"Balance" โดย แสงแข

“Balance” โดย แสงแข

ผู้เขียนตั้งใจวาดรูปเซ็ทใหม่ขึ้นมา โดยตั้งชื่อว่า “Dream Weaving” หรือการถักทอสานฝันให้เป็นจริง งานเซ็ทนี้ประกอบด้วย 3 ภาพเหมือนเดิม โดยภาพแรกมีชื่อว่า “Balance” หรือ ดุลยภาพ เพราะผู้เขียนรู้สึกมาตลอดชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตว่า ชีวิตตัวเองดำเนินไปได้ด้วยการสร้างสมดุล หากเมื่อใดที่ผู้เขียนไม่สามารถรักษาสมดุลของทุกแง่มุมและทุกมิติ (ซึ่งบางทีก็อาจขัดแย้งกันเอง) ในชีวิตของผู้เขียนเองได้แล้ว เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่ผู้เขียนต้องทุกข์ใจอย่างมาก เปรียบเหมือนคนที่ขี่จักรยานล้อเดียวอยู่บนเส้นเชือก เมื่อใดที่สูญเสียสมาธิจนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เมื่อนั้นผู้เขียนจะไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ ต้องตกลงมาได้รับบาดเจ็บหนักอย่างแน่นอน

ทุกวันนี้การพยายามสานฝันของตัวเองในการเป็นศิลปิน ที่ทำงานศิลปะเชิงเปรียบเทียบ โดยเอาศิลปะหลายด้าน ทั้งทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มาสะท้อนซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้เขียนต้องต่อสู้ผจญกับอะไรมากมาย ที่มันจะทำให้ผู้เขียนไม่สามารถทรงตัวอยู่บนเส้นเชือกบางๆ นี้ได้อีกต่อไป อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการทำงานประเภทนี้มักมาจากคนใกล้ชิดที่เราผูกพันด้วยมากที่สุด ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของท่าน ที่จะเป็นห่วงว่าบุตรหลานจะกลายเป็นคนไส้แห้ง ไม่มีแหล่งรายได้อันมั่นคงที่จะหาเลี้ยงครอบครัวและตัวเองให้อยู่รอดได้ อุปสรรคข้อนี้ผู้เขียนได้พิสูจน์ตัวเองกับท่านไปแล้วในระดับหนึ่งว่า ผู้เขียนสามารถอยู่รอดได้ แม้จะอุทิศเวลาจำนวนมากให้กับการวาดรูป หรือการสร้างงานศิลปะแขนงอื่นๆ (ที่จะตามมาอีกในภายหลัง) เพราะผู้เขียนได้แบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปใช้ในการหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นผลสำเร็จ จนสามารถมีเงินทุนที่จะมาใช้สนับสนุนความฝันของตัวเอง โดยไม่ทำให้ครอบครัวต้องลำบาก

อุปสรรคสำคัญอีกข้อ อันนี้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาและจิตวิญญาณ ผู้เขียนก็เป็นคนมีครูบาอาจารย์ในพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคนไทยหลายๆ คน ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านก็จะสอนเราว่า งานใดๆ ที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั้น มันเป็นของโลกๆ ที่จะไม่สามารถพาเราพ้นไปจากโลกนี้ได้ และจะทำให้ต้องเดินทางวกเวียนอยู่ต่อไป ผู้เขียนเองเป็นคนแปลก คือผู้เขียนชักเบื่อการวนเวียนแบบนี้เต็มทน เพราะความทุกข์ทั้งหลายที่ต้องเผชิญ ตั้งแต่เกิดจนโตมาป่านนี้ มันช่างทำให้อิดหนาระอาใจ เอือมกับมันเหลือเกิน จนคิดว่าจะต้องทำให้ตัวเองไม่มาทุกข์แบบนี้อีกตลอดไปถ้าทำได้ แต่ที่บอกว่าผู้เขียนแปลกก็คือผู้เขียนรู้ว่าตัวเองมีความสามารถทางศิลปะ และก็รักศิลปะมากด้วย หากจะให้ผู้เขียนตัดใจไม่ทำงานที่ตัวเองรักเหลือเกิน ผู้เขียนก็ทำไม่ได้ ชีวิตนี้มันคงจะจืดชืด เย็นชา น่าเบื่อเหลือทนหากไม่มีศิลปะเป็นเครื่องจรรโลงใจ ดังคำที่เขาว่า ปลานั้นธรรมชาติมันต้องว่ายน้ำ ถ้าจะจับมันไปปีนต้นไม้หรือจะให้มันบินได้ มันก็คงจะเฉาตาย เพราะคิดว่าตัวมันนั้นไม่มีความเก่ง ความดีอะไรเลย พอให้ได้ภูมิใจในตัวเอง

ผู้เขียนจึงมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ด้วยการพยายามสร้างสมดุลระหว่างการทำงานตามความฝันของตัวเอง กับการระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเป็นผู้เผยแพร่สารที่เป็นไปในเชิงทำให้คนหลงติดโลกหรือสร้างพันธนาการให้กับตน ดังเช่นที่มีเพลงจำนวนมากพูดถึงความรักในเชิงยึดติดหรือเป็นเจ้าของ หรือการ์ตูนประเภท Fairy Tale ที่มักจะเล่าตอนจบว่า “They live happily ever after”

คำว่า Ever After หรือตลอดกาลสำหรับผู้เขียนนั้น คือความสุขที่ปราศจากการพันธนาการทางใจใดๆ อันก่อให้เกิดทุกข์ ทุกข์จากพันธนาการนั้นผู้เขียนได้สัมผัสลิ้มรสมันมานานแล้ว อาจจะนานกว่าแค่ชาตินี้ด้วยซ้ำไป จึงคิดว่าต่อแต่นี้จะไม่อยากถูกพันธนาการทางใจอีกต่อไป ไอ้ความสุขแบบที่ผู้เขียนปรารถนานี้ ภาษาพุทธเราเรียกว่า นิพพาน หรือ nirvana แต่ผู้เขียนไม่อยากใช้คำสูงอะไร เพราะตัวเองเป็นแค่คนธรรมดาที่พอใจจะเรียกมันว่า ความสุขตลอดกาล หรือความสุขนิรันดร์ เท่านั้น

สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากจะบอกว่า ผู้เขียนไม่แคร์ว่างานศิลปะที่ตัวเองทำตอนนี้ และจะทำออกมาในอนาคต มันจะโด่งดังหรือทำให้ผู้เขียนร่ำรวยหรือไม่ ผู้เขียนทำเพราะสุขใจที่ได้ทำ และรู้ตัวดีอยู่ว่า ผู้เขียนไม่มีวันส่งสารประเภท “ฉันรักเธอทุกชาติไป” อย่างที่มักปรากฏในหนังดัง ละครดัง วรรณกรรมดัง ทั้งหลาย ผู้เขียนว่าแค่ชาตินี้ก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ขออย่าต้องมาพูดถึงชาติอื่นในอนาคตอีกเลย

ภาพทุกภาพที่วาด เพลงทุกเพลงที่จะแต่ง น้ำหอมทุกกลิ่นที่จะผสม มันควรจะเป็นศิลปะที่ต้องมีตอนจบสำหรับผู้สร้าง ผู้ชม และผู้ใช้ และที่สำคัญจบแบบ happy ending เสียด้วย เปรียบเหมือนการศึกษาอะไรก็ตาม สำหรับผู้เขียนแล้ว คุณต้องศึกษาเพื่อแก้ปัญหาให้จบ ไม่ใช่ตั้งคำถามวกเวียนออกไปเรื่อยๆ จนความรู้ที่คุณสร้างมานั้นมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง หรือสุดท้ายแล้วกลับสร้างปัญหาให้มากกว่าเดิม

ผู้เขียนจะสร้าง happy ending ให้ตัวเองได้สำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป จากผลงานของชีวิตที่ปรากฏ แต่ที่แน่ๆ งานศิลปะทุกอย่างที่ผู้เขียนสร้าง และนำมาแสดงบนบล็อกนี้ จะต้องสามารถทำให้คนที่ชม happy and free ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย🙂

“Forest Nymph” by Sangkae เป็นงานทดลอง ที่ผู้เขียนได้วาดองค์ประกอบของภาพอย่างนกและใบไม้บางชนิด โดยดูแบบจากหนังสือสารานุกรมนกและไม้เลื้อย คือ The World Atlas of Birds และ Hamlyn Colour Guides Climbing Plant แต่ทั้งนี้ได้นำองค์ประกอบทั้งหมดมาหลอมรวมเป็นภาพใหม่ ตามจินตนาการของตนเอง โดยมีตัวละครเอกคือนางไม้ หรือ Forest Nymph เพื่อถ่ายทอดความงามของป่า และจิตวิญญาณของผู้หญิงที่เป็นผู้รักษาป่า ภาพนี้ใช้ดินสอสี บนกระดาษ Canson Mi-Teintes ได้วาดไว้ตั้งแต่ปี 2014

“Forest Nymph” by Sangkae เป็นงานทดลอง ที่ผู้เขียนได้วาดองค์ประกอบของภาพอย่างนกและใบไม้บางชนิด โดยดูแบบจากหนังสือสารานุกรมนกและไม้เลื้อย คือ The World Atlas of Birds และ Hamlyn Colour Guides Climbing Plant แต่ทั้งนี้ได้นำองค์ประกอบทั้งหมดมาหลอมรวมเป็นภาพใหม่ ตามจินตนาการของตนเอง โดยมีตัวละครเอกคือนางไม้ หรือ Forest Nymph เพื่อถ่ายทอดความงามของป่า และจิตวิญญาณของผู้หญิงที่เป็นผู้รักษาป่า ภาพนี้ใช้ดินสอสี บนกระดาษ Canson Mi-Teintes ได้วาดไว้ตั้งแต่ปี 2014

ศิลปะนั้นคงอยู่แค่ชั่วครั้งคราว เหมือนรอยเท้าบนผืนทราย ที่ไม่นานเกลียวคลื่นก็ซัดสาดมันจางหายไป ชื่อของศิลปินคนไหนก็ไม่มีวันได้จารึกในใจคนไปชั่วกัปชั่วกัลป์ เพราะเวลาบนโลกนี้ยาวนานเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาคนใดจะสามารถจินตนาการถึง เมื่อผ่านไปหลายยุคหลายสมัยเข้า ผู้คนก็ย่อมลืมเลือนไปเสีย ศิลปินผู้ยิ่งยงคนใดก็ไม่อาจต่อต้านกระแสธารของเวลาไปได้

ถ้าจะว่าไปแล้ว ศิลปะก็คงเป็นได้แค่การหางานให้ใจทำในช่วงชีวิตนี้ เพียงเพื่อไม่ให้การอยู่บนโลกนี้มันน่าเบื่อหน่ายเกินไปนัก ผลงานที่เป็นวัตถุนั้นไม่นานคงแตกสลายไปตามกาลเวลา แต่ผลงานทางใจนั้นยังพอจะเก็บไว้เป็นเครื่องจรรโลงจิตวิญญาณได้บ้าง ว่าเกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งที ชาตินี้ยังมีอะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เพราะการวาดรูปนั้นมันใช้แต่มือและตาเสียเมื่อไหร่ มันต้องใช้ความอดทนต่ออุปสรรคทางใจต่างๆ มากมายกว่าจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ รูปหนึ่งก็คือการเดินทางครั้งหนึ่ง ที่ต้องพบเจออะไรต่างๆ ระหว่างทาง บางอย่างชวนให้ท้อและคิดจะวางมือไปเสีย แต่คงเป็นความรักในความงามนั่นกระมังที่ยังผลักดันให้ทำต่อไป เพราะอยากจะได้เห็นบทสรุปของชิ้นงานที่ตัวเองทำขึ้นมา และหวังจะให้เกิดความสุขความรื่นรมย์ขึ้นในใจของผู้ชม วัตถุทางศิลปะใดๆ คงไม่ใช่แค่สิ่งที่จะผุพังไปตามกาลเวลาเท่านั้น แต่อาจเป็นเครื่องสะท้อนความงามหลายๆ อย่างในใจคนได้เหมือนกัน

ผู้เขียนมีงานอดิเรกบางอย่างที่ทำให้รู้สึกมหัศจรรย์เหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กตัวน้อยๆ อีกครั้ง นั่นคือการทำอาหารและการผสมน้ำหอม ที่ทำให้ได้ฝึกใช้ความสนใจใคร่รู้และได้ทดสอบประสาทสัมผัสของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะประสาทรับกลิ่นและประสาทรับรส ถ้าถามว่าทำไมรสชาติอาหารและกลิ่นน้ำหอมจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้เขียนมากขนาดนั้น ก็คงเป็นเพราะมันมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่มีอานุภาพต่อระบบประสาทของผู้เขียนอย่างยากจะอธิบายได้

ผู้อ่านที่ติดตามบล็อกนี้มาตลอด อาจไม่เคยทราบว่า จุดเริ่มต้นของบล็อกนี้ คือการที่มันถูกสร้างขึ้นจากความทุกข์ทางใจอย่างสาหัสของผู้เขียน ผู้เขียนทรมานจากโรคเครียดและวิตกกังวลมาเป็นเวลานาน และอาการทางใจนี้ก็ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยทางกาย ไม่ว่าจะเป็นการปวดถ่วงบริเวณท้ายทอย สมองเบลออย่างหนัก ความสามารถในการจดจำลดลง เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และนอนไม่หลับ

ความกังวลเรื่องอาการทางกายของตัวเอง และความกลัวว่าอาจจะสูญเสียสมองที่ใช้ในการจดจำและเรียนรู้ไปอย่างถาวร ก็ยิ่งวนกลับมาทำให้ความเครียดทวีคูณ แต่ในเวลาที่ความทุกข์ทางใจและกายบีบคั้นถึงที่สุด มันได้กลายเป็นขุมพลังและแรงบันดาลใจอย่างยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจเปลี่ยนแปรวิกฤติที่ตัวเองได้เผชิญ ให้เป็นโอกาสสำหรับคนอื่นๆ ที่อาจเคยประสบปัญหาแบบเดียวกัน ความทุกข์ถูกย่อยสลายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดสิ่งที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผู้เขียนจะทำได้ ผ่านบล็อกแห่งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความรื่นรมย์ใจ และแรงบันดาลใจ โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว นอกจากค่าอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเอง มันคงเป็นวิธีเย้ยวิบากกรรมในสไตล์ของผู้เขียนเอง ที่จะไม่ยอมให้ความทุกข์เกิดกับตัวเองแบบฟรีๆ แต่ผลกำไรที่จะได้ตอบกลับมานั้นจะต้องแพงมาก เพราะมันจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนที่ได้มาเจอบล็อกนี้

เวลาที่ผู้เขียนเครียดหรือไม่สบายใจ ผู้เขียนชอบเข้าครัวเป็นอันดับแรก ผู้เขียนชอบกลิ่นของเครื่องเทศและสมุนไพรแห้งต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ในครัว และเมื่อเดินออกจากครัวไปไม่กี่ก้าว ก็จะถึงสวนสมุนไพรที่คุณพ่อปลูกไว้ ในยามที่สมองตึงเครียด เมื่อได้เด็ดใบสะระแหน่จากกระถางขึ้นมาขยี้ดม มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสงบอย่างประหลาด ผู้เขียนเที่ยวเด็ดใบสมุนไพรทุกอย่างในสวนขึ้นมาขยี้ดม และเริ่มสนุกสนานกับการพยายามแยกแยะและจดจำชื่อ ตลอดจนลักษณะกลิ่นและรสของสมุนไพรแต่ละชนิดให้ได้ และถ้าวันไหนความตึงเครียดในใจผู้เขียนมีมาก สมองเบลอหนัก สมาธิและความจำสั้นลง ผู้เขียนจะแก้เผ็ดด้วยการนึกถึงผลิตผลจากธรรมชาติที่มีอยู่ในห้วงเวลานั้น แล้วจินตนาการถึงเมนูอาหารใหม่ๆ ที่ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนผสม จากนั้นจะใช้เวลานานหลายชั่วโมงอยู่ในครัว เพื่อประกอบอาหารตามโจทย์ที่ตัวเองตั้งไว้ นี่เป็นวิธีฝึกสมาธิที่ดีที่สุด เพราะเมื่อจิตใจตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ความวิตกกังวลและฟุ้งซ่านก็จะหายไป และเมื่อสำเร็จแล้ว ผลที่ได้ก็นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดี ทำให้ความตึงเครียดหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมนูอาหารเหล่านี้ผู้เขียนได้นำมาถ่ายทอดเป็นบทความลงในบล็อก โดยค้นคว้าข้อมูลที่น่าสนใจมาประกอบไว้ด้วย เผื่อจะสามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้

"Herb Kitchen" โดย แสงแข

“Herb Kitchen” โดย แสงแข

ผู้เขียนทำแบบเดียวกันนี้กับดอกไม้มากมายที่ปลูกสะสมไว้ในสวน เมื่อฤดูออกดอกมาถึง ก็เป็นเวลาที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างหนักกับการเก็บดอกไม้หลายชนิดมาสกัดกลิ่น กลีบดอกไม้นี้ต้องเปลี่ยนออกแล้วนำกลีบใหม่มาใส่แทนทุกวัน เมื่อดอกไม้ออกพร้อมกันหลายชนิด ก็จะน่าเวียนหัวอย่างที่สุดกับการต้องเปลี่ยนกลีบดอกใหม่ทางโน้นที ทางนี้ที แต่มันก็เป็นความเหน็ดเหนื่อยที่เจือไปด้วยความสุขอย่างเหลือเกิน

นี่แหละคือกระบวนการเยียวยาจิตใจและร่างกายของผู้เขียน เมื่อเราเดินเข้าไปในสวนเพื่อเก็บสมุนไพรหรือดอกไม้ มือและเท้าเราสัมผัสกับดิน ซึ่งคนโบราณท่านก็เชื่อว่าธาตุดินนี้มีผลสำคัญในการเยียวยาร่างกายที่เจ็บป่วยของมนุษย์ ความเชื่อนี้สมเหตุสมผลเพราะมนุษย์เราอยู่กับดินตลอดทั้งชีวิต เรากินผลผลิตที่ได้มาจากดิน และขับถ่ายลงดิน หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ ดินจึงเป็นรากฐานและพลังของชีวิตเรา เมื่อมือเราสัมผัสกับพืชพรรณต่างๆ มันก็ถ่ายทอดเอาความชุ่มเย็นมาถึงร่างกายเราด้วย และเมื่อเราบริโภคเอาพืชเหล่านี้เข้าไป กลิ่นของมันจะมีผลต่อสมองของเราโดยตรง ซึ่งจะไปปรับอารมณ์ของเราให้รู้สึกอบอุ่น คึกคัก สดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรือสงบผ่อนคลายก็ได้ ส่วนรสชาติของมันนั้นไม่ต้องพูดถึง มันช่วยทำให้อาหารน่ารับประทาน และมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างเหลือหลาย ความต้องการทางปากท้องถือเป็นความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เราจะรู้สึกสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น เมื่อความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองอย่างดีพอ

ข้อคิดที่ผู้เขียนได้รับจากประสบการณ์เหล่านี้ก็คือ เมื่อคุณรู้สึกเป็นทุกข์หรือตึงเครียดในใจ ไม่ว่าจะเกิดจากการงาน การเงิน ปัญหาสุขภาพ ฯลฯ การหันกลับไปหาธรรมชาติเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ธรรมชาติให้กำเนิดชีวิตเรา จึงเปรียบเสมือนแม่ของเรา การเชื่อมต่อร่างกายและจิตใจของเราเข้ากับธรรมชาติจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับไปสู่แหล่งกำเนิดของชีวิตที่สงบ เป็นสุข และปลอดภัย เราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แยกห่างหรือถูกตัดขาดจากโลกและสภาพแวดล้อมอีกต่อไป ผู้เขียนยังเชื่ออีกอย่างว่า ในเมื่อทุกอย่างในจักรวาลนี้ประกอบด้วยสสารและพลังงาน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจึงต้องมีการแผ่พลังงานออกมาด้วย และถ้าเราสามารถปรับใจและกายของเราให้สามารถจูนรับคลื่นพลังงานจากผลิตผลต่างๆ ในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ต้นไม้ สมุนไพร ผลไม้ หรือดอกไม้ ร่างกายและจิตใจของเราจะได้รับการเยียวยาให้ดีขึ้นได้

และแน่นอนว่า เมื่อสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติยังแผ่พลังงานได้ มนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ย่อมแผ่พลังงานออกไปสู่โลกและจักรวาลได้ด้วยเช่นกัน แรงสั่นสะเทือนจากความคิด คำพูด และการกระทำของเราย่อมถูกส่งออกไปสู่สภาพแวดล้อม ดังนั้นหากเราต้องการให้โลกที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างทุกวันนี้ สงบเย็นลง เราก็คงต้องหันกลับมาทบทวนตัวเราเองแล้วว่า เราได้แผ่พลังงานที่เป็นบวกออกไปสู่โลกมากพอแล้วหรือยัง

“Butterflies” โดย แสงแข

ผู้เขียนยังจดจำได้ดีว่า เมื่อสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กนั้น การเล่นสำคัญขนาดไหน สำคัญจนกระทั่งว่า แม้ในตอนนี้ที่ผู้เขียนโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ก็ยังต้องหาเวลาว่างมาเติมพลังจิตพลังใจให้ตัวเอง ด้วยการเล่นแบบเด็กๆ เสมอ เกมการเล่นของผู้เขียนในตอนนี้ มันก็คือการต่อยอดมาจากการเล่นกับจินตนาการในหัวตัวเองสมัยเมื่อยังเด็กนั่นเอง ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วที่ผู้เขียนสามารถสร้างภาพของดินแดนในนิยาย ที่มีตัวละครเอก พร้อมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและองค์ประกอบฉากอื่นๆ ขึ้นมาในหัว และเรียงร้อยเรื่องราวให้ตัวละครแต่ละตัวที่ตนเองสร้างขึ้นมาได้กระทำสิ่งต่างๆ หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้เขียนก็มีแค่ห้องเก่าๆ กับกองนิตยสารผู้หญิงของคุณป้า คุณย่า ที่มีภาพประกอบสวยๆ แค่นั้นเอง การละเล่นชนิดนี้ผู้เขียนไม่เคยบอกใคร ไม่เคยเชื้อเชิญให้เพื่อนคนใดมาเล่นด้วย เพราะเพื่อนส่วนใหญ่เขาชอบเล่นอะไรที่ได้ใช้กำลังกาย อย่างการออกไปกระโดดโลดเต้นนอกบ้าน เล่นเกมสนุกสนานอะไรต่างๆ ตามประสาเด็กวัยนั้น เด็กเพี้ยนๆ อย่างผู้เขียนที่ชอบคุ้ยกองนิตยสารแฟชั่นเก่าๆ และเพลิดเพลินอยู่กับจินตนาการของตัวเองได้เป็นวันๆ โดยไม่เบื่อไม่หน่าย จึงรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากเด็กอื่นในรุ่นเดียวกันอยู่บ้าง ทำให้ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังถึงการเล่นของตัวเอง เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า คงยากที่จะหาใครมาสนุกด้วยกันได้

แต่เชื่อไหมว่า การเล่นแบบนั้นมันกลายเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถอะไรหลายๆ อย่างที่ผู้เขียนมีในวันนี้ อย่างเช่น สายตาทางศิลปะ หรือการรู้จักเล่นกับสีสันและลวดลายต่างๆ รวมทั้งการเล่าเรื่องด้วยภาพ เพราะผู้เขียนมักผสมผสานภาพหลายๆ ภาพที่ตัวเองจำได้ติดตาจากหนังสือสวยๆ ขึ้นมาเป็นภาพใหม่ อย่างเช่น ถ้าในภาพหนึ่ง นางแบบใส่เสื้อที่ดูวิจิตรงดงาม ซึ่งมันไปเข้ากับสไตล์ของเครื่องประดับที่ปรากฏอยู่ในนิตยสารเล่มอื่น ผู้เขียนก็จะผสมผสานภาพเสื้อผ้ากับเครื่องประดับนั้นเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสร้างภาพทรงผม สีสันบนใบหน้านางแบบ และพร็อพเครื่องประกอบฉากขึ้นมาใหม่ ออกแบบใหม่ให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องวาดมันลงกระดาษ เพราะสามารถเห็นภาพนั้นขึ้นมาในหัวได้เลย หลังๆ มา ผู้เขียนยังรู้จักนำความสามารถในการจำภาพมาใช้ในการเรียนหนังสือด้วย บางครั้งก็โดยที่ไม่รู้ตัวเอง อย่างเช่น การท่องหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ผู้เขียนไม่ได้ท่องเป็นถ้อยคำจากเล็คเชอร์ของอาจารย์เท่านั้น แต่ผู้เขียนสามารถจำได้ว่า เล็คเชอร์เรื่องนั้นๆ มันอยู่ตรงจุดไหน ตำแหน่งไหนของหน้ากระดาษ และเขียนไว้ด้วยตัวหนังสือแบบไหน สีอะไร มันคงคล้ายๆ กับการใช้กล้องบันทึกภาพหน้าหนังสือเหล่านั้นเอาไว้ เพียงแต่ผู้เขียนใช้ใจตัวเองแทนกล้องนั่นเอง

ที่สำคัญ การเล่นแปลกประหลาดของผู้เขียนในตอนนั้น ส่งผลดีที่สุดในวันนี้ เมื่อผู้เขียนเริ่มมีแรงกระตุ้นที่จะวาดจินตนาการของตัวเองลงบนกระดาษให้คนอื่นได้ชมอย่างเป็นรูปธรรม การวาดรูปของผู้เขียนนั้น ใช้สมุดสเก็ตซ์หรือทดลองวาดน้อยมาก เพราะผู้เขียนชอบหาแรงบันดาลใจจากภาพสวยๆ ในหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต จากนั้นก็ใช้ใจตัวเองนี่แหละ ประมวลภาพตัวอย่างเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ปรับแต่งตรงโน้นตรงนี้ หรือไม่ก็หลอมรวมมันขึ้นมาเป็นภาพใหม่อย่างที่เล่าไว้ตอนต้น จะว่าใช้ใจของตัวเองแทนสมุดสเก็ตซ์ก็เป็นได้ เวลามีคนถามว่า วาดรูปได้อย่างไร ผู้เขียนก็จะบอกเขาไปอย่างขำๆ ว่า ‘ฝัน’ เอา คือจะจินตนาการขึ้นมาก่อนว่า ภาพที่ต้องการนั้น ตัวเอกทำอะไร อยู่ที่ไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มีใครหรืออะไรอยู่ร่วมด้วยบ้าง โทนสีเป็นอย่างไร อารมณ์ประมาณไหน ต้องการสื่อสารอะไร ผู้เขียนจะสนุกเบิกบานที่สุดเวลาได้ค่อยๆ ปะติดปะต่อภาพเหล่านี้ขึ้นมาในหัว ก่อนจะเอาลงกระดาษเป็นภาพจริง

นี่ใช่ไหมที่ปราชญ์เอกของโลกอีกท่านหนึ่งอย่างไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า จินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นเพราะมันสามารถยกจิตใจของคุณให้เข้าสู่มิติแปลกประหลาดมหัศจรรย์ซึ่งบางทีตัวหนังสือหรือคำพูดของมนุษย์ก็ไม่สามารถอธิบายได้ สำหรับผู้เขียนแล้ว มันเป็นที่มาของความสุขในใจ เพราะมันไร้กรอบ พรมแดน หรือข้อจำกัดใดๆ มันทำให้รู้สึกถึงอิสรภาพอันชื่นบาน แต่ผู้เขียนว่า ความสุข ความชื่นบานนั้น จะยิ่งทบเท่าทวีคูณ ถ้าเราสามารถถ่ายทอดจินตนาการอันงดงามให้คนอื่นสัมผัสรับรู้ด้วย เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือบำบัดเยียวยาหัวใจ คลายความทุกข์และตึงเครียดที่ต้องเผชิญในชีวิต ตลอดจนเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่อไป

“Children can teach us about happiness.” ผู้อ่านเห็นด้วยไหมกับคำกล่าวนี้🙂

วัยเด็กเป็นวัยเดียวในช่วงชีวิตมนุษย์ ที่เราได้รับการประสิทธิประสาทพรแห่งความสงสัยใคร่รู้อันแสนมหัศจรรย์ เด็กพอใจง่ายๆ กับสิ่งเล็กน้อยรอบตัว ที่พวกเขาจะแปลงมันเป็นของเล่นได้เสมอ ตอนที่เรายังเด็ก ถึงแม้จะไม่มีของเล่นหรูหราราคาแพง เราก็ยังสามารถหยิบสิ่งรอบตัวที่ดูไร้ราคาอย่าง ก้อนหิน ดิน ทราย กิ่งไม้ ใบไม้ มาเล่นได้เป็นเรื่องเป็นราวตามความคิดแบบเด็กๆ ของเรา เราเล่นได้แม้ไม่มีเพื่อน เพราะการอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของตัวเองนั้นมันก็มีความสุขมากพอๆ กับการอยู่กับเพื่อนเด็กด้วยกัน

เราอาจเคยนั่งมองดวงดาวยามค่ำคืน แล้วพยายามยกมือของเราขึ้น ราวกับว่าเราได้กำดวงดาวนั้นไว้ในอุ้งมือเราจริงๆ เพื่อนำมันมาเป็นของขวัญให้กับพ่อแม่และเพื่อนที่เรารัก

เราปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อสัมผัสความโปร่งโล่งและกว้างไกลของท้องฟ้ายามเย็น ที่สายลมฤดูร้อนพัดเอื่อยและเหล่านกกาเริ่มบินกลับรัง

เราเดินเขย่งก้าวกระโดดไปบนผืนหญ้าที่ชุ่มน้ำค้าง และเอามือสัมผัสกับสุมทุมพุ่มไม้เขียวขจีไปตลอดเส้นทางกลับบ้าน บางครั้งเราพยายามทรงตัวไปบนขอบกำแพงสูงที่ล้อมรอบบ้าน พร้อมกับฮัมเพลงโปรดไปด้วย และพยายามจะให้เพลงนั้นจบพร้อมกับจังหวะการเดินที่มาบรรจบครบรอบพอดี

เราไม่เดือดร้อนกับการทำเลอะเทอะในห้องครัว เพื่อประดิษฐ์คิดค้นสูตรเครื่องดื่มในฝัน ที่เราวางแผนจะเปิดแผงขายหน้าบ้าน เพื่อทำเงินให้ได้มากพอจะซื้อของเล่นที่อยากได้ในเวลานั้น

ภาพ Honeyed Lemon โดย แสงแข

ภาพ Honeyed Lemon โดย แสงแข

เมื่อครั้งยังเด็ก ความกลัวผิดพลาดหรือล้มเหลวดูจะไม่เคยมีอยู่ในหัว เช่นเดียวกับความกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราไร้สาระ เรากล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อสนองความสนใจใคร่รู้ของเราได้เสมอ

เมื่อเราโตขึ้น เห็นด้วยไหมว่าเราก็ยังเล่นอยู่ แต่คราวนี้เรารู้จักเล่นของที่หนักและยากกว่าเดิม เดิมพันก็สูงกว่าเดิม อย่างเช่นการสะสมเงินทองหรือหลักทรัพย์ เพื่อนำมาซื้อหาสิ่งจำเป็นในชีวิตและปรนเปรอความสุขของตัวเองกับครอบครัว หลายคนไม่กล้าออกจากงานประจำที่ทำอยู่เพื่อไปตามหาความฝันของตัวเอง เพราะกลัวว่าความมั่นคงทางการเงินจะพังทลายลง เราสาละวนกับการแสวงหาเงินทองและการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ไม่มีวันจบสิ้น เงินเก่าหมดไป เงินใหม่ก็ต้องมา เงินที่เกินจากการใช้จ่ายกลายเป็นของสะสม ที่หลายคนอ้างว่าเพื่อบั้นปลายที่มั่นคงของชีวิต แต่บางคนก็สะสมทรัพย์สมบัติไว้มากจนเหลือเฟือ เกินจะใช้ในชาตินี้ได้หมด หลายคนตายก่อนจะได้ใช้เงินที่กองอยู่ในธนาคาร เพราะไม่มีสมบัติใดบนโลกนี้ที่คนตายจะเอาติดตัวไปสู่ปรโลกได้ ความเหนื่อยยากที่ผ่านมาทั้งชีวิต ก็เพื่อสะสมกระดาษและโลหะที่ถูกเก็บไว้ในตู้เซฟธนาคาร ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาแปรเป็นความงามหรือความสร้างสรรค์ใดๆ ให้กับโลกนี้

ผู้เขียนบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าผู้เขียนต้องเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้ ผู้เขียนขอเลือกเป็นเด็กไปตลอดกาลเสียยังดีกว่า เพราะผู้เขียนไม่เคยรักเงินกระดาษ เงินโลหะ แต่ผู้เขียนรักสิ่งที่เงินสามารถช่วยบันดาลให้เกิดขึ้นได้ เงินบวกกับฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นในหัวใจ สามารถทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์สะสมงานศิลปะ ที่เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณของมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า เงินสามารถช่วยให้เกิดโบสถ์วิหารอันวิจิตรงดงาม ที่แสดงให้ชาวโลกได้รู้ว่า ความมหัศจรรย์ของศรัทธาและความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่จริง เงินอาจบันดาลให้เกิดสวนพฤกษศาสตร์ แหล่งสะสมพันธุ์ไม้ ที่ช่วยให้ชาวโลกได้เรียนรู้ความหลากหลายทางชีววิทยา และความสมดุลของระบบนิเวศน์ เงินเป็นเครื่องมือพัฒนาและปลูกฝังให้มนุษย์รู้จักรักโลก รู้จักเคารพในธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้

เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราเล่นของใหญ่กว่าเดิม และมีเดิมพันสูงกว่าเดิม นั่นทำให้เรากลัวความผิดพลาดและล้มเหลวมากขึ้นไปพร้อมๆ กันด้วย บทบาทที่เราเล่นมีเวทีรองรับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากระดับครอบครัวกับสังคมเพื่อนเมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก มาสู่ระดับชุมชน จังหวัด ประเทศ ทวีป และโลก แต่ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว มันก็คือการละเล่นเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เป็นการเล่นในเวทีละครโรงใหญ่ ที่มีหลากหลายคน มาเล่นหลากหลายบทบาท ตามแต่จะขีดเส้นทางให้ตัวเอง

แต่แม้มันจะเป็นแค่การเล่น ที่สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องคืนของเล่นทั้งหมดให้กับโลก เพราะมันไม่เคยเป็นของเรามาตั้งแต่แรก เป็นแต่เพียงของที่โลกให้เรายืมมาเล่น ติ๊ต่างว่าเป็นของเราเพียงแค่ในช่วงชีวิตนี้เท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องยอมรับว่า การเลือกบทบาทในละครโรงนี้ของเราสำคัญมาก ว่าเราจะเลือกบทดี บทสร้างสรรค์ หรือบทร้ายทำลายล้าง มันไม่ได้เกี่ยวกับของเล่นนอกกายอย่างที่กล่าวมาแต่อย่างเดียว แต่มันเป็นการทำงานทางใจของเราด้วย และงานทางใจนี้แหละที่สำคัญยิ่งใหญ่กว่างานใดๆ ทั้งหมด เพราะไม่เคยมีสิ่งใดเป็นของเรา นอกจากใจดวงนี้ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง และจะเดินทางไปกับเราทุกภพ ทุกชาติ กำไรแท้จริงที่เราจะได้จากการเล่น จึงไม่ใช่เงินกระดาษ เงินโลหะที่เราเอาไปฝากธนาคาร แต่เป็นผลบุญกุศลที่จะส่งให้ใจเรามีความสุขทั้งขณะนี้ และต่อไปในภายภาคหน้า

ผู้เขียนคิดว่าตัวเองได้เลือกบทที่จะเล่นฝากไว้ในละครโรงใหญ่นี้แล้ว แต่ผู้อ่านล่ะ ตกลงปลงใจเลือกกันได้แล้วหรือยัง🙂

 

The Pink Lady by Sangkae

The Pink Lady โดย แสงแข

สีชมพู – สีแห่งความอ่อนหวาน อบอุ่น โรแมนติค เป็นสีที่สื่อความเมตตากรุณา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อารมณ์อันอ่อนไหว การเอาใจใส่ดูแล และความรัก ความรักสีชมพูนี้เขาว่าเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข เปี่ยมล้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ อีกทั้งหมายรวมถึงการให้และรับการดูแลเอาใจใส่จากคนที่เรารัก

สีชมพูเป็นส่วนผสมของสีแดงและสีขาว ซึ่งเป็นสองสีที่มาจากคนละขั้วเลยทีเดียว สีแดงคือพลังอำนาจและความร้อนแรง ส่วนสีขาวคือความบริสุทธิ์สะอาด ความเปิดกว้าง และความบริบูรณ์ เม็ดสีชมพูจึงเป็นการหลอมรวมเอาพลัง ความน่าตื่นเต้นมีชีวิตชีวาและความเร่าร้อนของสีแดงเข้ากับความสงบ สว่าง กระจ่างใสของสีขาว เฉดสีที่ได้เป็นการเจือจางเม็ดสีแดงเพียงเล็กน้อยในสีขาวที่มีปริมาณมากกว่า ความร้อนแรงมีพลังของสีแดง จึงถูกทำให้อ่อนโยนนุ่มนวลลง โดยอาศัยความสะอาดใสของสีขาว   เฉดสีชมพูนี้หากยิ่งเข้มข้นหรือมีเม็ดสีแดงผสมอยู่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเต็มไปด้วยอารมณ์และความหลงใหลมากขึ้นเท่านั้น

เขาว่าสีชมพูเป็นสีของผู้หญิง ก็เพราะความอ่อนหวาน อ่อนไหว โรแมนติคที่มีอยู่ในสีชมพูนั่นเอง สีนี้จึงมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความโกรธเกรี้ยว ความรุนแรงก้าวร้าว ความขมขื่นคับแค้น ความรู้สึกถูกทอดทิ้งหรือเมินเฉย การมองดูสีชมพูจะช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ทำให้เกิดความอบอุ่นอ่อนโยนในจิตใจ เพราะพลังของสีชมพูนั้นอยู่คนละขั้วกับพลังอำนาจในทางข่มขู่คุกคาม ทั้งยังสามารถกระตุ้นเตือนให้เราย้อนกลับไปนึกถึงความน่ารักไร้เดียงสา และความเป็นเด็กในตัวเราเองได้อีกด้วย

สีชมพูจึงเป็นสีที่อยู่ใกล้ใจเราเหลือเกิน ดังภาพข้างบนนี้ ที่ผู้เขียนวาดขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความงามของสีชมพู และเพื่อสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า การที่เราจะเข้าถึงหัวใจหรือความต้องการเบื้องลึกของใครสักคนนั้น เราต้องใช้ใจของเราเองนั่นแหละเป็นสื่อ เหมือนดังคำเขาว่า “จากใจถึงใจ”

“ประตูใจ” ของใครสักคนจะเปิดออกให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นได้ เราก็ต้องมีกุญแจที่จะไขเข้าไป กุญแจวิเศษนั้นหรือ ก็มีชื่อว่า “กุญแจใจ” นั่นเอง ^^

The Violet Lady โดย แสงแข

The Violet Lady โดย แสงแข

สีม่วง – สีแห่งจักรพรรดิและสัญลักษณ์ของความสูงศักดิ์ สีม่วงเป็นสีที่พบน้อยที่สุดในธรรมชาติ และเป็นสีแรกในโลกที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้น สีม่วงเกิดจากการผสมผสานระหว่างความร้อนแรงเจิดจ้าของสีแดงและความเยือกเย็นลึกล้ำของสีน้ำเงิน จนกลายเป็นเฉดสีลูกผสมที่ดูโดดเด่นแปลกตา กล่าวกันว่าสีม่วงสื่อถึงความหรูหราฟุ่มเฟือย ความเย้ายวนเร้นลับ ความคลุมเครือ คาดเดาได้ยากและความปรวนแปร ในประเทศไทยมีความเชื่อกันว่าสีม่วงเป็นสีแห่งความชอกช้ำหรือไม่สมหวังในความรัก จึงมิใคร่ได้เห็นเจ้าสาวหรือเพื่อนเจ้าสาวในเมืองไทยสวมชุดสีม่วงกัน แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาของงานแต่งงานในต่างประเทศ ที่เจ้าสาวผู้ชื่นชอบความโดดเด่นไม่เหมือนใครจะจัดงานแต่งงานในธีมสีม่วง ซึ่งก็ดูสวยแปลกตาดี

ภาพข้างบนนี้ ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากพลังแห่งสีม่วง ผู้เขียนรู้สึกว่าโลกแห่งสีม่วงต้องเป็นโลกที่เร้นลับและมหัศจรรย์ เต็มไปด้วยความอลหม่านและยากจะคาดเดา สุภาพสตรีสีม่วงในรูปนี้ เธอเป็นเจ้าของอาณาจักรอันสุดแสนพิสดารของเธอเอง ที่ซึ่งบริวารน้อยๆ ของเธอ เป็นผู้ช่วยสรรค์สร้างความหอมหวานให้แก่โลก เธอเปรียบได้กับราชินี แต่เธอมิยอมสวมมงกุฎ กลับนำมันไปประดับไว้บนขนมเค้กซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของเธอเอง ผู้เขียนวาดภาพนี้แล้วก็พลันนึกถึงเพลงหนึ่งของ Lady Gaga นักร้องดังแห่งยุค ในท่อนที่ว่า

“….Don’t be a drag, just be a queen
Whether you’re broke or evergreen
You’re black, white, beige, Chola descent
You’re Lebanese, you’re Orient…

ผู้หญิงทุกคนล้วนมีความใฝ่ฝันเบื้องลึกที่จะครอบครองอาณาจักรของเธอเองกันทั้งนั้น ขอจงจำไว้ให้ขึ้นใจเสมอว่า Don’t be a drag, just be a queen ความสามารถ ความดีงามในจิตใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือความเป็นราชินีในตัวของผู้หญิงทุกคน🙂