาษขนาดกลางสีน้ำตาลเรียบๆ มาหนึ่งใบ และมีไหมพรมที่ซื้อสะสมไว้หลายสี จึงใช้ไหมพรมสีต่างๆ ม้วนเป็นวงรี แล้วนำมาติดกาวเรียงกันลงไปเป็นรูปดอกไม้ จากนั้นใช้ไหมพรมโทนสีเขียวหลายเฉด ทำเป็นก้านดอกและใบ (งานม้วนไหมพรมนี้ให้น้องลองทำแล้ว แต่ค่อนข้างยากเกินทักษะของเด็กวัยนี้ ครูจึงต้องจัดการเอง ^^) จากนั้นผู้เขียนทากาวลงไปแล้วให้น้องช่วยหยิบกระดุมหลากสีมาติดตกแต่งลงไปบนดอกไม้ รวมทั้งติดโบสำเร็จรูปที่ทำจากเชือก ตรงกลางเป็นดอกกุหลาบเล็กๆ ลงไปบนก้านดอก ขั้นสุดท้าย ผู้เขียนทากาวร้อนลงบนกล่องแล้วให้น้องติดผีเสื้อไม้ตัวเล็กๆ ลงไปด้วย ก็ทำให้ได้กล่องรูปสวนดอกไม้สวยงามไว้ใช้ใส่ของอีกหนึ่งใบ ^^

งานชิ้นนี้น้องขวัญได้ลองทำสระบัวจำลองสีสันสดใส ^^ ผู้เขียนใช้จานกระดาษทรงกลมที่หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทำขนม นำมาตัดเป็นแฉกๆ แล้วตัดแต่งเป็นกลีบที่โค้งสวยงาม จากนั้นให้น้องช่วยเพ้นท์สีอะครีลิคลงไป โดยในหนึ่งดอกจะใช้จานหลายใบซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อให้เหมือนดอกบัวที่มีกลีบหลายชั้น ชั้นล่างสุดผู้เขียนให้น้องเพ้นท์สีเข้มอย่างสีม่วง ส่วนชั้นบนก็ให้เพ้นท์สีอ่อนลงเรื่อยๆ อย่างชมพูเข้ม ไล่ไปหาชมพูอ่อนหรือชมพูอมเหลือง นอกจากนี้ผู้เขียนยังสอนให้น้องทำเอฟเฟคต์ด้วยการใช้นิ้วปัดปลายพู่กัน ให้สีกระจายเป็นจุดๆ ลงบนปลายกลีบ เกิดเป็นลวดลายที่ทำให้กลีบสวยงามขึ้น สำหรับใบบัวนั้น ใช้จานกระดาษทรงกลมสองขนาด เพ้นท์สีเขียวหลายเฉดไล่กัน จากเขียวเข้ม ไปหาเขียวอมเหลือง จากนั้นผู้เขียนใช้พู่กันจุ่มสีขาววาดเป็นเส้นใบเพื่อให้สมจริงมากขึ้น ขั้นสุดท้าย ผู้เขียนนำกลีบทั้งหมดมาติดกาวซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วติดลงบนกระดาษแข็งสีฟ้าที่เป็นพื้นหลัง ตรงกลางดอกติดเกสรสำเร็จรูปสีเหลืองทอง ส่วนใบก็ติดกาวลงไปเช่นเดียวกัน ทำให้ได้สระบัวจำลองจากจานกระดาษ ที่สามารถนำไปใช้เป็นภาพแต่งฝาผนังบ้านได้ ^^

งานชิ้นนี้ผู้เขียนได้ถุงกระดาษสีทอง ทำจากกระดาษแข็งหนาทนทาน ติดโบว์น่ารัก มาจากร้านขายของจิปาถะ ที่เรียกว่า ร้านยี่สิบบาท ;-D ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้เขียนมักเข้าไปดูของคราวละนานๆ เพื่อหาอุปกรณ์หรือเครื่องตกแต่งน่ารักๆ มาไว้ให้เด็กทำงานศิลปะ บางทีก็ได้ไอเดียใหม่ๆ จากการเลือกของในร้านประเภทนี้เอง ^^ ผู้เขียนตัดผ้าสักหลาดหลากสี เป็นรูปผลไม้ต่างๆ พร้อมก้านและใบสีเขียว จากนั้นใช้กาวร้อนทาลงไปตามจุดต่างๆ แล้วให้น้องขวัญหยิบชิ้นผ้ารูปผลไม้วางบนกาวร้อนแล้วใช้มือค่อยๆ กดทับลงไปจนชิ้นผ้าติดบนถุงกระดาษแน่นดี ขั้นสุดท้ายผู้เขียนนำกระดุมหลากสีติดลงไปตรงฝาปิดถุง ทำให้ดูน่ารักมากขึ้น น้องบอกว่า เสร็จงานนี้หนูจะเอาถุงไปใช้เก็บของเล่น ^^ ก็ถือเป็นอีกชิ้นงานที่นอกจากจะน่ารักแล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงด้วย ^^

สองภาพข้างบนเป็นผลงานของน้องพรีเมียร์ วัยสองขวบกว่า ชั้นเนิร์สเซอรี รร. ใกล้บ้านในอำเภอร้องกวาง จ.แพร่ งานนี้เป็นชิ้นแรกของน้องในการมาเรียนศิลปะกับผู้เขียน  ดังนั้นจึงยังไม่ให้ทำอะไรซับซ้อนมากนัก ผู้เขียนทราบมาว่าน้องชอบรถไฟมาก จึงวาดรูปรถไฟลงบนแผ่นไม้อัด แล้วตัดผ้าสักหลาดหลายสีเป็นชิ้นเล็กๆ รูปสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยม จากนั้นจึงทากาวลงไปในส่วนที่เป็นหัวรถไฟและตู้โบกี้ แล้วให้น้องค่อยๆ หยิบชิ้นผ้าสักหลาดเล็กๆ มาแปะลงบนจุดที่ทากาวไว้แล้ว โดยที่บางครั้งผู้เขียนก็ให้น้องเลือกสีเอง แต่บางครั้งก็ออกคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษให้น้องหยิบผ้าแต่ละสีออกมา ซึ่งก็เป็นความต้องการของคุณแม่น้องที่อยากให้บูรณาการเอาวิชาภาษาอังกฤษเข้ามาประกอบในการเรียนศิลปะด้วย ขั้นสุดท้ายผู้เขียนติดดอกไม้ผ้าสำเร็จรูปลงไปบนตู้โบกี้ และใช้สติกเกอร์รูปวงกลมและหกเหลี่ยมที่มีประกายระยิบระยับติดเข้าไปเป็นล้อรถไฟ ทับด้วยกระดุมหลากสีอีกชั้นหนึ่ง ปิดท้ายด้วยการตัดสติกเกอร์สีฟ้าเข้มเป็นรูปควันรถไฟและติดลงไปเพื่อเพิ่มความน่ารักด้วย ^^

โปรเจ็คต์นี้เป็นของน้องพัชรจัง ขณะนั้นอยู่ ป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่ ที่ผู้เขียนออกแบบมาเพื่อให้น้องได้รู้จักการใช้สื่อทางศิลปะอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้สีระบายลงบนกระดาษ งานนี้ใช้ผ้าสักหลาดตัดเป็นรูปสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ทั้งสัตว์ กระแสน้ำ ใบไม้ ดอกไม้ ฯลฯ เพื่อสร้างเรื่องราวขึ้นมาบนแผ่นไม้ (ทำจากไม้ไอศกรีมต่อกันเป็นแพ ทาทับด้วยสีอะครีลิค) ผู้เขียนให้น้องได้ฝึกบังคับมือด้วยการตัดผ้าเป็นรูปทรงต่างๆ ฝึกการวางสีให้เกิดความโดดเด่นขึ้นในภาพ และฝึกใช้จินตนาการในการเล่าเรื่อง (story telling) ชิ้นงานที่สำเร็จแล้วนี้ นำไปใช้เป็นที่รองแก้ว เพื่อตกแต่งโต๊ะอาหารให้สวยงามน่าสนใจได้ งานเซ็ทนี้มี 3 ชิ้น ชิ้นแรกมีฉากเป็นท้องทะเล ซึ่งมีเรือและปลาแหวกว่ายในน้ำ ชิ้นที่สองเป็นนกบินบนท้องฟ้า ส่วนชิ้นที่สาม เป็นนกยูงสีสันสวยงามในป่า ชิ้นแรกและชิ้นที่สองนั้นน้องได้แสดงฝีมือการตัดผ้ามากหน่อย โดยสามารถตัดเป็นรูปตัวสัตว์และองค์ประกอบอื่นๆ ได้ดีทีเดียว มีต้องแก้ไขบ้างเล็กน้อยเท่านั้น (ยกเว้นใบไม้ ดอกไม้ ซึ่งครูต้องช่วย เพื่อสรุปงานให้ทันภายในเวลาที่มีอยู่) ส่วนชิ้นที่สาม รูปนกยูงนั้นผู้เขียนต้องช่วยเพราะสัปดาห์นั้นมีเวลาจำกัดมาก  น้องจึงต้องเป็นลูกมือคอยทากาวร้อนให้ครู ;-D สุดท้ายจึงสามารถสร้างงานได้ครบเซ็ท นำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย (ฉากหลังที่เห็นนั้นเป็นภาพวาดสีอะครีลิคและสื่อผสมฝีมือน้องสาวผู้เขียนเอง)

สองภาพด้านบนนี้เป็นผลงานที่ผู้เขียนออกแบบมาเพื่อให้หนูวี่ ซึ่งขณะนั้นอยู่ชั้น ป.4 รร.มารดาอุปถัมภ์ ได้เรียนรู้วิธีเล่นกับสีสันและเนื้อสัมผัสของวัสดุ โดยผู้เขียนใช้ขวดโหลแก้วสองแบบ แบบแรกนั้นทากาวร้อน แล้วติดขนนกสีม่วงลงไป จากนั้นให้น้องหยิบลูกปัดหลากสีโรยทับลงไปบนขนนก ทั้งนี้ครูเป็นคนเลือกสีลูกปัดให้ เพื่อให้ได้ภาพรวมและสีสันตามที่ออกแบบไว้ ส่วนสร้อยและจี้ที่ใช้ห้อยตรงคอขวดโหลนั้นผู้เขียนร้อยขึ้นและนำมาประดับให้สวยงาม ขวดโหลแก้วแบบที่สองเป็นทรงกระบอกสูง ผู้เขียนทากาวร้อนลงไปแล้วให้น้องนำดอกไม้ผ้าและลูกปัดเม็ดใหญ่โทนสีฟ้า-น้ำเงินติดลงไปก่อน จากนั้นทากาวในบริเวณที่เหลืออยู่แล้วให้น้องโรยลูกปัดเม็ดเล็กสีโทนเข้ากันลงไปจนทั่ว สำหรับสร้อยที่ห้อยตรงคอขวดนั้นผู้เขียนเป็นคนร้อยขึ้นเองเช่นเดียวกัน

งานชิ้นนี้เป็นของน้องเวฬา วัยย่างสามขวบ ชั้นเนิร์สเซอรี รร.เทพนารี จ.แพร่ เกิดจากการเรียนหลายครั้ง โดยครั้งแรกผู้เขียนเริ่มจากการให้น้องจับพู่กันจุ่มสีอะครีลิคแล้วป้ายลงไปบนกระดาษกล่องหนาๆ โดยจะป้ายให้เลอะอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ 😉 เมื่อได้กระดาษที่มีหลายสีสันผสมผสานกัน ผู้เขียนก็นำกระดาษนั้นมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทั้งหมด จากนั้นก็ตัดกระดาษแข็งเป็นรูปปีกผีเสื้อขนาดเล็กและใหญ่ เมื่อน้องมาเรียนครั้งถัดไป ผู้เขียนก็ทากาวลงบนปีกผีเสื้อ แล้วให้น้องออกแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการหยิบชิ้นกระดาษสี่เหลี่ยมเล็กๆ เหล่านั้นมาวางแปะลงบนปีกผีเสื้อที่ทากาวไว้แล้ว จุดไหนที่น้องวางชิ้นกระดาษกลับด้าน ผู้เขียนก็คอยพลิกให้ หรือแปะไม่ตรงจุดที่มีกาว ก็คอยขยับให้ 😉 ขั้นสุดท้ายผู้เขียนใช้กระดาษกล่องตัดเป็นรูปลำตัว หัว และหนวดผีเสื้อ แล้วติดลูกปัดลงไปตกแต่งให้สวยงาม ผีเสื้อโมเสคนี้ใช้ตกแต่งห้องก็ดูน่ารักไปอีกแบบ

งานนี้เป็นชิ้นแรกของน้องเนเน่ ชั้น ป.4 รร.เทพนารี จ.แพร่ ผู้เขียนยังไม่ให้น้องทำงานที่ยากหรือซับซ้อนมากนัก เพียงต้องการให้ได้ลองออกแบบเสื้อผ้าและทรงผมตุ๊กตา เพราะดูจะเป็นงานที่เข้ากับบุคลิกของน้องเป็นอย่างดี ผู้เขียนจึงใช้แผ่นไม้อัดทำเป็นพื้นหลัง แล้วนำผ้าสักหลาดสีขาว มาตัดเป็นรูปใบหน้า ลำตัวและช่วงแขนของตุ๊กตา จากนั้นทากาวร้อนลงบนแผ่นไม้ แล้วให้น้องติดใบหน้ากับตัวตุ๊กตาลงไป ต่อจากนั้นจึงให้น้องออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งเจ้าตัวอยากได้เสื้อแบบนักบัลเล่ต์ ผู้เขียนจึงตัดผ้าสักหลาดสีชมพูอมม่วงเป็นตัวเสื้อ แล้วใช้แถบผ้าแก้วจับระบายและแถบลูกไม้สำเร็จรูปที่มีอยู่หลายเฉดสี ทำเป็นกระโปรงบานหลายชั้นให้มีสีสันเข้ากับตัวเสื้อ จากนั้นใช้ลูกไม้สีชมพูอ่อนติดลงบนเสื้อให้มีรายละเอียดมากขึ้น ส่วนน้องก็ใช้ดอกกุหลาบผ้าสีชมพูอ่อนติดลงไปที่กระโปรงด้วย ^^ สำหรับเส้นผม ผู้เขียนใช้ไหมพรมสีเหลืองตัดเป็นเส้นยาวติดลงไปที่หัวตุ๊กตาและถักเปียให้สวยงาม ส่วนน้องทำหน้าที่ติดลูกปัดสีบานเย็นลงบนหางเปีย รวมทั้งนำดอกไม้โลหะเล็กๆ มาเพ้นท์สีชมพู ม่วง และฟ้า นำมาติดที่ผมเปีย เพื่อให้ดูคล้ายกับราพันเซล ^^

ผลงานด้านบนเป็นของหนูวี่ ซึ่งต้องการทำการ์ดอวยพรปีใหม่สามใบให้พ่อ แม่และตนเอง ^^ สำหรับใบแรกที่เป็นสีชมพูหวานนั้น น้องตั้งใจทำเป็นของขวัญให้ตัวเอง ;-D ผู้เขียนใช้กระดาษสาแบบหนาและกระดาษห่อของขวัญแบบบางนุ่มตัดเป็นกลีบดอก ให้น้องติดลงไปบนกระดาษขาว ตรงกลางดอกตกแต่งด้วยลูกปัดโทนชมพู ด้านข้างใช้ดอกไม้สำเร็จรูปดอกเล็กๆ และกระรอกน้อยติดลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความน่ารัก ขอบการ์ดใช้ริบบิ้นเส้นเล็กลายน่ารักติดลงไปด้วย การ์ดใบที่สองเป็นสีม่วงซึ่งน้องตั้งใจมอบให้คุณแม่ ผู้เขียนใช้กระดาษห่อของขวัญสีม่วงอมฟ้า และกระดาษบางนุ่มสีม่วงตัดเป็นกลีบให้น้องติดลงไปเช่นเดิม ตรงกลางดอกตกแต่งด้วยลูกปัดโทนสีม่วง-ฟ้า ด้านข้างติดดอกไม้สำเร็จรูปโทนสีเข้ากัน ส่วนขอบการ์ดแต่งด้วยแถบลูกไม้โทนม่วง สำหรับการ์ดใบสุดท้ายเป็นสีเขียว ซึ่งน้องมอบให้คุณพ่อ ผู้เขียนใช้กระดาษห่อของขวัญแบบบางนุ่มลายสีเขียวตัดเป็นกลีบให้น้องติดลงไป ตรงกลางแต่งด้วยลูกปัดโทนสีเขียว ด้านข้างติดดอกไม้และใบไม้สำเร็จรูป ขอบการ์ดแต่งด้วยริบบิ้นผ้าแก้วสีทองและเทปผ้าสีเขียว

ชิ้นงานเหล่านี้ทำได้ง่าย สนุก เพลิดเพลินใจทั้งคนสอนและคนเรียน ^^ เพราะแค่ใช้มือหยิบวัสดุต่างๆ มาแปะติดลงไปเท่านั้น ก็สามารถแปลงโฉมพื้นผิวที่ดูเรียบง่ายให้เก๋ไก๋ น่ารัก มีสไตล์กว่าเดิม ทว่าก็ต้องอาศัยความสามารถในการดีไซน์หรือออกแบบ รวมทั้งการรู้จักเล่นกับสีสันและเนื้อสัมผัสของวัสดุที่หลากหลายด้วย ก็หวังว่าผู้ชมที่ได้อ่านบทความและชมภาพข้างต้น จะได้ไอเดียและแรงบันดาลใจดีๆ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะและงานฝีมือของตนเอง อีกทั้งได้หวนระลึกถึงความสดใสรื่นเริงที่เคยมีในวัยเด็กนะคะ ^^

Advertisements

ผลงานศิลปะที่นำมาแสดงในวันนี้ เป็นการฝึกให้เด็กใช้นิ้วมือแต้มสี รวมทั้งใช้พู่กัน ฟองน้ำ หรืออุปกรณ์อย่างอื่นจุ่มสีแล้วนำมาวาดลวดลายลงไปบนพื้นผิวของภาชนะและวัสดุหลายประเภท ในจำนวนนี้มีผลงานหลายชิ้นที่เป็นการรีไซเคิล นำวัสดุเหลือใช้ที่จะทิ้งแล้ว กลับมาตกแต่งใหม่ให้สวยงาม ซึ่งนอกจากจะได้ฝึกฝีมือทางศิลปะแล้ว ยังทำให้ได้ภาชนะใหม่ที่ดูดีกว่าเดิมมาไว้ใช้ประโยชน์ได้จริงอีกด้วย

ผลงานด้านบนนี้เป็นของน้องเวฬา วัยย่างสามขวบ ชั้นเนิร์สเซอรี รร. เทพนารี จ.แพร่ ผู้เขียนได้นำก้อนหินที่มีรูปทรงสวยงามและพื้นเรียบ มาทาสีอะครีลิคทับลงไป (ทาสีไว้ล่วงหน้า ทิ้งไว้จนแห้งดี) จากนั้นผู้เขียนเก็บใบไม้รูปทรงต่างๆ ที่หาได้ในบ้าน  ใช้พู่กันทาสีอะครีลิคลงไปบนใบไม้ แล้วนำใบไม้ที่ชุ่มสีไปวางบนก้อนหิน ให้น้องใช้มือกดทับจนสีบนใบไม้ติดลงบนก้อนหิน ด้วยเหตุที่มือของน้องเล็กมากๆ และยังควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ไม่ดีนัก ครูก็เลยต้องช่วยกดใบไม้ลงบนก้อนหินด้วยอีกแรงหนึ่ง เพื่อให้สีบนใบไม้ประทับลงบนก้อนหินเป็นรูปภาพที่สวยงาม ^^

งานชิ้นนี้น้องเวฬา ผู้เป็นเด็กรักความสะอาดและไม่ชอบให้มือเปื้อน ;-D ได้ถูกจัดให้ใช้ทั้งมือและนิ้วละเลงและลาก-แต้มสีอะครีลิคลงไปบนจาน โดยผู้เขียนใช้จานเมลามีนขนาดย่อมสองใบที่มีรูปทรงสวยงาม นำมาพ่นสเปรย์อะครีลิคสีฟ้าและม่วงทับลงไป เมื่อสีพื้นแห้งดีแล้วก็ให้น้องใช้นิ้วลาก-แต้มหรือใช้มือแปะสีลงบนจาน รวมทั้งใช้แปรงปาดสี และฟองน้ำรูปทรงต่างๆ จุ่มสี ประทับลงบนจาน เมื่อสีบนจานแห้งดีแล้ว ผู้เขียนก็ใช้สีทองทาตรงขอบจานเพื่อให้ชิ้นงานดูสวยงามมากขึ้น

งานนี้ทีแรกผู้เขียนตั้งใจจะให้น้องเวฬาใช้นิ้วจุ่มสี แล้วแต้มลงบนขวดแก้ว เพราะเห็นว่าเด็กเล็กวัยนี้ใช้นิ้วเอาจะง่ายกว่าใช้อุปกรณ์ ^^ แต่พอผู้เขียนกำลังตักสีอะครีลิคลงในจานสี โดยใช้พู่กันช่วยผสมสีให้เข้ากัน น้องก็แย่งพู่กันจากมือครู พร้อมส่งเสียงบอกทำนองว่าอยากทำเอง ผู้เขียนจึงปล่อยให้น้องจับพู่กันป้ายลงไปบนขวดตามใจชอบ  พอน้องละเลงสีหนึ่งเสร็จ ผู้เขียนก็ล้างพู่กันแล้วจุ่มสีใหม่ ให้น้องป้ายลงไปเรื่อยๆ จนขวดมีหลากสีสวยงาม ขั้นสุดท้าย ครูให้น้องวางพู่กัน แล้วใช้นิ้วจุ่มสีน้ำเงิน แต้มลงไปบนขวดเป็นจุดๆ จากนั้นผู้เขียนใช้สีเขียวเพ้นท์ทับลงบนฝาขวด สรุปว่าน้องได้ขวดลายน่ารักฝีมือตัวเองไปใช้หนึ่งใบ ^^

ข้างบนนี้น้องเวฬาได้ลองพิมพ์ภาพลงบนไม้ไอศกรีม ที่ผู้เขียนนำมาติดกาวต่อกันเป็นแผ่น และทาสีอะครีลิคเอาไว้ก่อนแล้ว จากนั้นผู้เขียนนำฟองน้ำสำหรับล้างจาน  ใช้หนังยางรัดตรงกลาง เพื่อให้ฟองน้ำมีรูปทรงเหมือนผีเสื้อ แล้วทาสีลงไปบนฟองน้ำ ให้มีหลากหลายสีตัดกัน  จากนั้นให้น้องเวฬาใช้มือกดฟองน้ำลงไปบนแผ่นไม้ เพื่อให้ได้รูปผีเสื้อที่สวยงาม ซึ่งก็แน่นอนว่า จุดใดที่น้องออกแรงกดไม่ทั่วถึง ครูก็จะช่วยกดซ้ำด้วยเพื่อให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น ขั้นสุดท้ายผู้เขียนใช้พู่กันจุ่มสีวาดหนวดผีเสื้อ และใช้กระดุมติดตกแต่งลงไป ให้เป็นหัวของผีเสื้อ งานทั้งสี่ชิ้นนี้นำไปติดตกแต่งผนัง หรือจะใช้เป็นที่รองแก้ว ก็ดูน่ารักไม่หยอก ^^

ภาพข้างบนนี้เป็นงานชิ้นแรกของน้องเวฬา ในการมาเรียนศิลปะกับผู้เขียน ^^ ตอนนั้นผู้เขียนไปเจอไม้กระดานแผ่นขนาดกลาง ขอบฉลุลายสวยงาม ตรงกลางเป็นสีดำ มีขาตั้งให้ด้วย ที่ร้านอุปกรณ์เครื่องเขียนและกิฟท์ช็อป จึงนำมาให้น้องใช้นิ้วมือจุ่มสีอะครีลิคที่มีประกายระยิบระยับสวยงาม แล้วลาก-แต้มสีลงบนแผ่นไม้นี้ เมื่อสีประกายชิมเมอร์มาอยู่บนพื้นดำจะดูเด่นมากขึ้น ^^ ตอนนั้นน้องยังไม่เคยทำงานศิลปะใดๆ มาก่อน ครูต้องช่วยจับนิ้วน้องมาจุ่มสี แล้วลาก-แต้มให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อสอนให้รู้วิธีบังคับมือตัวเอง จนภายหลังเริ่มทำได้ด้วยตัวเองบ้างเล็กน้อย จุดไหนที่แต้มสีจางเกินไป ผู้เขียนก็ช่วยจับนิ้วมาแต้มซ้ำ โดยทั้งหมดนี้ครูเป็นคนกำหนดเรื่องราวให้ ว่าจะลาก-แต้มสีเป็นรูปต้นไม้และพุ่มไม้ เพราะต้องการให้ได้รู้จักรูปทรงของต้นไม้ ว่าต้องมีลำต้น ใบ กิ่งก้านสาขา ฯลฯ และได้คุ้นเคยกับสีสันแปลกตาในภาพ อย่างสีทอง สีบรอนซ์ และสีแดงประกาย ซึ่งผู้เขียนได้หัดให้น้องออกเสียงชื่อสีเหล่านี้ด้วย และเพื่อให้รูปมีเรื่องราวสมบูรณ์มากขึ้น ผู้เขียนนำดาวสีม่วง และผีเสื้อสีฟ้าสดใส มาติดลงไปในภาพด้วย งานชิ้นนี้เป็นความพยายามของผู้เขียนในการปลูกฝังให้เด็กรู้จักวิธีการเล่าเรื่องหรือ story telling ผ่านงานศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อย แม้ว่าวัยของน้องและมือเล็กๆ ที่ยังทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากครูอยู่มาก แต่ก็เป็นขั้นแรกในการแนะนำให้เด็กเล็กได้รู้จักกับสีสัน วัสดุและพื้นผิว ตลอดจนสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติรอบตัวเรา

ผลงานด้านบนเป็นของน้องก้อง ชั้น ป.2 รร. มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่ เกิดจากการที่ผู้เขียนมีแผ่นกระดานไม้ซึ่งตรงขอบฉลุลายสวยงาม และมีขาตั้งสำหรับให้ติดประกอบเข้าไป จึงนำมาให้น้องได้เพ้นท์สีลงไป โดยคิดหัวข้อว่าให้เป็นรูป Spirit Animal โดยให้เลือกสัตว์วิเศษที่น้องชอบมากที่สุดและจะถือเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว น้องก้องจึงเลือกนกฟีนิกซ์ เพราะครูเล่าให้ฟังว่านกฟีนิกซ์เป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่และความเป็นอมตะ ทั้งนี้ผู้เขียนหาภาพตัวอย่างนกฟีนิกซ์ในอินเทอร์เน็ตมาให้น้องเลือกเอง ซึ่งน้องก็เลือกภาพฟีนิกซ์ที่มีปีกและขนหางโค้งละเอียดงดงามราวกับเปลวไฟ ภาพนี้ผู้เขียนเห็นว่ายากเกินไปที่จะให้น้องวาดเอง จึงร่างโครงสร้างและรายละเอียดภายในตัวนกให้ทั้งหมด แต่ฝึกให้น้องใช้พู่กันลงสีทับบนเส้นที่ครูร่างไว้ โดยผู้เขียนลงสีให้ดูเป็นตัวอย่างและสอนวิธีใช้พู่กันลากเส้นให้โค้งสวยงาม จากนั้นน้องใช้พู่กันจุ่มสีอะครีลิคแล้ววาดลงไปทีละเส้น และผู้เขียนให้น้องใช้สีทองเพ้นท์ลงไปบนกรอบภาพที่เป็นลายฉลุและขาตั้งภาพ ขั้นสุดท้ายใช้กาวร้อนทาด้านหลังภาพและนำขาตั้งมาติดประกอบเข้าไป ทำให้ได้ภาพนกฟีนิกซ์ที่สวยงาม นำไปใช้ประดับตกแต่งห้องได้ ^^

งานชิ้นนี้เป็นของน้องก้องเช่นเดียวกัน ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเทศกาลอีสเตอร์ของชาวตะวันตกทั้งสิ้น ;-D เหตุเกิดจากการที่ผู้เขียนไปเห็นไข่ของเล่นที่ดูน่ารักในร้านขายของจิปาถะ จึงซื้อมาให้น้องก้องได้เพ้นท์สนุกๆ ^^ โดยใช้สีที่มีประกายระยิบระยับในโทนเดียวกับอัญมณีต่างๆ เพื่อให้ได้ไข่ที่ดูมหัศจรรย์ไปอีกแบบ ^^ งานนี้ต้องบอกว่าเป็นการร่วมด้วยช่วยกันระหว่างครูกับนักเรียน เพราะเวลามีจำกัด ผู้เขียนกับน้องก้องจึงต้องช่วยกันเพ้นท์สีพื้นให้แห้งก่อน จากนั้นเติมลวดลายเข้าไปภายหลัง  โดยช่วยกันเขียนลายบนไข่จำนวนคนละครึ่ง เมื่อสำเร็จแล้วก็ได้ไข่หลากหลายสีสันและลวดลาย ซึ่งเมื่อนำมาวางรวมกันแล้วดูสวยดี ผู้เขียนจึงทำรังนกน่ารักๆ มาไว้ใส่ไข่  ด้วยการเป่าลูกโป่งให้เป็นลูกกลมสวย จากนั้นใช้ไหมพรมสีเหลืองอ่อนและเข้ม ชุบกาวจนชุ่ม นำเส้นไหมพรมมาพันรอบๆ ลูกโป่งจนเต็ม เมื่อเส้นไหมพรมแห้งแข็งและอยู่ตัวดีแล้ว ก็เอาเข็มจิ้มลูกโป่งให้แตก จากนั้นหยิบเอาเศษลูกโป่งออกมา ก็จะได้ไหมพรมสานกันเป็นรูปวงกลม เมื่อพับไหมพรมลงครึ่งหนึ่ง ก็จะได้รังนกกลมๆ ไว้ใส่ไข่อย่างที่เห็น ^^

งานชิ้นนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนไปได้จักรยานไม้คันเล็กๆ น่ารักมาจากกาดกองเก่า หรือกาดพระนอน (ลักษณะเหมือนตลาดนัดหรือถนนคนเดิน) จ.แพร่ จึงนำมาให้น้องก้องได้เพ้นท์สีอะครีลิคลงไป โดยผู้เขียนเป็นคนออกแบบคร่าวๆ ให้ ว่าส่วนท้ายรถจักรยานซึ่งเป็นช่องทรงกระบอก สามารถนำมาใส่ของได้ (ในภาพได้ใส่ดอกไม้ลงไป) ให้น้องเพ้นท์ลายบนไม้แต่ละแผ่นสลับกัน โดยไม้แผ่นหนึ่งเพ้นท์ลายเส้นโค้งและใบไม้ให้ดูอ่อนช้อย ส่วนอีกแผ่นจะต้องเพ้นท์ลายรูปทรงเรขาคณิต สลับกันเช่นนี้ไปจนครบวงรอบ ซึ่งน้องก็สามารถทำได้สวยเลยทีเดียว ^^ ทั้งนี้ส่วนใหญ่ผู้เขียนเลือกสีให้ เพราะน้องยังไม่แม่นเรื่องสี ว่าต้องเลือกสีอะไรมาใช้ให้ตัดกับสีพื้นหลัง เมื่อเพ้นท์ส่วนที่ใส่ของเสร็จก็ใกล้หมดเวลาพอดี ครูจึงต้องรีบสรุปงานด้วยการเพ้นท์ลายบนส่วนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่จุดเด่นของจักรยาน เช่น แฮนด์ ล้อ โครงด้านหน้า และเบาะนั่งให้ เพราะถ้าให้น้องทำเอง ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก งานจะไม่เสร็จทันในเวลาที่กำหนดไว้ ก็สรุปว่าน้องก้องได้จักรยานไม้คันน่ารักไปไว้ใส่ของใช้ เครื่องเขียนต่างๆ ซึ่งน้องบอกว่า นี่เป็นโปรเจ็คต์ที่ชอบที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลยทีเดียว ^^

งานชิ้นนี้เป็นของน้องเนเน่ ชั้น ป.4 รร.เทพนารี จ.แพร่ เกิดจากผู้เขียนมีแผ่นไม้รูปนกฮูก ซึ่งตกแต่งด้วยรูปดอกไม้สวยงาม และมีช่องคล้ายตะกร้าสำหรับใส่ของ จึงนำมาให้น้องได้เพ้นท์สีสันและลวดลายลงไป เราตกลงกันว่าจะเพ้นท์ไม้แต่ละแผ่นให้ไล่สีกันสวยงาม ส่วนการเพ้นท์สีบนดอกไม้ ก็เพิ่มลูกเล่นด้วยการวาดกลีบเล็กซ้อนอยู่ในกลีบใหญ่อีกที ใบไม้และก้านดอกมีการไล่เฉดสีเขียวอ่อน-เข้มให้ดูสวยงามมากขึ้น ส่วนที่ยากสุดก็คงเป็นตะกร้า ที่ผู้เขียนให้น้องเพ้นท์สีพื้นซึ่งเป็นสีเขียวหลายเฉดลงไปก่อน จากนั้นให้เขียนลายเถาวัลย์และใบไม้ลงไปเพื่อให้มีรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งน้องก็ตั้งใจทำอย่างมาก มีบางจุดที่มือสั่นหรือกะระยะพลาดจนทำให้เถาวัลย์ไม่สมบูรณ์ไปบ้าง ผู้เขียนก็จะช่วยแก้ไขจุดผิดพลาดเล็กน้อยเหล่านั้นให้ งานชิ้นนี้น้องบอกว่าภูมิใจมาก เพราะนอกจากจะได้แสดงฝีมือเพ้นท์แล้ว ยังได้นกฮูกไม้ไปไว้ใช้ใส่ของอีกด้วย ^^

ภาพด้านบนนี้เป็นงานของน้องขวัญ วัยย่างสี่ขวบ ชั้นเนิร์สเซอรี รร. อบต. หนองน้ำรัด จ.แพร่ งานนี้คุณแม่ของน้องได้สั่งซื้อชุดน้ำชาจิ๋ว ที่มีทั้งกาน้ำชา เหยือก และถ้วยชาพร้อมจานรอง โดยในกล่องมีสีและพู่กันมาให้พร้อม เพื่อให้น้องขวัญได้สนุกกับการเพ้นท์สีและลวดลายลงไปบนชุดน้ำชานี้ สีที่ให้มาเป็นแบบล้างน้ำออกได้ ดังนั้นสามารถล้างสีเก่าออกและนำมาเพ้นท์ใหม่ได้หลายครั้งตามต้องการ ทั้งนี้ในตอนแรกผู้เขียนกับน้องขวัญช่วยกันเพ้นท์สีพื้นก่อน เมื่อสีแห้งดีแล้ว ก็เติมลวดลายลงไป  โดยผู้เขียนบอกน้องว่าให้ใช้พู่กันจุ่มสีอะไร แต้มสีลงตรงจุดไหน เป็นรูปอะไร ทั้งนี้ก็เพื่อปลูกฝังให้รู้จักการเล่นสีสันและลวดลายที่ตัดกัน รวมถึงฝึกใช้พู่กันลากหรือแต้มเป็นรูปทรงต่างๆ เช่นเส้นตรง เส้นโค้ง หรือวงกลม ซึ่งน้องก็สามารถทำได้ดีทีเดียวสำหรับเด็กวัยนี้ รอให้โตอีกนิด  ครูก็น่าจะสามารถปล่อยให้สร้างสรรค์งานของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพราะเรียนรู้เทคนิคเบื้องต้นได้หลายอย่างแล้ว ^^

งานชิ้นนี้ผู้เขียนนำกล่องใส่ไอโฟนที่ไม่ใช้แล้ว มาให้น้องขวัญเพ้นท์สีอะครีลิคลงไป เป็นการรีไซเคิลของเหลือใช้เพื่อให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้และดูสวยงามด้วยในเวลาเดียวกัน โดยเริ่มจากการเพ้นท์สีพื้นลงไปก่อน เมื่อแห้งแล้วก็ฝึกให้น้องใช้พู่กันวาดลายลงไปบนกล่อง สำหรับเส้นตรง น้องทำได้ดีพอสมควร แต่เส้นโค้งยังทำไม่ค่อยได้ ครูจึงต้องช่วยจับมือลากเส้นให้โค้งสวยงาม สำหรับการใช้พู่กันแต้มสีลงไปเป็นจุดวงกลม น้องทำได้ดีเลยทีเดียว กล่องนี้เมื่อเพ้นท์เสร็จแล้ว ผู้เขียนนำใบไม้และดอกไม้ประดิษฐ์มาปักลงไปให้เต็ม ก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน ^^

งานข้างบนเป็นของน้องพัชรจัง ขณะนั้นอยู่ชั้นป.4 รร.มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่ ผู้เขียนนำขวดแก้วมาพ่นสเปรย์อะครีลิคเตรียมไว้ 1 เซ็ท เป็นสีเงิน สีม่วง และสีฟ้า จากนั้นได้ออกแบบลายไว้บนกระดาษก่อน เพื่อให้น้องดูแล้วแสดงความคิดเห็นว่า ชอบหรือไม่ชอบ ต้องการนำเสนอไอเดียอะไรหรือไม่ (ที่ออกแบบให้ดูก่อนเพื่อต้องการให้เกิดแรงบันดาลใจ) แต่น้องบอกว่าชอบลายตัวอย่างนี้แล้ว 😉 ครูจึงหัดให้น้องจับพู่กัน และลองวาดลายลงบนกระดาษก่อนลงขวดจริง เมื่อถึงเวลาวาดลงขวด ผู้เขียนก็ช่วยจับขวดให้ ส่วนน้องก็ค่อยๆ ใช้พู่กันเขียนลายลงไป จุดใดที่มีข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ครูก็ช่วยแก้ไขให้ ส่วนเรื่องการเลือกสี ผู้เขียนเป็นคนเลือกว่าใช้สีอะไร ตรงจุดไหน เพื่อให้ขวดทั้งสามชิ้นมีลวดลายและสีเข้ากันเป็นเซ็ท ทั้งนี้เพราะต้องการให้ได้เรียนรู้เรื่องเทคนิคการวาดและการจับสีมาผสมผสานกันให้ดูสวย น้องจึงได้ขวดกลับไปใช้ที่บ้าน 1 เซ็ท สำหรับใส่อุปกรณ์เครื่องเขียนหรือของกระจุกกระจิก ก็ถือเป็นการรีไซเคิลเอาวัสดุที่จะทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างสวยงามทีเดียว สำหรับก้อนหินสีสวยที่วางเคียงกับขวดนั้น เป็นฝีมือการออกแบบและลงสีของน้องเอง ซึ่งเมื่อนำมาวางรวมกันแล้วก็น่ารักดี ^^

ผลงานข้างต้นทั้งหมด เป็นความพยายามของผู้เขียนที่จะให้เด็กได้ทำงานศิลปะบนพื้นผิวของวัสดุที่หลากหลาย โดยไม่ได้จำกัดว่างานวาดหรืองานพิมพ์ภาพต้องทำบนกระดาษเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกเบื่อและที่สำคัญจะได้ภาชนะซึ่งผ่านการตกแต่งลงสีใหม่กลับไปใช้งานจริง เป็นความภูมิใจของเด็กๆ ด้วย ผู้เขียนเชื่อว่างานศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องประดับไว้ในแกลลอรี พิพิธภัณฑ์ หรือถูกแขวนไว้บนฝาผนังบ้านเท่านั้น แต่เราสามารถสร้างสรรค์ศิลปะไว้บนวัตถุเครื่องใช้ในบ้านหรือภาชนะต่างๆ เป็นการประยุกต์หรือผสมผสานเอาศิลปะมาไว้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้การที่เด็กๆ ได้ตั้งสมาธิ มุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการลงสีหรือวาดลวดลายลงบนชิ้นงาน ก็เป็นการปลูกฝังนิสัยความละเอียดอ่อนในการทำงาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากสำหรับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป

บทความนี้จะขอนำเสนอผลงานศิลปะเด็กเช่นเดิม โดยจะกล่าวถึงงานปั้นแป้งโดว์เป็นรูปทรงต่างๆ ทั้งที่เลียนแบบธรรมชาติและที่จินตนาการขึ้นเอง งานปั้นนี้เด็กๆ ชอบมากและทำอย่างสนุกสนาน เพราะการได้ใช้มือสัมผัสก้อนแป้งนุ่มๆ ที่มีกลิ่นหอมเหมือนขนม นอกจากจะเป็นการฝึกฝนกล้ามเนื้อมัดเล็กแล้ว ยังช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปกับเนื้อสัมผัส สี และกลิ่นของแป้ง ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กยุคนี้ถึงหลงใหลในของเล่นที่ได้ใช้มือบีบ นวด คลึง อย่างสไลม์และสกุชชี่ ทั้งนี้ก็เพราะธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว การได้สัมผัสและทำความรู้จักกับวัตถุต่างๆ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะไปเสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจของพวกเขา

ผลงานข้างบนนี้เกิดขึ้นในการเรียนศิลปะครั้งแรกๆ ของน้องพัชรจัง ขณะนั้นอยู่ชั้น ป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่  ที่เลือกงานปั้นมาให้ทำก่อน ก็เพราะเป็นงานที่สรุปให้จบได้เร็วกว่างานวาด ซึ่งต้องใช้เวลาต่อเนื่องหลายครั้งกว่าจะเสร็จสิ้น ที่สำคัญน้องเป็นคนชอบขนมสวยๆ และมีความฝันอยากเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ ผู้เขียนจึงคิดหัวข้อให้เลยว่า จะปั้นแป้งโดว์เป็นเค้กที่สวยงาม ทว่าการที่น้องไม่เคยมีประสบการณ์ในการออกแบบงานปั้นหรือขนมมาก่อน ผู้เขียนจึงคิดเรื่องขนาด รูปทรง รายละเอียด และสีสันของเค้กให้ทั้งหมด เพื่อเป็นตัวอย่างในน้องได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องการตกแต่ง การใส่รายละเอียด การเลือกสี และการจัดวางชิ้นงานให้ดูมีสไตล์ ทว่ารายละเอียดทุกอย่าง น้องมีส่วนช่วยปั้นแทบทั้งหมด ทั้งกลีบดอกไม้ ใบไม้ สตรอเบอร์รี ส้ม ลายจุด ลายเส้น ฯลฯ โดยผู้เขียนแสดงวิธีปั้นให้ดูทีละอย่าง แล้วให้น้องปั้นตาม เมื่อได้ชิ้นงานที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ครบแล้ว ผู้เขียนก็นำทุกอย่างมาประกอบเข้าด้วยกัน แล้วจัดวางให้สวยงาม

ด้านบนนี้เป็นกิจกรรมที่ผู้เขียนได้บูรณาการเอาศิลปะเข้าไปไว้ในวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กๆ มีความสุขในการเรียนรู้คำศัพท์  โดยงานชิ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้เขียนได้สอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆ ให้แก่หนูดี ชั้น ป.4 และเอญ่า ชั้น ป.5 รร. เจริญศิลป์ จ.แพร่ จากนั้นในตอนท้ายคาบเรียน ผู้เขียนก็ได้พูดชื่อขนมหวานหลายชนิดเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้ทั้งสองคนปั้นแป้งโดว์เป็นขนมชนิดนั้น  โจทย์ข้อแรกคือ fancy cake ข้อสองคือ icecream และข้อสุดท้ายคือ pancake เด็กทั้งสองสนุกกับการปั้นมาก และสามารถออกแบบขนมออกมาได้น่ารักเลยทีเดียว โดยที่ผู้เขียนช่วยออกความเห็นเรื่องการใช้สี และการตกแต่งรายละเอียดของขนมให้ออกมาดูดีมากขึ้น

 

งานชิ้นนี้เป็นของน้องก้อง ชั้น ป.2  รร. มารดาอุปถัมภ์ น้องก้องเคยทำงานศิลปะด้านอื่นมาหลายชิ้นแล้ว จึงอยากลองปั้นดูบ้าง ผู้เขียนก็เลยให้เริ่มจากงานที่ค่อนข้างง่ายก่อน นั่นคือการปั้นผลไม้หลายชนิด เช่น ส้ม แอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี มังคุด องุ่น มะม่วง มะนาว แก้วมังกร ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนก็ช่วยสอนวิธีปั้นและวิธีตกแต่งรายละเอียดเพื่อให้ผลไม้ที่ปั้นออกมามีความน่ารักสมจริงมากขึ้น การปั้นผลไม้เป็นงานที่ไม่ยากเกินความสามารถของเด็กวัยนี้ เพราะรูปทรงของผลไม้ไม่ซับซ้อนมากนัก เมื่อปั้นเสร็จแล้ว ผู้เขียนได้นำผลไม้เล็กๆ เหล่านี้มาเสียบลงบนกิ่งก้านของต้นดอกแก้ว (ที่ใช้กิ่งไม้ชนิดนี้ก็เพราะมีความเหนียวทนทาน ใบไม่เหี่ยวง่าย เก็บไว้ได้นานกว่ากิ่งไม้ชนิดอื่น) เมื่อจัดวางลงในภาชนะแล้วก็ทำให้ได้ช่อผลไม้จิ๋วที่ดูน่ารักดี สามารถใช้ตกแต่งห้องหรือสถานที่ต่างๆ ได้

นี่เป็นอีกชิ้นงานที่ผู้เขียนได้บูรณาการเอาศิลปะเข้าไปในวิชาภาษาอังกฤษด้วย เจ้าของผลงานนี้คือน้องทับทิม ขณะนั้นอยู่ชั้น ป.4 รร. ปรินส์รอแยลวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เราตกลงกันว่าจะเล่นเกมปั้นแป้งโดว์ โดยผู้เขียนจะเป็นคนพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และหากผู้เขียนกล่าวคำใดออกมา น้องต้องปั้นแป้งให้เป็นสิ่งนั้น  เนื่องด้วยเวลาที่มีจำกัด น้องจึงได้ปั้นออกมาเป็นสามสิ่ง คือ caterpillar, flower garden และ butterfly  ซึ่งผู้เขียนก็ช่วยออกความคิดเห็นเรื่องการใช้สี การใส่รายละเอียด และการจัดวางชิ้นงานเพื่อให้ดูน่าสนใจมากขึ้น

งานชิ้นนี้เป็นของน้องขวัญ วัยย่างสี่ขวบ รร. อบต. หนองน้ำรัด จ.แพร่  ผู้เขียนต้องการให้น้องได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้วยการปั้นแป้งโดว์เป็นรูปทรงง่ายๆ อย่างก้อนกลม (ใช้ทำกลีบดอกไม้, ตัวหนอน, หัว ตา และปลายหนวดของหนอนและผีเสื้อ) เส้นยาวๆ  (ทำเป็นก้านดอกไม้และหนวดผีเสื้อ) หรือกดแป้งเป็นแผ่นแบนๆ แล้วใช้สองนิ้วบีบปลายแผ่นแป้งให้แหลม เพื่อทำรูปใบไม้ ทั้งหมดนี้ผู้เขียนเป็นคนคิดเรื่องราว เลือกสีของแป้งโดว์ และกะปริมาณแป้งแต่ละชิ้นให้ ส่วนน้องมีหน้าที่ปั้นแป้งนั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ข้างต้นตามที่ครูสอน  จากนั้นผู้เขียนชี้จุดให้น้องนำก้อนแป้งที่ปั้นแล้วไปแปะลงบนตำแหน่งต่างๆ บนกระดาษ แล้วใช้นิ้วค่อยๆ กดแป้งให้ติดลงไป เมื่อนำก้อนแป้งที่เป็นรูปทรงง่ายๆ อย่างวงกลม วงรี เส้นยาว หรือแผ่นแบนๆ มาวางรวมกัน ก็สามารถสร้างสรรค์ภาพที่มีเรื่องราวอยู่ในนั้นได้ ^^ เรียกว่าแทนที่จะใช้ดินสอ ปากกา หรือสีประเภทต่างๆ ในการวาดเรื่องราวลงบนกระดาษ เราก็หันมาใช้แป้งโดว์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแทน

ภาพข้างบนนี้เป็นผลงานของน้องพลอย ชั้น ป.3 รร. เมธังกราวาส จ.แพร่ ระหว่างที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษ น้องพลอยเสนอว่าอยากเล่นเกมปั้นแป้งโดว์ ตามโจทย์คำศัพท์ภาษาอังกฤษเช่นเดียวกับที่พวกรุ่นพี่เคยเล่นกันมาแล้ว ครูจึงกำหนดหัวข้อว่าจะต้องปั้นแป้งโดว์เป็น  animals โดยตัวแรกคือ snail ตามด้วย fish, bird และ bear ตามลำดับ (เวลามีจำกัดจึงให้ปั้นแค่สี่ตัวนี้) ซึ่งน้องก็สามารถปั้นออกมาได้ดีและเป็นคนออกแบบชิ้นงานเองเกือบทั้งหมด ผู้เขียนช่วยแนะนำบ้างเรื่องการเพิ่มรายละเอียดและการเลือกสีให้ตัดกันเพื่อให้ผลงานดูเด่นขึ้น เมื่อนำทั้งสี่ชิ้นมาจัดวางรวมกัน ก็ดูเหมือนสวนสัตว์ขนาดย่อมที่น่ารักเลยทีเดียว ^^

สองภาพสุดท้ายนี้เป็นผลงานของหนูวี่ ขณะนั้นอยู่ชั้น ป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ น้องต้องการจะปั้นรูปลูกบอลสัตว์ (animal balls) ตามไอเดียในหนังสือสอนงานปั้นสำหรับเด็ก พวกเราจึงนำหนังสือเล่มนั้นมากางดูระหว่างปั้นเพื่อเป็นตัวอย่าง สำหรับภาพที่หนึ่ง เป็นการลองปั้นครั้งแรกของน้อง ซึ่งขณะนั้นยังไม่คล่องนัก จึงปั้นออกมาได้ตัวเดียวคือนกเพนกวินสีฟ้าเข้ม ส่วนอีกสองตัวคือปูสีแดงกับเต่าสีน้ำตาลนั้นเป็นฝีมือของครูที่ปั้นออกมาประชันกันเล่นๆ ^^ ส่วนภาพที่สอง เมื่อน้องปั้นเริ่มคล่องแล้ว ก็ทำให้ผลิตผลงานออกมาได้มากขึ้น รูปกระต่ายสีขาว ปลาหมึกสีแดง และลูกเจี๊ยบสีเหลือง เป็นผลงานของน้อง ขณะที่หมีสีฟ้า กวางสีส้ม และตัววอลรัสสีเขียวเป็นฝีมือของครู ^^

ผู้เขียนคิดว่างานปั้นนั้นไม่ได้สร้างความสนุกสนานให้กับเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็สามารถทำงานปั้นเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส สร้างความเพลิดเพลินใจ ผ่อนคลายความตึงเครียดได้ ทว่าอาจเปลี่ยนจากแป้งโดว์ซึ่งไม่สามารถเก็บรักษาชิ้นงานไว้ได้นาน มาเป็นวัสดุอย่างอื่นที่คงทนถาวรกว่าได้ เช่นดินปั้นโมเดล ซึ่งเมื่อทิ้งไว้ให้แห้ง ก็จะสามารถเพ้นท์สีทับลงไป ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการ ที่เก็บไว้เป็นคอลเลคชั่นของสะสมหรือของแต่งบ้านได้

วันนี้ก็จะขอนำเสนอผลงานของนักเรียนที่มาศึกษาวิชาศิลปะกับผู้เขียนเช่นเดิม ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงผลงานที่เด็กๆ ได้ใช้นิ้วแต้มสีลงไปบนกระดาษ โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือสีที่เรียกว่า finger paint ภาพทั้งหมดเกี่ยวกับความงามของผลิตผลในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่างๆ ผลงานอีกประเภทคืองานพิมพ์ภาพลงบนกระดาษ โดยใช้วัสดุธรรมชาติอย่างผัก ผลไม้จากตลาด และดอกไม้ ใบไม้ที่เก็บได้ในบ้านผู้เขียนเอง สุดท้ายคืองานที่ใช้ใบไม้แห้งและธัญพืชต่างๆ หรือแม้กระทั่งกระดุมหลากสี นำมาติดกาวลงไปบนกระดาษเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติที่สวยงาม

งานชิ้นแรกเป็นของน้องเวฬา วัยย่างสามขวบ รร. เทพนารี จ.แพร่ สีที่ใช้คือ finger paint ซึ่งเด็กเล็กสามารถใช้นิ้วจุ่มสีแล้วแต้มหรือป้ายลงบนพื้นผิวที่ต้องการได้ง่าย  เนื้อสีบางเบา เช็ดล้างทำความสะอาดง่าย ที่สำคัญอ่อนโยนต่อผิวบอบบางของเด็ก ^^ งานชิ้นนี้น้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรงและสีของผลไม้หลายชนิด ด้วยการที่ผู้เขียนให้น้องใช้นิ้วมือจุ่มสี แล้วช่วยจับมือหนูแต้มหรือป้ายสีลงบนกระดาษ เป็นรูปผลไม้ต่างๆ โดยครูสอนให้เรียกชื่อผลไม้เหล่านี้ทุกชนิดด้วย ซึ่งน้องก็สนใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ^^

ภาพนี้ใช้สี finger paint เช่นเดียวกัน เป็นงานของน้องขวัญ วัยย่างสี่ขวบ รร. อบต. หนองน้ำรัด จ.แพร่ เกิดจากการที่ผู้เขียนต้องการฝึกให้ใช้นิ้วมือและแปรงแบบต่างๆ จุ่มสีแล้วแต้มลงบนกระดาษ ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าหากจะให้ภาพมี story หรือเรื่องราวในตัวเอง การแต้มสีเป็นรูปธรรมชาติ ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ดูจะทำได้ง่ายที่สุดแล้ว ในส่วนของการใช้นิ้วแต้มบนกระดาษนั้นน้องสามารถทำได้ เพียงแต่ยังไม่ทราบตำแหน่งว่าควรจะวางหรือกระจายจุดสีไปตรงไหนบ้าง ควรตวัดหรือลากนิ้วมืออย่างไร เพื่อให้เกิดรูปต้นไม้ พุ่มไม้ ดอกไม้ ฯลฯ ตามที่ต้องการ ผู้เขียนจึงเป็นคนเลือกสีและชี้จุดให้ เมื่อน้องใช้นิ้วจุ่มสีแล้ว ก็ทำการกดหรือลากนิ้วลงไปตรงจุดนั้น  หากกดไม่แรงพอ  ไม่เป็นรูปเป็นร่าง หรือสีจางเกินไปจนมองไม่เห็น ผู้เขียนก็ช่วยจับมือน้องแล้วลาก-แต้มให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจว่าควรลงน้ำหนักมือเท่าไร  จึงจะได้ภาพที่ต้องการ นอกจากนี้น้องยังได้ใช้แปรงหลายแบบจุ่มสี แล้วนำไปกดลงบนกระดาษตามจุดที่ผู้เขียนชี้บอกให้  ภายหลังน้องเริ่มเก่ง ไม่ต้องให้ครูกำกับ ก็สามารถใช้นิ้วจุ่มสีมาแต้มได้เองตามชอบ เป็นรูปดอกไม้เล็กๆ ที่ขึ้นแทรกอยู่ทั่วไปในภาพ ^^ และยังออกไอเดียเองว่า จะทำรูปผีเสื้อ โดยใช้นิ้วแต้มสีชมพู ทำเป็น 4 ปีก ครูก็เลยช่วยจับนิ้วหนูแต้มปีกด้านบนให้ยาวสวยขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเติมหัวและตัวผีเสื้อเข้าไปด้วย ^^

งานชิ้นนี้เป็นของหนูวี่ ขณะนั้นอยู่ชั้น ป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่ เป็นงานพิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติ โดยใช้ดอกไม้ ใบไม้ที่เก็บได้ในบ้านผู้เขียนเอง รวมทั้งผักต่างๆ เช่น หัวกะหล่ำปลี จากตลาดสด ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นคนเลือกสีและกำหนดจุดในการวางภาพให้กับน้อง เพราะขณะนั้นหนูวี่ยังไม่มีความรู้เรื่องการจัดองค์ประกอบภาพมาก่อน งานชิ้นนี้ถือเป็นงานแรกของน้องในการมาเรียนศิลปะกับผู้เขียน น้องต้องนำวัสดุธรรมชาติเหล่านี้จุ่มลงในสีอะครีลิคแล้วนำไปกดทับลงบนภาพ จนได้รูปช่อดอกไม้ที่สวยงาม ขั้นสุดท้ายผู้เขียนใช้พู่กันจุ่มสีเขียววาดกิ่งก้านของช่อดอกไม้นี้ให้สมบูรณ์ขึ้น

รูปนี้เป็นงานพิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติเช่นเดียวกัน เป็นผลงานของน้องเวฬา ซึ่งผู้เขียนจัดให้พิมพ์ภาพแอปเปิ้ลและพริกลงบนกระดาษสา เพื่อให้ได้ลวดลายที่น่ารักบนกระดาษ  สามารถนำไปใช้ห่อของขวัญได้ ผู้เขียนใช้แอปเปิ้ลผ่าครึ่ง ทาสีอะครีลิคที่มีประกายชิมเมอร์ลงไป แล้ววางแอปเปิ้ลด้านที่ทาสีไว้ลงบนกระดาษ โดยให้น้องใช้มือเล็กๆ ช่วยกด ผู้เขียนใช้วิธีการเดียวกันนี้กับพริกเขียว โดยทาสีลงบนพริก แล้วให้น้องใช้มือกดจนรูปพริกติดบนกระดาษ การพิมพ์ภาพพริกนี้มีปัญหามากกว่าการพิมพ์ภาพแอปเปิ้ล เพราะผิวของพริกมีความมันวาว ทำให้สีติดบนกระดาษไม่ค่อยสม่ำเสมอ ผู้เขียนจึงใช้พู่กันจุ่มสีทาเสริมลงไปให้ได้รูปพริกที่สมบูรณ์ขึ้น ขั้นสุดท้ายผู้เขียนใช้พู่กันจุ่มสีเขียววาดก้านแอปเปิ้ลเพื่อให้ดูน่ารักขึ้น ก็เป็นชิ้นงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นกระดาษห่อของขวัญที่มีลวดลายไม่ซ้ำใคร ^^

ภาพนี้เป็นผลงานของน้องขวัญ เกิดจากการใช้วัสดุในธรรมชาติ ทั้งใบไม้ ดอกไม้ ที่เก็บได้ในบ้านผู้เขียนเอง รวมถึงอุปกรณ์ในครัวอย่างช้อนพลาสติก ที่มีด้ามเป็นรูปหัวใจ นำมาจุ่มสีอะครีลิค แล้วกดทับลงไปบนกระดาษ ทั้งนี้ผู้เขียนเป็นคนเลือกใบไม้ ดอกไม้ให้ แล้วน้องหยิบใบไม้ ดอกไม้ จุ่มลงในสีที่ผู้เขียนเลือกไว้ จากนั้นนำไปกดทับลงบนภาพตามจุดที่ครูชี้บอก ทั้งนี้เพราะเป็นงานศิลปะชิ้นแรกในการมาเรียนกับผู้เขียน  น้องยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะ การใช้สี หรือการจัดองค์ประกอบภาพมาก่อน จึงต้องการให้ได้เรียนรู้เรื่องการจัดวางรูปวัตถุต่างๆ ให้กระจายทั่วทั้งภาพ ไม่ไปกระจุกรวมกันอยู่จุดใดจุดหนึ่ง มีการวางระยะห่างของแต่ละดอก เพื่อให้แทรกใบเข้าไปได้ภายหลัง จนดูเป็นสวนดอกไม้ที่สวยงาม บางจุดผู้เขียนก็ให้น้องใช้นิ้วจุ่มสีแล้วลากลงบนกระดาษเป็นรูปกลีบดอกไม้ด้วย

งานชิ้นนี้เป็นของน้องขวัญเช่นเดียวกัน ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่า vegetable art เพราะผู้เขียนได้นำผักหลายชนิดมาให้น้องได้ทำความรู้จักกับรูปทรง สี และผิวสัมผัสของมัน เริ่มต้นจากการนำชิ้นส่วนผักเหล่านั้นมาให้น้องทาสีลงไป ทั้งสีน้ำ และสีอะครีลิค  จากนั้นนำชิ้นส่วนที่ชุ่มสีไปกดทับลงบนกระดาษ ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม ผักที่ใช้ก็ประกอบด้วย เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอ่อน และก้านข้าวโพด แครอทหั่นเป็นรูปดาว มะเขือเทศผ่าครึ่ง รวมถึงผักใบเขียว อย่าง กะหล่ำปลี บร็อคโคลี โหระพา และผักกาดหอม ก็ถือเป็นการเรียนศิลปะที่บูรณาการเอาความรู้เรื่องผลิตผลในธรรมชาติเข้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ภาพนี้เป็นงานของหนูวี่ ซึ่งผู้เขียนได้กำหนดหัวข้อให้ว่า จะทำภาพนกโทนสีอบอุ่น จากธัญพืช อย่างเมล็ดข้าวเปลือกและเมล็ดฟักทอง รวมทั้งใบไม้แห้งหลายรูปแบบที่เก็บได้ในบ้านผู้เขียนเอง ภาพนี้ครูเป็นคนร่างรูปนกให้ แล้วให้น้องทากาวร้อนลงบนภาพ จากนั้นหยิบธัญพืชและใบไม้แห้งติดลงไปบนภาพให้เกิดลวดลายสวยงามเป็นปีก หาง และขนนก โดยครูคอยกำกับให้ติดเมล็ดพืชและใบไม้ที่มีขนาดเหมาะสมกับส่วนต่างๆ ของตัวนก ขั้นสุดท้ายผู้เขียนใช้ดินสอสีวาดเท้าของนก รวมทั้งเติมใบไม้ลงไปเพื่อให้ภาพดูสมบูรณ์มากขึ้น

ภาพสุดท้ายนี้ เป็นการถ่ายทอดความงามของผลิตผลในธรรมชาติอย่างดอกไม้อีกเช่นเดียวกัน แต่ใช้วัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างกระดุมพลาสติคหลากสีสำหรับงานตัดเย็บ ซึ่งครูนำมาให้หนูวี่ได้ติดลงไปบนแผ่นกระดาษเป็นรูปดอกไม้หลายขนาด จากนั้นผู้เขียนใช้สีไม้วาดกิ่งก้านและใบเพิ่มลงไปเพื่อให้ดูเป็นต้นดอกไม้ที่สวยงาม

ผู้เขียนคิดว่า การสร้างงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ในหัวข้อเกี่ยวกับความงามของธรรมชาติ เป็นการให้การเรียนรู้เบื้องต้นที่สำคัญมากแก่เด็กเล็กและเด็กประถม ทั้งนี้ก็เพราะเป็นการแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกับรูปทรง สีสัน และผิวสัมผัสของสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา เป็นการปลูกฝังความรักและเคารพในธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น จะสามารถดำเนินชีวิตที่สอดประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ และช่วยดำรงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรต่างๆ เพื่อส่งมอบให้คนรุ่นลูกหลานต่อไป

บทความนี้ถือเป็นภาคต่อจากที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้  เกี่ยวกับผลงานศิลปะของเด็กหลายวัย สำหรับวันนี้จะขอนำเสนอผลงานแนวที่ใช้มือ พู่กัน หรืออุปกรณ์อย่างอื่นในการหยด-ปาด-ป้าย-ละเลงสี 😉 ซึ่งภาพที่ออกมาก็เป็นการผสมผสานของสีสันหลากหลายและความพลิ้วไหวของเส้นและรูปทรง  ถือว่าดูน่าสนใจพอๆ กับงานศิลปะที่แสดงรูปร่างของคน สัตว์ วัตถุอย่างชัดเจน

 

ตัวอย่างของงานแนวนี้ ก็คือภาพด้านบน ซึ่งผู้เขียนเตรียมกระดาษแข็งขนาดเท่าโปสการ์ด 2 แผ่น จากนั้นใช้สีน้ำแบบที่มีประกายชิมเมอร์ใส่ในภาชนะแล้วรินสีลงไปบนกระดาษ ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน โดยกระดาษที่วางแนวนอน เมื่อเทสีลงไปแล้วต้องคอยเอียงกระดาษเพื่อให้สีไหลออกข้างเป็นรูปทรงสวยงาม ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้นักเรียนที่เป็นเด็กเล็กได้สังเกตทิศทางและความเร็วในการไหลของแต่ละสี (สีที่มีความข้นมากจะไหลช้า ส่วนสีที่ผสมน้ำเข้าไปมากจะไหลเร็ว) อีกทั้งต้องคอยตอบคำถามครูว่า แต่ละสีมีชื่อเรียกว่าอะไร ;-D ทั้งนี้ก็เพื่อปลูกฝังให้รู้จักแยกแยะโทนสีต่างๆ ได้ตั้งแต่วัยนี้ (ขอขอบคุณภาพฉากหลังจากหนังสือนิทานเด็ก “ขวัญข้าว ขวัญเรา” มา ณ ที่นี้)

งานชิ้นนี้เป็นของน้องเวฬา นักเรียนศิลปะวัยย่างสามขวบ รร.เทพนารี จ.แพร่ ผู้เขียนใช้พู่กันจุ่มสีน้ำ แล้วให้น้องใช้นิ้วช่วยบีบพู่กัน จนสีหยดลงบนกระดาษ บางทีก็ใช้สลิงค์ดูดสีน้ำขึ้นมา แล้วปล่อยสีลงบนกระดาษ จากนั้นใช้หลอดดูด เป่าสีให้แตกกระจายออกไปเป็นเส้นๆ เมื่อหลายๆ สีผสมกันเข้าก็ได้เป็นสีใหม่ที่สวยงาม น้องเวฬาสนใจมองดูทิศทางการไหลของสีมาก (หนูยังเป่าไม่เป็น  ดูดได้อย่างเดียว ครูเลยต้องเป่าให้ดูแทน ;-D ) และเพื่อเพิ่มเอฟเฟคต์ที่สวยงาม ผู้เขียนใช้พู่กันจุ่มสีน้ำ แล้วจับนิ้วน้องเวฬามาปัดสีบนพู่กันให้กระจายเป็นจุดเล็กๆ ทั่วแผ่นกระดาษ รวมทั้งแต้มสีน้ำข้นๆ ลงบนกระดาษ แล้วให้น้องใช้นิ้วกับฝ่ามือป้ายและละเลงสี เพื่อให้ภาพนี้สมบูรณ์ขึ้น

สองภาพข้างบนนี้น้องเวฬาได้เลอะสีเต็มที่ ;-D ด้วยการที่ผู้เขียนเทสีน้ำลงบนกระดาษ แล้วเอียงกระดาษให้สีไหลไปมา เพื่อให้น้องได้เห็นทิศทางการไหลของสี และได้เห็นว่าเมื่อหลายสีไหลมาผสมกันเข้าจะกลายเป็นสีอะไร จากนั้นผู้เขียนใช้ขวดสเปรย์ใส่สีน้ำ แล้วฉีดพ่นลงไปบนภาพให้ได้เอฟเฟคต์สวยงาม ขั้นตอนสุดท้ายผู้เขียนเอาสีทาบนมือน้อง จากนั้นให้หนูเอามือแปะและป้ายสีลงบนภาพ ทำให้ได้งานแนวแอ็บสแตร็คที่มีสีสันและรูปทรงโดยรวมคล้ายกับพุ่มไม้และดอกไม้ในป่า ที่เห็นแล้วนึกถึงคำว่า enchanting forest ขึ้นมาทันที ^^

งานสองชิ้นนี้เป็นการให้น้องเวฬาได้สัมผัสและทำความรู้จักกับสีและอุปกรณ์ประเภทต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ศิลปะและเครื่องใช้ในครัวเรือน ภาพขวามือเป็นการใช้สีแห้ง ซึ่งน้องชอบมากเพราะไม่เลอะมือ ;-D สีที่ว่านี้คือ soft pastel (ลักษณะเป็นผงแห้งที่ถูกอัดเป็นแท่ง เป็นแบบไม่มีน้ำมัน เมื่อระบายลงบนกระดาษจะให้ภาพที่ดูนุ่มนวล ถ้าเป็นแบบมีน้ำมันจะเรียกว่าสีชอล์ค หรือ oil pastel) ผู้เขียนเป็นคนเลือกสีแล้วให้น้องจับแท่งสีมาขีดเขียนลงไปบนกระดาษตามใจชอบ ส่วนงานชิ้นซ้ายมือ ผู้เขียนเทสีอะครีลิคที่มีประกายชิมเมอร์สวยงามลงบนกระดาษ แล้วให้น้องใช้มือจับช้อน ส้อม เกรียง แปรง และพู่กันขนาดใหญ่ ปาดสีบนกระดาษให้เป็นรูปทรงต่างๆ ตามใจชอบ

ภาพนี้น้องเวฬาได้ออกแรงทุบสีจนทำให้เกิดลวดลายบนภาพ โดยผู้เขียนใช้หลอดสลิงค์ดูดสีน้ำข้นๆ ขึ้นมา แล้วปล่อยสีลงบนกระดาษ จากนั้นใช้ชิ้นผ้าสักหลาดที่ตัดเป็นวงกลมเล็ก (ใช้เข็มกับด้ายเย็บให้ได้รูปทรงเหมือนกรวยวงกลมตื้นๆ) คว่ำชิ้นผ้าทรงกรวยนี้ทับสีเอาไว้ แล้วให้น้องใช้ก้นขวดพลาสติคทุบลงไปเพื่อให้สีกระจายออกจากกัน บางจุดก็ใช้ฟองน้ำแผ่นกลมซับสีแล้วนำไปป้ายหรือแต้มลงบนกระดาษ  เป็นการฝึกใช้มือและการออกแรงกล้ามเนื้อที่ดีทีเดียว ^^

งานชิ้นนี้ทำได้ง่ายและสนุกสนานมาก ที่สำคัญผลลัพธ์ออกมาน่าทึ่งทีเดียว ผู้เขียนขอเรียกว่า crumpled paper art เพราะใช้กระดาษ A4 ฉีกเป็นสองท่อน แล้วขยำกระดาษให้ยับยู่ยี่จนเป็นก้อนกลม จากนั้นให้น้องเวฬาจับพู่กันไปจุ่มสีน้ำ แล้วแต้มสีลงบนก้อนกระดาษให้ทั่ว จะแต้มให้เลอะเทอะอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ ;-D บางจุดที่น้องแต้มสีน้อยไป ครูก็ช่วยเพิ่มให้ เมื่อแต้มเข้าไปหลายๆ สี พอคลี่ก้อนกระดาษออกมาเป็นแผ่น แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง ก็จะได้ลวดลายสวยงามเหมือนผ้ามัดย้อม ^^ กระดาษทั้งแปดชิ้นนี้ ผู้เขียนนำมาติดกาวเรียงต่อกันลงบนกระดาษสาแผ่นใหญ่อีกทีหนึ่ง แล้วใช้ไหมพรมหลากสีติดกาวลงไปคั่นระหว่างกระดาษแต่ละแผ่น ทำให้ภาพรวมดูสวยขึ้น

ภาพนี้เป็นอีกงานที่ทำได้ง่าย สนุก และออกมาสวยงามด้วย ผู้เขียนนำกระดาษย่นหลากสีสำหรับทำดอกไม้ประดิษฐ์มาตัดเป็นชิ้นๆ รูปเรขาคณิต จากนั้นนำชิ้นกระดาษย่นทั้งหมดวางเรียงบนกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่จนเต็ม แล้วใช้ขวดสเปรย์ ฉีดน้ำลงไปบนกระดาษย่นจนกระดาษเปียกชุ่มและสีบนกระดาษย่นไหลซึมลงบนกระดาษขาวแผ่นใหญ่ เมื่อทิ้งไว้สักพักจนสีไหลซึมลงบนกระดาษขาวเกือบหมดแล้ว  ผู้เขียนก็ให้น้องเวฬาช่วยหยิบกระดาษย่นออกทิ้งไป ภาพที่ปรากฏก็คืองานศิลปะที่สวยงามชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมีหลากหลายรูปทรงและสีสันที่ไหลซึมไปผสมกันกลายเป็นสีใหม่ เกิดเป็นลวดลายแปลกตาบนกระดาษ เป็นงานที่ทำได้ง่ายและสร้างความตื่นเต้นให้เด็กเล็กได้ดีทีเดียว ^^

งานชิ้นนี้ผู้เขียนขอเรียกว่า bubble art ก็แล้วกัน เพราะผู้เขียนได้นำสีอะครีลิคผสมน้ำ แล้วใส่น้ำยาล้างจานลงไป จากนั้นใช้หลอดเป่าจนเกิดเป็นฟองเยอะๆ ฟูฟ่อง ทำให้น้องเวฬาตื่นเต้นกับการสังเกตฟองสีมากๆ ^^ จากนั้นก็ใช้แผ่นกระดาษขาว วางทับลงไปบนฟอง เพื่อให้น้องสังเกตดูว่าฟองนั้นทำให้เกิดลวดลายบนกระดาษอย่างไร เมื่อทำเช่นนี้หลายๆ สีทับกัน ก็จะเกิดสีสันหลากหลายสวยงาม รูปทรงของฟองที่เป็นเม็ดกลมๆ ทำให้เกิดศิลปะบนแผ่นกระดาษ ที่ดูน่าสนใจไปอีกแบบ ^^

ภาพนี้ผู้เขียนใช้กระดาษ A4 ตัดครึ่ง จำนวนหลายแผ่น โดยนำแต่ละแผ่นไปวางไว้บนพื้นผิวของภาชนะสานหลายแบบที่มีลวดลายแตกต่าง ไม่ซ้ำกันเลย ภาชนะสานเหล่านี้ เช่น ตะกร้า กล่องใส่ของ ฯลฯ เป็นของเก่าที่คุณพ่อผู้เขียนสะสมไว้นานแล้ว เมื่อวางกระดาษลงไปแล้ว ก็ให้น้องเวฬาจับแท่งสีมาถูลงไปบนกระดาษ จุดไหนที่น้องถูไม่แรงพอ ครูก็ช่วยจับมือให้ เมื่อถูสีลงไปหลายสีซ้อนทับกัน ก็จะเห็นลวดลายของภาชนะสานเหล่านั้นปรากฏขึ้นมาบนกระดาษ

สองภาพข้างบนนี้เป็นผลงานของน้องขวัญ วัยย่างสี่ขวบ  รร. อบต. หนองน้ำรัด จ.แพร่  เกิดจากการที่ครูต้องการให้ฝึกจับพู่กันและแปรงชนิดต่างๆ  เพื่อให้ทราบว่าพู่กันหรือแปรงลักษณะไหน จะให้เส้นฝีแปรงแบบใด ทั้งนี้ผู้เขียนเลือกสีให้  แล้วให้น้องลากพู่กันลงไปบนกระดาษ แต่น้องยังควบคุมกล้ามเนื้อมือได้ไม่ดีนัก เมื่อสั่งให้ลากพู่กันเป็นเส้นโค้งพลิ้วๆ จะยังทำไม่ค่อยได้  ทำได้ดีเฉพาะเส้นตรงเท่านั้น แต่การใช้เส้นตรงในภาพมากๆ ก็จะขาดความพลิ้วไหว ครูจึงช่วยประคองมือน้องให้สามารถลากเส้นโค้งที่สวยงามได้  ส่วนที่เห็นเป็นจุดๆ บนภาพนั้น ใช้ก้านสำลีมัดรวมกันเป็นกระจุก นำไปจุ่มสีอะครีลิคแล้วกดทับลงบนภาพ เมื่อสีอะครีลิคแห้งแล้ว ผู้เขียนให้น้องลองเล่นกับเนื้อสัมผัสของเจลกลิตเตอร์ที่มีประกายระยิบระยับ เพื่อเพิ่มเอฟเฟคต์ให้กับภาพ ด้วยการบีบเจลหลากสีลงไปตามจุดต่างๆ บนภาพ แล้วให้น้องใช้นิ้วมือป้ายเจลเป็นแนวตามเส้นฝีแปรงที่ลากไว้

ภาพนี้ผู้เขียนนำใบไม้หลายขนาดมาวางลงบนกระดาษ แล้วให้น้องขวัญลองใช้ขวดสเปรย์พ่นสีน้ำที่มีประกายชิมเมอร์ลงไปให้ทั่วแผ่นกระดาษ เมื่อหยิบใบไม้ออก ก็จะได้พื้นที่ว่างสีขาวบนกระดาษเป็นรูปใบไม้ จากนั้นให้น้องใช้นิ้วมือจิ้มสีแล้วลากเส้นหรือจุดสีลงบนรูปใบไม้สีขาวให้เกิดลวดลายสวยงาม ส่วนกระดาษเปล่าอีกแผ่น ผู้เขียนหยดสีลงไปแล้วให้น้องใช้หลอดเป่าเพื่อให้สีแตกกระจายออกไปหลายทิศทาง บางทีก็ให้ใช้พู่กันขนาดใหญ่จุ่มสี แล้วใช้นิ้วมือบีบพู่กันให้สีหยดลงไปบนกระดาษจนเกิดภาพที่ดูน่าสนใจ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นความพยายามของผู้เขียนที่จะแนะนำให้เด็กเล็กได้รู้จักกับธรรมชาติของสีและอุปกรณ์ศิลปะชนิดต่างๆ งานเหล่านี้ทำได้ค่อนข้างง่าย จึงเหมาะกับเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อมือให้ทำงานศิลปะที่ซับซ้อนหรืองานที่แสดงรูปร่างของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติอย่างชัดเจนได้ ผลงานทั้งหมดที่ออกมาก็เลยเป็นงานแนวแอ็บสแตร็คที่ดูแปลกตาและน่าสนใจไปอีกแบบ

ผู้เขียนยินดีมากที่ผู้ปกครองหลายท่านเห็นความสำคัญของวิชาศิลปะ และได้นำบุตรหลานมาเรียนศิลปะกับผู้เขียนตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ ผู้เขียนเชื่อว่า สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ในวันนี้ จะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่รอวันเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่อันงดงามต่อไปในอนาคต การศึกษาของมนุษย์นั้น จะเรียนรู้เฉพาะเรื่องตรรกะและการคิดเป็นเหตุเป็นผลอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก จิตวิญญาณ ไปพร้อมๆ กันด้วย ถ้าเป็นภาษาปัจจุบันก็ต้องกล่าวว่าเป็นการฝึกหัดใช้สมองทั้งสองซีกให้เกิดความสมดุลและประสานกลมกลืนกัน

โลกเรานี้ไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยความดีและความจริงแต่เพียงอย่างเดียว ทว่าต้องมีความงามด้วย ดังจะเห็นว่ามนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ลงมือลงแรงสร้างสรรค์อารยธรรมอันงดงามเพื่อส่งมอบต่อให้ลูกหลาน  ก็เพราะอารยธรรมเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างชาติให้เจริญมั่นคง ยกตัวอย่างเช่น การก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ศาสนสถานของมนุษย์  มันไม่ได้อาศัยเฉพาะวิชาวิศวกรรมที่เน้นตรรกะหรือการคิดเป็นเหตุเป็นผลตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ต้องอาศัยวิชาที่ว่าด้วยสุนทรียภาพและความงาม อย่างวิชาศิลปะ และช่างฝีมือแขนงต่างๆ ด้วย มิฉะนั้น อาคารที่ก่อสร้างไว้ก็คงเป็นได้แค่โครงสร้างอันมั่นคงของเหล็ก อิฐ ปูน คอนกรีต ไม่ได้ก่อให้เกิดสุนทรียภาพหรือแรงบันดาลใจอะไรแก่มนุษย์   โลกที่ให้ความสำคัญแต่เฉพาะกับข้อเท็จจริงและความจำเป็นในการใช้สอยเป็นแนวโน้มที่ผู้เขียนเห็นว่าออกจะน่ากลัว จริงอยู่ที่ทรัพย์สมบัติและวัตถุทุกอย่างบนโลกนี้ ต้องเสื่อมสลายผุพังไปตามกาลเวลา ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงและสามารถหอบหิ้วเอาสิ่งเหล่านี้ติดตัวไปในปรโลกได้ แต่การอาศัยอยู่บนโลกในช่วงชีวิตของคนเรา ก็ต้องใช้ความงามเพื่อเป็นพลังใจและเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากศึกษาเรียนรู้อะไรต่างๆ ด้วย   ดังจะเห็นว่ามีคนมากมายเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก เพื่อไปซึมซับความงามของสถาปัตยกรรมหรือศิลปวัตถุในดินแดนที่ห่างไกลจากบ้านเมืองของตนเอง

ดังนั้น ผู้เขียนก็ขอสรุปลงไว้ ณ ที่นี้ว่า มนุษย์เราไม่ได้มีหน้าที่แค่การสร้างสิ่งจำเป็นไว้ใช้ในชีวิตเท่านั้น แต่เราต้องสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นให้มีความงามประกอบเข้ามาด้วยเช่นกัน โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาใด ให้น้ำหนักหรือความสำคัญแต่กับวิชาการ แต่ละเลยความสำคัญของศิลปะและสุนทรียภาพ ย่อมไม่สามารถให้การศึกษาที่ครบถ้วนบริบูรณ์แก่เยาวชนในชาติของตนได้ และความบกพร่องอันนี้ จะแสดงออกมาเมื่อเยาวชนเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และต้องไปทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติของตนเองต่อไป ดังจะเห็นได้จากภาพสะท้อนของบ้านเมืองเราในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยปัญหา เช่นเรื่องของการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลแบบไม่เลือกที่ ราวกับว่านี่ไม่ใช่แผ่นดินเกิดของตนเอง จะทำสกปรกอย่างไรก็ได้ ปัญหามลพิษอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรเพื่อสนองความต้องการของตนเองแบบไร้ขอบเขต โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อม  หรือสิ่งก่อสร้างทั้งของรัฐ เอกชน  และประชาชนทั่วไป ซึ่งหลายๆแห่งได้สะท้อนให้เห็นว่าผู้สั่งให้สร้างไม่เคยได้รับการอบรมทางศิลปะหรืออาจไม่ใส่ใจในเรื่องนี้  ทั้งหมดนี้ล้วนไปกระทบต่อความเจริญมั่นคงทางอารยธรรมของประเทศชาติอย่างช่วยไม่ได้ และนั่นก็จะส่งผลต่อไปถึงคุณภาพชีวิตและความอยู่ดีกินดีของประชาชนในชาติอีกทอดหนึ่ง เพราะประเทศที่มีอารยธรรมงดงาม ใครๆ ก็อยากมาเที่ยว มาชม มาศึกษาเรียนรู้ ย่อมสามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูประชากรของตนได้อย่างดี

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวและภาพที่นำมาแชร์กันในบทความนี้ ผู้เขียนต้องขอเล่าถึงที่มาของมันก่อนว่าเกิดจากงานที่ผู้เขียนทำอยู่ นั่นคือการสอนพิเศษภาษาอังกฤษและศิลปะ ให้กับลูกศิษย์หลายวัย  ไล่ตั้งแต่เด็กเล็กชั้นเนิร์สเซอรี อนุบาล ประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้น มัธยมปลาย ไปจนถึงวัยทำงาน วันนี้จึงถือเป็นฤกษ์งามยามดี ที่จะรวบรวมภาพผลงานศิลปะที่ผู้เขียนได้เคยช่วยออกแบบ กำกับ ดูแล ออกความคิดเห็น ตลอดจนสอนวิธีการใช้อุปกรณ์และการลงสี มาเรียงร้อยไว้ในบทความที่นำมาฝากกันในวันนี้  ^^

สำหรับบทความแรกในเซ็ทนี้ จะเริ่มที่ผลงานวาดและระบายสีของเด็กๆ  ซึ่งตัวละครและองค์ประกอบต่างๆ ในภาพ มีรูปร่างที่ชัดเจน  กล่าวคือไม่ใช่ผลงานแบบป้าย-ปาดพู่กันหรือละเลงสีเพื่อแสดงอารมณ์แบบที่เรียกว่าแอ็บสแตร็ค ^^ ผลงานที่นำมาฝากกันในวันนี้ เป็นภาพศิลปะที่ตัวละครมีรูปมีร่าง มองแล้วทราบว่าอะไรเป็นอะไร คน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่  😉 แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า ด้วยความที่ผู้เขียนเองรักในงานศิลปะแนวแฟนตาซี เทพนิยาย ตลอดจนงานภาพประกอบหนังสือเด็กอยู่แล้ว ผลงานของลูกศิษย์ก็ดูจะได้รับอิทธิพลจากครูไปบ้างไม่มากก็น้อย 😉 แต่ก็อย่างว่า…ลูกศิษย์เองแต่ละคนก็ชอบอะไรแนวนี้อยู่แล้วด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเคมีไม่เข้ากันมาตั้งแต่แรก คงไม่สามารถมาเป็นศิษย์อาจารย์กันได้ ;-D

บอกได้เลยว่า การสอนศิลปะเด็กนั้นนำความสุข ความเบิกบานใจมาให้ผู้เขียนอย่างมากมาย ผู้เขียนชอบทำงานกับเด็กก็เพราะมุมมองที่สดใสร่าเริง  ไร้เดียงสา เปิดกว้างยอมรับอะไรต่างๆ ที่เราเสนอให้ได้ง่าย ที่สำคัญผู้เขียนคงมีนิสัยคล้ายเด็กอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ไม่อยากให้มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ในพจนานุกรมของตัวเอง ;-D  งานศิลปะแบบเรียลลิสต์ หรืองานที่สะท้อนภาพความเป็นจริงในธรรมชาติแบบตรงไปตรงมา จึงไม่ใช่แนวของผู้เขียนเลย เมื่อคนอย่างผู้เขียนได้มาสอนเด็กทำงานศิลปะ มันก็เลยเป็นการจับคู่ที่ค่อนข้างลงตัว เกิดเป็นผลงานที่ออกมาแฟนตาซี สีสันสดใส หรือบางคนอาจจะเรียกว่า มุ้งมิ้ง หรือ ติงต๊อง อย่างที่เห็น  ;-D

สำหรับภาพผลงานสามชิ้นแรกในบทความนี้ เป็นฝีมือของเด็กเล็กระดับเนิร์สเซอรี่ วัยสองขวบย่างสามขวบ และสามขวบย่างสี่ขวบตามลำดับ การสอนเด็กเล็กขนาดนี้ หากจะหัดให้พวกเค้าวาดรูปร่างอะไรที่ซับซ้อนด้วยมือตัวเอง ก็ยังทำไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กยังไม่พัฒนาเต็มที่ จับดินสอเขียนหนังสือยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ ผู้เขียนก็เลยเริ่มแนะนำให้พวกเค้ารู้จักกับรูปทรงของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติหรือรอบตัวเรา ด้วยการถูแท่งสี (จริงๆ นิยมใช้สีเทียน แต่ในบ้านผู้เขียนหาได้เฉพาะสี soft pastel เลยให้ใช้สีชนิดนี้แทน) ลงบนแผ่นกระดาษแข็งที่ฉลุเป็นรูปร่างต่างๆ มาให้แล้ว แผ่นกระดาษนี้เรียกว่า stencil มีการตัดฉลุเป็นรูปภาพสวยงาม เพื่อให้เด็กถูสีลงในช่องว่างนั้น เหมาะสำหรับเด็กเล็กที่อยู่ในขั้น beginner หรือขั้นเริ่มทำความรู้จักกับการวาดรูปและระบายสีเบื้องต้น

ผลงานของน้องเวฬา วัยย่างสามขวบ ชั้นเนิร์สเซอรี รร. เทพนารี จ.แพร่ ผู้เขียนใช้แผ่น stencil รูปแมลง เพื่อให้น้องได้ทำความรู้จักกับแมลงชนิดต่างๆ โดยหัดให้เรียกชื่อแมลงเหล่านี้ไปด้วย และผู้เขียนเลือกสีให้ ว่าแมลงแต่ละตัวจะใช้สีอะไรบ้าง แต่บางครั้งก็เปิดโอกาสให้น้องเลือกสีเองได้ตามความชอบด้วย จากการที่กล้ามเนื้อมัดเล็กของน้องยังไม่พัฒนาเต็มที่ น้องก็จะถูสีได้ไม่เต็มช่อง หรือไม่สามารถซอกซอนเข้าไปในรายละเอียดของภาพได้ ผู้เขียนจึงมีหน้าที่ช่วยจับมือน้องถูสีลงไปเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น

ผลงานของน้องเวฬาอีกเช่นเดียวกัน ภาพนี้ได้จากแผ่น stencil รูปปราสาทในเทพนิยาย ซึ่งผู้เขียนเลือกออกมาจากหนังสือรวมแผ่น stencil ของนักวาดภาพแฟรี่ชื่อดังอย่าง Shirley Barber ภาพนี้มีรูปทรงซับซ้อนน้อยที่สุดในเล่มแล้ว จึงเลือกมาให้น้องเวฬาได้ลองทำ จุดใดที่เป็นรายละเอียดและน้องถูสีเข้าไปไม่ถึง ผู้เขียนก็จะช่วยจับมือให้ทำ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เด็กได้สัมผัสด้วยตัวเองว่า ต้องลงน้ำหนักมือเท่าไร จึงจะได้ภาพที่สมบูรณ์

ผลงานของน้องขวัญ วัยย่างสี่ขวบ ชั้นเนิร์สเซอรี่ ของ รร. อบต. หนองน้ำรัด จ.แพร่ ผู้เขียนให้ถูแท่งสีลงบนแผ่น stencil รูปแฟรี่ ด้วยความที่อายุมากกว่า และกล้ามเนื้อมัดเล็กพัฒนาไปมากกว่า น้องขวัญจึงสามารถทำงานได้ละเอียด และถูสีได้เต็มช่องมากกว่าน้องเวฬา โดยที่ผู้เขียนช่วยน้อยลง ทว่าผู้เขียนเป็นคนเลือกให้ว่าสีใดจะระบายลงตรงจุดใด เพื่อเป็นการปลูกฝังเรื่องวิธีการเลือกสีอ่อน-เข้มและการใช้สีตัดกันเพื่อให้ภาพดูโดดเด่นมากขึ้น

 

ต่อไปเป็นผลงานการวาดของเด็กวัยประถมต้น ที่รู้จักคุ้นเคยกับรูปร่างของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติแล้ว อีกทั้งสามารถจับดินสอและแท่งสีได้คล่องแคล่วกว่าเด็กเล็กมาก ผู้เขียนจึงกำหนดหัวข้อให้ แล้วให้เด็กคิดเรื่องราว ออกแบบตัวละคร องค์ประกอบฉากต่างๆ และร่างภาพเหล่านั้นลงบนกระดาษด้วยตัวเอง โดยผู้เขียนคอยช่วยแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ร่างมานั้น สามารถเล่าเรื่องราวได้ดีแล้วหรือไม่ เพียงใด รวมถึงคอยกำกับดูแลเรื่องการลงสี ว่า เด็กได้เลือกใช้สีที่เหมาะสม และระบายสีได้ละเอียดสมบูรณ์แล้วหรือยัง

งานของน้องโชกุน และชินจัง ชั้นป.3 รร.เจริญศิลป์ จ.แพร่ งานนี้เกิดขึ้นในคาบภาษาอังกฤษ ที่ผู้เขียนได้บูรณาการเอาวิชาศิลปะเข้าไปสอดแทรกด้วย เพื่อให้เด็กสนุกกับการเรียน โดยผู้เขียนได้ตั้งโจทย์เป็นภาษาอังกฤษว่า Magical Garden หรือสวนมหัศจรรย์ แล้วให้เด็กชายทั้งสอง ถ่ายทอดเรื่องราวลงในภาพตามหัวข้อที่ตั้งไว้ ซึ่งเมื่องานนี้สำเร็จแล้ว ก็ทำให้ครูได้ทราบทัศนคติและความชอบของหนุ่มน้อยทั้งสอง ว่าชินจัง (รูปซ้าย) เป็นคนที่มีมุมน่ารักอ่อนโยน ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อีกทั้งหลงใหลในตัวการ์ตูนน่ารัก ส่วนโชกุน (ขวา) ชอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ดังจะเห็นได้จากภาพเครื่องบินและยานอวกาศ ภาพของโชกุนมีเส้นสายที่ชัดเจนเรียบง่าย ทว่ามีรายละเอียดน้อยกว่าภาพของชินจัง

ภาพนี้เป็นงานของหนูวี่ ขณะนั้นอยู่ชั้นป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่ วี่เป็นเด็กอ่อนหวาน รักสวยรักงามตามประสาเด็กผู้หญิงทั่วไป ผู้เขียนจึงให้โจทย์ Self Portrait คือให้วี่ถ่ายทอดรูปของตัวเองลงไปบนแผ่นกระดาษ เพื่อบ่งบอกว่าวี่มองเห็นตัวเองเป็นอย่างไร ซึ่งน้องก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้น่ารักและบ่งบอกความเป็นตัวเองมากเลยทีเดียว ^^

งานชิ้นนี้เป็นของหนูวี่อีกเช่นกัน โดยได้โจทย์เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ในธรรมชาติ ทั้งนี้ผู้เขียนเปิดหนังสือภาพสัตว์ของจริงให้ดูก่อนเพื่อทำความรู้จักกับรูปร่างของสัตว์เหล่านั้น แล้วให้เลือกสัตว์ที่ชอบ ซึ่งวี่ก็เลือกนก เพราะมันมีสีสันสวยดี แต่ผู้เขียนได้แนะนำว่า ไม่ควรลอกแบบหรือสีสันจากของจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่ให้ดูเป็นแบบอ้างอิง แต่ให้ลงสีตามแบบของตัวเอง

งานชิ้นนี้ผู้เขียนให้โจทย์ว่า Girl in Wonderland ซึ่งดินแดนมหัศจรรย์ของหนูวี่ก็มีรายละเอียดมากมายอย่างที่เห็น ^^ วี่เล่าว่า เด็กผู้หญิงที่เป็นตัวละครเอกในเรื่องนี้ มีน้องเล็กๆ น่ารักอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นพี่สาวใจดีที่ชอบช่วยแม่เลี้ยงน้อง และมักพาน้องมานอนเล่นในสวนอันงดงาม ซึ่งเธอมีห้องนอนน่ารักอยู่บนต้นไม้ และมีสัตว์ต่างๆ มาเล่นเป็นเพื่อน นั่นคือดินแดนมหัศจรรย์จากจินตนาการของวี่ ซึ่งทำให้ครูประทับใจมากทีเดียว ^^

ภาพนี้วาดโดยน้องพัชรจัง ขณะนั้นอยู่ชั้นป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ จ.แพร่ น้องพัชรต้องการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้ายขายของเล่น ที่มีกระต่ายเป็นเจ้าของร้าน จึงตั้งชื่อภาพนี้ว่า Rabbit’s Toy Shop ที่น้องเลือกวาดร้านขายของเล่นก็เพราะว่า เธอต้องการจะวาดรูปสกุชชี่ซึ่งเป็นของสะสมสุดรักของเธอในชีวิตจริงนั่นเอง ^^

ภาพนี้หนูวี่ได้แรงบันดาลใจจากรูปที่ครูเคยวาดไว้ และตั้งชื่อว่า The Pink Lady หรือสุภาพสตรีสีชมพู วี่ก็เลยอยากจะวาดสุภาพสตรีสีชมพูในเวอร์ชั่นของหนูเองบ้าง 😉 ช่วงนั้นพวกเราฟังเพลง California Gurls ของ Katy Perry กันบ่อยในคาบภาษาอังกฤษ และวี่ได้ไปเห็นตุ๊กตาบาร์บี้ Katy Perry ในชุดกระโปรงขนมหวาน  วี่ก็เลยวาดนางเอกอยู่ในดินแดนขนมสีชมพู ขนมทุกอย่างในภาพผู้เขียนให้น้องดูรูปร่างจากของจริง แต่ให้จัดวางองค์ประกอบภาพเอง และลงสีตามแบบของตัวเอง แต่หากจุดใดเลือกสีได้ยังไม่เหมาะสม ก็ให้แก้ไขใหม่  จุดที่ยากสุดคือตัวละครเอก ที่ผู้เขียนได้ช่วยปรับรายละเอียดในใบหน้า ทรงผม และชุดกระโปรงให้ เพราะวี่อยากให้นางเอกในภาพดูสวยน่ารักมากๆ แบบเจ้าหญิง ^^

งานนี้เป็นของน้องจูมง ขณะนั้นอยู่ ป.4 รร. มารดาอุปถัมภ์ จูมงเป็นเด็กชายที่ชอบสิงสาราสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะสัตว์ปีก อย่างนกหรือไก่ ผู้เขียนจึงกำหนดหัวข้อว่าให้วาดรูปสัตว์ต่างๆ กำลังดำเนินชีวิตในป่าที่อุดมสมบูรณ์  โดยให้ดูภาพสัตว์ของจริงก่อน และครูกับนักเรียนมาช่วยกันเลือกว่า จะเอาสัตว์ตัวใดบ้างใส่ในรูปนี้ เพื่อให้ป่ามีสีสันที่หลากหลายสวยงาม งานนี้คงต้องเรียกว่าเป็นงานทดลอง เพราะครูเป็นคนวาดองค์ประกอบหลักในภาพทั้งสัตว์ ภูเขา ต้นไม้ ลำธาร ให้น้องดูเป็นตัวอย่างก่อน เนื่องจากจูมงไม่เคยมีประสบการณ์ในการวาดรูป และไม่รู้วิธีจัดวางองค์ประกอบภาพ การเรียงลำดับวัตถุที่อยู่ใกล้-ไกล งานหลักๆ ที่จูมงได้ทำในภาพนี้ก็คือการเติมรายละเอียดเข้าไปในภาพ เช่นเส้นขนของกวาง นกยูง กระรอก ฯลฯ กอหญ้าริมลำธาร ดอกไม้ ก้อนหิน กระแสไหลของน้ำ เปลือกของลำต้นและใบไม้ สำหรับการลงสี ครูเป็นผู้เลือกสีให้ทั้งหมด และชี้บอกจุดให้ว่าตรงนี้ควรลงสีใด แต่ให้น้องเป็นผู้ระบายเอง เพราะต้องการสอนให้รู้วิธีเลือกสีและการไล่แสงเงา

ภาพสุดท้ายเป็นผลงานของน้องจอม ขณะนั้นอยู่ชั้นม.3 รร. นารีรัตน์ จ.แพร่ จอมเป็นแฟนตัวยังของเกมคอมพิวเตอร์แนวแฟนตาซี และอยากวาดภาพปราสาทโบราณที่ดูเท่ๆ ทั้งครูและนักเรียนจึงต้องมานั่งหาภาพตัวอย่างจากในอินเทอร์เน็ต กว่าจะได้รูปตัวอย่างของปราสาทที่ถูกใจจอมก็ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว 😉 ภาพนี้ใช้เวลาตลอดทั้งปิดเทอมซัมเมอร์ เนื่องจากสัดส่วนและรายละเอียดต่างๆ มีมาก ผู้เขียนให้น้องร่างภาพเอง ทว่าคอยช่วยปรับแก้ไขในจุดที่ยังไม่ดีพอ สำหรับการลงสีนั้น ผู้เขียนให้น้องเลือกเฉดสีของภาพด้วยตนเอง โดยไม่ให้เหมือนแบบ และสอนวิธีไล่แสงเงาหนัก-เบาเพื่อให้ภาพดูมีมิติ ซึ่งผลที่ออกมาก็ถือว่าคุ้มค่าแก่ความพยายามเลยทีเดียว ^^

นับเป็นโชคของผู้เขียนที่ผู้ปกครองของน้องๆ เหล่านี้ไว้วางใจให้ผู้เขียนได้เป็นครูสอนทั้งภาษาและศิลปะ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้ ‘ฝึกงาน’ ด้วยการเรียนรู้ทัศนคติ นิสัยใจคอ อารมณ์ความรู้สึก ความฝัน ความต้องการของเด็กแต่ละคน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นสมบัติอันทรงคุณค่ายิ่งในอันที่จะก้าวไปเป็นครูคุณภาพและเป็นนักวาดภาพประกอบที่เข้าถึงหัวใจของเด็กและผู้ใหญ่ได้ต่อไป ^^

 

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ประชาชนทั่วไปได้ร่วมแสดงสัญลักษณ์การไว้อาลัยด้วยการสวมชุดดำ-ขาว หรือติดโบว์สีดำบนหน้าอกหรือแขนเสื้อ ผู้เขียนจำได้ว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของการไว้อาลัยนั้น เสื้อผ้าสีดำ-ขาวซึ่งมีขายตามท้องตลาดแทบจะมีปริมาณไม่เพียงพอแก่ความต้องการ อีกทั้งแบบหรือสไตล์ที่มีให้เลือกก็ค่อนข้างจำกัด แต่กระนั้นผู้เขียนก็สามารถหาซื้อเสื้อผ้าสีดำ-ขาวที่ดูดีและราคาไม่แพงได้จากเว็บไซต์ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในการมิกซ์แอนด์แมทช์ รวมทั้งลงมือประดิษฐ์โบว์ติดเสื้อสีดำ-ขาวด้วยตัวเอง เพื่อนำมาประดับตกแต่งเพิ่มรายละเอียดให้แก่เสื้อผ้าที่ซื้อมา ทว่าเมื่อผ่านช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการไว้อาลัยไปแล้ว เสื้อผ้าสีดำ-ขาวเดี๋ยวนี้ก็มีให้เลือกกันอย่างมากมาย จนตอนนี้ไม่มีใครต้องบ่นเรื่องทางเลือกที่จำกัดในการซื้อเสื้อผ้าเพื่อสวมไว้อาลัยอีกต่อไป ^^

black-white-bows

โบว์ติดเสื้อโทนดำ-ขาว-เทา ชิ้นซ้ายบน ทำจากริบบิ้นซาตินสีดำ ทับด้วยแถบลูกไม้สีขาว ใช้เข็มกลัดสไตล์วินเทจสีขาวติดไว้ตรงกลาง ซ้ายล่าง เป็นริบบิ้นซาตินสีเทาเงิน ทับด้วยแถบลูกไม้สีดำ ใช้เข็มกลัดสไตล์วินเทจรูปหมวกติดไว้ตรงกลาง โบว์ชิ้นขวามือทำจากริบบิ้นซาตินเส้นใหญ่สีขาว ทับด้วยแถบลูกไม้สีดำ ชั้นบนเป็นริบบิ้นผ้าแก้วสีดำซ้อนทับกันสองชั้น ตรงกลางเป็นดอกกุหลาบสีขาวทำจากผ้าสักหลาด และดอกกุหลาบสีเทา 2 ดอก ทำจากริบบิ้นซาตินและริบบิ้นผ้าแก้ว

เมื่อนำโบว์ติดเสื้อทั้งสามชิ้นมาติดบนเสื้อผ้าโทนดำ-ขาว-เทา ก็จะออกมาประมาณนี้ค่ะ ^^

black-white1_fb

ชุดซ้ายสุด ท่อนบนเป็นเสื้อจากร้าน My Mom Made บน Facebook ที่ผู้เขียนได้มาในราคาตัวละประมาณสี่ร้อยกว่าบาท กระโปรงพลีทสีเทาเงินเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณอาของผู้เขียน สมัยที่ท่านยังสาว ก็ถือว่าเป็นชิ้นงานวินเทจของแท้ ^^ ชุดกลาง ท่อนบนเป็นเสื้อเบลาส์แขนตุ๊กตาสีดำ ที่ผู้เขียนไปได้มาจากร้านใกล้บ้าน ในราคาสามร้อยกว่าบาท นำมาแมทช์กับกระโปรงพื้นดำลายกุหลาบขาวจากร้าน My Mom Made อีกเช่นกัน ในราคาประมาณหกร้อยกว่าบาท ชุดขวาสุด เสื้อเบลาส์แขนกุดลายทาง แต่งระบายและลูกไม้ ได้มาจากเว็บ Zalora ในราคาประมาณสี่ร้อยกว่าบาท ส่วนกระโปรง เป็นของแบรนด์จีน Qiqizhiyuan ในราคาประมาณแปดร้อยกว่าบาท เสื้อผ้าแบรนด์นี้ของจีน ตัดเย็บออกมาดี เนื้อผ้ามีคุณภาพ ออกแบบได้น่ารักและดูดี ในราคาสมเหตุสมผลค่ะ (ในส่วนของชายกระโปรง ผู้เขียนต้องการทำให้ยาวขึ้น จึงนำแถบลูกไม้สีดำไปให้ช่างประจำเย็บต่อเข้าไปตรงชายกระโปรง ทำให้ดูเรียบร้อยและมีรายละเอียดมากขึ้นค่ะ ^^)

ภาพรายละเอียดใกล้ๆ ของโบว์ติดเสื้อทั้งสามชิ้น

ภาพรายละเอียดใกล้ๆ ของโบว์ติดเสื้อทั้งสามชิ้น

สำหรับชุดสุดท้ายของวันนี้ ก็ถือเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้ ที่ผู้เขียนได้สั่งเสื้อผ้าแก้วโปร่งสีเทา มีลวดลายดอกไม้อยู่ในตัว จากเว็บ Zalora ในราคาประมาณสี่ร้อยกว่าบาท แต่เมื่อได้นำมารีดครั้งแรก ผู้เขียนก็เผลอทำคอปกเสื้อเป็นรอยไหม้ เนื่องจากเตารีดมีความร้อนมากเกินกว่าจะรีดลงบนผ้าที่บอบบางอย่างผ้าแก้ว 😉 เมื่อคอปกเสื้อเสียหายไปแล้ว จึงมาคิดว่าจะปกปิดร่องรอยได้อย่างไร ผู้เขียนก็เลยไปหาซื้อแถบลูกไม้สีเทาอ่อนจากร้านขายอุปกรณ์งานฝีมือ ตัดออกมาเป็นดอก แล้วนำมาเย็บติดลงไปบนคอปกเสื้อ นอกจากจะปกปิดความเสียหายได้แล้ว ยังทำให้ตัวเสื้อดูมีรายละเอียดสวยงามขึ้น แถบลูกไม้ที่เหลือ ผู้เขียนนำมาเย็บติดรอบๆ แขนเสื้อด้วย ทำให้เสื้อที่แต่เดิมดูเรียบๆ กลับมีรายละเอียดและดูมีราคามากขึ้นด้วย ^^

black-gray-sheer4_blog

black-gray-sheer5_blog

เมื่อนำเสื้อผ้าแก้วสีเทาตัวนี้มาสวมทับเสื้อตัวในสีดำ และแมทช์กับกระโปรงผ้าแก้วลายจุด ที่ได้มาจากเว็บ Zalora เช่นกันในราคาพันบาทต้นๆ ก็จะออกมาประมาณนี้ค่ะ ^^

black-white3_blog

เป็นอย่างไรบ้างคะ การแต่งตัวที่ผสมผสานโทนสีดำ-ขาว-เทา เข้าด้วยกัน โดยแต่งเติมเครื่องประดับ DIY อย่างโบว์ติดเสื้อเข้าไป หรือการเพิ่มรายละเอียดให้เสื้อแบบเรียบๆ ที่ซื้อมา ดูดีมีราคามากขึ้น ก็หวังเช่นเดิมว่าผู้อ่านจะได้ไอเดียดีๆ ในการแต่งกายโทนดำ-ขาว ที่ดูเก๋ไก๋และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมายจนเกินไป สำหรับผู้ที่ต้องการนำภาพไปเผยแพร่ต่อ ขอความกรุณาใส่อ้างอิงว่ามาจากบล็อกนี้ให้ด้วยนะคะ วันนี้ก็ต้องขอลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ ^^