ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านนวนิยายสองเรื่องซึ่งกล่าวถึงการปรุงอาหารไว้อย่างน่าสนใจ เรื่องแรกนั้นเกี่ยวข้องกับอาหารโดยตรง ส่วนเรื่องที่สองนั้นแม้แนวคิดหลักจะไม่ใช่เรื่องอาหาร แต่ก็มีการฉายภาพการปรุงอาหารไว้อย่างพิสดาร สิ่งที่ผู้เขียนสนใจก็คือการที่นวนิยายสองเรื่องนี้กล่าวถึงผู้หญิงสองคนซึ่งใช้การปรุงอาหารเป็นเครื่องมือปลดปล่อยความปรารถนาในจิตใต้สำนึก จินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ที่ถูกกดอัดกักขังไว้ด้วยความแปลกแยกโดดเดี่ยวจากสังคมรอบตัว และใช้การทำครัวเป็นเครื่องมือทางอำนาจในการต่อสู้และต่อรองกับจารีตประเพณีที่เคร่งครัดและความคาดหวังของสังคม

ตีตา ตัวละครเอกในนวนิยาย “Like Water for Chocolate” ของเลารา เอสกีเบล (ฉบับแปลเป็นภาษาไทยมีชื่อว่า “รักซ้อนซ่อนรส” โดยจิตราภรณ์) เป็นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัวเม็กซิกันในยุคสงครามปฏิวัติ เธอมีมารดาผู้เข้มงวดและยึดถือในจารีตประเพณี ตีตายังมีพี่สาว 2 คนที่ต่างจากตัวเธออย่างสิ้นเชิง มีเพียง นาชา พี่เลี้ยง ผู้รักใคร่ผูกพันเสมือนเธอเป็นลูกสาว ทั้งยังประสิทธิ์ประสาทวิชาการครัวแก่ตีตา แต่สุดท้ายนาชาก็ตายจากไป ตีตาพบรักกับหนุ่มชื่อเปโดร แต่ก็ถูกมารดาผู้ยึดถือกฎจารีตอันเข้มงวดกีดกันทุกวิถีทาง ด้วยความเชื่อว่าลูกสาวคนสุดท้องไม่มีสิทธิ์ได้แต่งงาน เพื่อจะได้อุทิศชีวิตปรนนิบัติมารดาตลอดไป ตีตาจึงไม่อาจแม้จะตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ เธอไม่กล้าตัดสินใจขอให้เปโดรพาเธอหนีไป จึงต้องอดทนอยู่ในบ้านต่อไปในฐานะแม่ครัวประจำไร่ ครัวจึงกลายเป็นพื้นที่เดียวที่ตีตาสามารถใช้ต่อสู้และต่อรองกับอำนาจของมารดาผู้เป็นสัญลักษณ์ของขนบจารีตอันเข้มงวดของสังคม

ปกติแล้วกระบวนการทำอาหารจะถูกกำกับควบคุมโดยมารดาของเธอ ซึ่งบังคับให้เธอทำอาหารตามขนบดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารอย่างเหนือธรรมดาของตีตา เธอสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือประยุกต์สูตรและส่วนผสมต่างๆ ให้อาหารนั้นมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้เสมอเหมือน โดยที่มารดาของเธอเองก็ไม่สามารถเข้าไปกำกับควบคุมได้ การปรุงอาหารนั้นตามธรรมดาแล้วมีสูตรที่ตายตัวก็จริง แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ปรุงได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงพลิกแพลง เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามตำราเสมอไป ผู้ที่ทำครัวเป็นจะต่างจากผู้ที่ทำครัวไม่เป็นตรงที่มีความคุ้นชินกับอุปกรณ์และส่วนผสมต่างๆ จนเกิดความกล้าและมั่นใจที่จะทดลองทำอะไรแปลกใหม่เพื่อปรับปรุงเนื้อสัมผัสและกลิ่นรสของอาหารให้ดีขึ้นได้ ขณะที่ผู้ไม่เคยทำครัวมาก่อนจะยึดตำราอย่างตายตัวซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงเสมอไป ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาหาร

ตีตาได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองอินเดียนแดง ซึ่งเธอรับมาจากนาชาที่เธอผูกพันใกล้ชิดมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังที่เนื้อความในนวนิยายได้บรรยายไว้ว่าตีตาสามารถรับประทานอาหารพื้นเมืองแปลกๆ ทุกอย่างได้ตั้งแต่ยังเด็ก ขณะที่พี่สาวทั้งสองคนของเธอไม่เคยคิดจะแตะต้อง ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นคนเปิดกว้าง ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ และการยอมรับในภูมิปัญญาของคนชาติพันธุ์อื่นของตีตา นาชายังได้ถ่ายทอดความรู้ในการประกอบอาหารซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษแก่ตีตา ทำให้อาหารที่เธอปรุงมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังทำให้เธอได้ความรู้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาแผนโบราณ ซึ่งกลายเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและชุมชนในเวลาต่อมา ยิ่งเน้นย้ำอำนาจและบทบาทของผู้หญิงในฐานะผู้บำรุงเลี้ยงดูและรักษา ซึ่งมีความสำคัญต่อชุมชนไม่แพ้อำนาจของผู้ชาย

การทำครัวของตีตายังเป็นการปลดปล่อยอารมณ์และแสวงหาอิสรภาพของผู้หญิง เมื่อเธอถูกมารดาทำร้ายจิตใจด้วยการยกพี่สาวให้แต่งงานกับชายคนรักของเธอ ตีตากลั่นเอาน้ำตาและความโศกเศร้าอาดูรออกมาเป็นขนมเค้กแต่งงาน ที่ทำให้แขกในงานกินเข้าไปแล้วรู้สึกโศกเศร้าและคลื่นเหียนอาเจียนออกมา ตีตาใช้ช่อกุหลาบที่เปโดรให้มาแปรเป็นเมนูนกกระทาอบซอสกลีบกุหลาบเพื่อสื่อความรักต้องห้ามของเธอไปถึงเขา  เมื่อ เคิร์ตรูดิส พี่สาวของเธอรับประทานอาหารจานนี้เข้าไป ก็เกิดตัณหาราคะรุ่มร้อนซึ่งกลายเป็นเปลวเพลิงเผาผลาญ กลิ่นกุหลาบที่ระเหยจากร่างของเคิร์ตรูดิสโชยไปไกลถึงสนามรบ ทำให้ฮวน นายทหารฝ่ายปฏิวัติได้ละทิ้งกองทัพเพื่อตามกลิ่นกุหลาบมายังไร่ เหล่านี้แสดงถึงพลังอำนาจของอาหารที่เป็นสื่อนำพาอารมณ์ความรู้สึกของผู้ปรุงไปให้ผู้กินหรือผู้รับกลิ่นสามารถรับรู้และเข้าถึงได้

คัลฟี่ เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่น่าสนใจในนวนิยายเรื่อง “Hullabaloo in the Guava Orchard” ของ กิราน เดซาย แม้จะไม่ใช่ตัวละครเอก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้หญิงในวรรณกรรมที่ใช้การทำอาหารเป็นเครื่องมือปลดปล่อยความปรารถนาในจิตใต้สำนึกและทวงคืนอำนาจของความเป็นแม่ที่มีหน้าที่ปกปักรักษาและทะนุบำรุงเลี้ยงดูบุตรของเธอ

คัลฟี่คล้ายกับตีตาตรงที่เกิดในครอบครัวอินเดียซึ่งยึดถือจารีตประเพณีเช่นเดียวกับชาวอินเดียทั่วไป ที่นี่หญิงสาวรุ่นจะถูกคาดหวังจากสังคมให้มีคุณสมบัติสมบูรณ์เพียบพร้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิตสำหรับพวกเธอซึ่งก็คือการได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในครอบครัวที่ดี ครอบครัวของคัลฟี่จึงพยายามปกปิดอาการ ‘ประหลาด’ ของเธอที่เริ่มฉายแววความหมกมุ่นกับอาหารตั้งแต่ครบรอบวันเกิดอายุ 20 ปี พวกเขาเกรงกลัวว่าถ้าอาการประหลาดของเธอแพร่งพรายไปถึงหูคนอื่นๆ เธอจะต้องติดอยู่กับพวกเขาตลอดไป จึงกำจัดเธอออกไปให้ครอบครัวใดก็ได้ที่ยินดีจะรับเธอเป็นลูกสะใภ้ คัลฟี่จึงถูกยกให้แต่งงานกับชวาลา ซึ่งอยู่ในวรรณะต่ำกว่า พร้อมด้วยสินสอดที่คุณนายอัมมา แม่ของชวาลาปฏิเสธไม่ได้

ชวาลาเป็นตัวละครที่ดูจะถอดแบบมาจากชาวอินเดียยุคเก่าทั่วไปที่ยึดถือในจารีตประเพณี และทนไม่ได้กับความแปลกประหลาดผิดปกติหรือการแสดงอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวใดๆ แน่นอนว่าคัลฟี่นั้นต้องดูไม่ปกติในสายตาของชวาลา แต่ความจริงข้อนี้ก็ทำให้เขาพึงใจอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่าเขาสามารถทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก็รวมถึงการควบคุมกำกับชีวิตของลูกทั้งสอง คือ สัมพัทธ์ กับ พิงค์กี้ ให้เป็นไปตามอุดมคติของเขาด้วย ข้างฝ่ายคุณนายอัมมานั้นก็พอใจเช่นกัน เพราะบทบาทที่น้อยนิดของคัลฟี่ทำให้นางสามารถยึดครองพื้นที่ในครัวและพื้นที่ในชีวิตของลูกชาย โดยไม่ถูกเตะโด่งออกไปเหมือนๆ กับหลายครอบครัวที่แม่สามีถูกทอดทิ้งหรือทำให้เป็นส่วนเกิน

แม้ว่าทั้งสามีและแม่สามีจะไม่ได้กดขี่หรือกระทำไม่ดีกับเธอ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้คัลฟี่ได้แสดงความสามารถหรือทำหน้าที่ต่อครอบครัวในแบบของเธอ สภาพดังกล่าวจึงเป็นการสร้างความแปลกแยกให้กับคัลฟี่ที่มักจะแยกตัวอยู่โดดเดี่ยว ไม่เข้าไปก้าวก่ายในครัวซึ่งยกให้เป็นหน้าที่ของคุณนายอัมมาที่ต้องทำอาหารเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวทุกคน คัลฟี่จึงมักจะจมอยู่กับความฝันและจินตนาการเรื่องอาหารของเธอ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความต้องการแสดงความสามารถและคุณค่าของตัวเองข้อหนึ่ง และสะท้อนความปรารถนาเบื้องลึกที่จะเป็นอิสระจากกฏเกณฑ์และความคาดหวังของผู้คนรอบตัว ไม่ต่างจากสัมพัทธ์ซึ่งก็ต้องการ “ที่ว่าง” ของตัวเองเช่นเดียวกัน สองแม่ลูกจึงเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างที่คนอื่นในครอบครัวไม่เข้าใจ

เมื่อสัมพัทธ์หนีไปอยู่บนต้นฝรั่งในสวน และพ่อของเขาเริ่มได้ความคิดที่จะทำเงินจากวิถีชีวิตแปลกประหลาดของลูกชาย ครอบครัวทั้งหมดจึงถูกดึงเข้าไปร่วมมือด้วย พวกเขาเริ่มปรับปรุงที่อยู่อาศัยบนต้นไม้ของสัมพัทธ์ให้มีความสะดวกสบายขึ้น และช่วยกันอาบน้ำให้สัมพัทธ์ ซึ่งจะเปรียบไปก็คล้ายกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิในการชำระล้างเพื่อความบริสุทธิ์ อันนำไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะฤาษีของสัมพัทธ์ ในสวนฝรั่งนี้เองที่คัลฟี่ได้พบ “ที่ว่าง” ของตัวเองเช่นเดียวกับสัมพัทธ์ เธอไม่ต้องถูกจำกัดอยู่ในครัวอันคับแคบอีกต่อไป แต่อยู่ใต้ผืนฟ้า บนแผ่นดิน ท่ามกลางอากาศ  ต้นไม้และสิงสาราสัตว์ต่างๆ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจ เติมเต็มความฝันและจินตนาการเรื่องอาหารของเธอ ที่นี่มีทรัพยากรมากมายให้เธอได้เลือกมาเป็นวัตถุดิบในการทำอาหารตามสารพันสูตรแปลกพิสดารที่เธอคิดขึ้นมา คัลฟี่จึงได้ก้าวออกมาจากความโดดเดี่ยวแปลกแยกและได้พบงานหรือบทบาทต่อครอบครัวซึ่งเธอมีความสุขที่จะทำเป็นครั้งแรก เธอภูมิใจในหน้าที่แม่ครัวประจำตัวสัมพัทธ์ ผู้เป็นคนเดียวซึ่งยอมกินอาหารที่เธอทำมาตั้งแต่อดีต โดยไม่ตัดสินหรือปรามาสความพิลึกพิสดารของส่วนผสมเหล่านั้น ขณะที่หน้าที่การทำอาหารเลี้ยงสมาชิกคนอื่นในครอบครัวยังเป็นของคุณนายอัมมาต่อไป

ที่มา : http://niceworldtour.com

ทุกวันคัลฟี่เที่ยวดั้นด้นไปตามป่าเขา เพื่อเสาะแสวงหาเครื่องปรุงอาหารจานใหม่ของเธอสำหรับสัมพัทธ์ เธอเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ สมุนไพร เครื่องเทศสารพันชนิด ออกล่าสัตว์ต่างๆ ทุกชนิดเท่าที่ป่าจะมีให้เธอได้ ทั้งบนบก ในน้ำ หรือในอากาศ เธอตัด หั่น สับ วัตถุดิบต่างๆ ด้วยเรี่ยวแรงกำลังที่ไม่รู้มาจากไหน เธอทดลอง ออกแบบ ควบคุม กำกับ และลงมือทำครัวด้วยตัวเองทุกขั้นตอนราวกับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ อาหารของเธอบางอย่างประกอบด้วยส่วนผสมนับร้อยชนิด หลายอย่างเป็นส่วนผสมที่ไม่เคยมีใครใช้ในอาหารมาก่อน สัดส่วนของเครื่องประกอบเหล่านั้นก็เป็นความคิดและจินตนาการของเธอเอง โดยไม่ได้ยึดติดอยู่กับแบบแผนการปรุงอาหารใดๆ ของใครทั้งสิ้น นี่เป็นวิธีที่เธอใช้ต่อต้านหรือขัดขืนจารีตอันเข้มงวดของสังคม เธอกลายเป็นนายเหนืออาหารของเธออย่างแท้จริง จุดนี้เองที่แตกต่างจากตีตา ตรงที่ตีตายังปรุงอาหารตามสูตรตายตัวที่เป็นผลจากขนบจารีต เพียงแต่เธอสามารถใช้ศิลปะในการปรับปรุง พลิกแพลงสูตรให้อาหารแต่ละจานมีเอกลักษณ์เป็นของเธอเองด้วย

“…เกิดความกลมกล่อมอันน่ากลัวภายในเครื่องเทศอันละเอียดอ่อนลึกล้ำ  นับเป็นความสำเร็จแสนวิเศษของเครื่องปรุงรสร้อยสีพันอย่าง เช่น เมล็ดเพียงหนึ่งเม็ดของพืชชนิดหนึ่ง ดอกตูมเพียงดอกเดียวของพืชอีกประเภท หรือเครื่องปรุงจำนวนแค่แตะปลายนิ้วเปียกลงขวดแก้วเล็กๆ แผ่วเบา ก่อนแต้มในหม้อเดือดเป็นฟอง เครื่องปรุงจำนวนเท่าหนึ่งถ้วยตะไล เท่าหนึ่งกล่องไม้ขีด เท่าเปลือกมะพร้าวซึ่งใส่สีแดงเข้ม สีม่วงแก่ และเครื่องเทศผงเหลืองไว้เต็ม บางครั้งนางต้องใช้เวลาเคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดหนึ่งหรือสองวัน ตั้งหม้อบนถ่านที่แผ่รังสีความร้อนอ่อนๆ หรือถ่านไฟแรงคุคำรามราวถ่านเผาเหล็กยามนางใช้พัดใบตาลเร่งไฟ เนื้อถูกเคี่ยวให้นิ่มก่อนปรุงรสด้วยเครื่องเทศจนหอมอบอวล ซอสจิ้มมีรสแปลก มีตะกอนสีคล้ำซึ่งฤทธิ์มันสามารถทำให้เราทรงตัวมั่นครู่หนึ่ง ก่อนล้มตึงในเวลาต่อมา ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่หลังกินต้องไขว่คว้าหาที่เกาะถึงครึ่งชั่วโมง อาหารบางอย่างสุดละเอียดอ่อน มีรสชาติหลอกหลอนยั่วเย้า ดั่งความทรงจำบางห้วงตอนที่เราเคยรู้จัก แต่ไม่กล้าแม้กระทั่งจะยื่นนิ้วเข้าไปสัมผัสมันอีก…”

(จากฉบับแปลเป็นภาษาไทย “ในสวนฝรั่ง” โดย เจนจิรา เสรีโยธิน)

อารมณ์ความรู้สึกและแรงบันดาลใจที่คัลฟี่ใส่ลงไปในอาหาร ได้ถ่ายทอดไปยังคนกินคือสัมพัทธ์ มันแทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อของเขา ดังจะเห็นว่าเขามีสีหน้าที่เปล่งปลั่งสมบูรณ์ เหมือนคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat” นี่เองที่ทำให้คัลฟี่สามารถทวงคืนอำนาจของเธอในฐานะมารดาผู้ทะนุบำรุงเลี้ยงดูรักษาได้เป็นผลสำเร็จ  อาหารของคัลฟี่ยังส่งกลิ่นดึงดูดผู้คนที่มาสังเกตการณ์หรือสักการะบูชาสัมพัทธ์ ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกและแรงบันดาลใจที่คนเหล่านั้นไม่เคยรู้สึกมาก่อน เช่นเดียวกับเค้กแต่งงานซึ่งตีตาทำขึ้นด้วยความรวดร้าวอาดูร ก็ได้ทำให้แขกที่มาร่วมงานแต่งงานพี่สาวเธอรู้สึกโศกเศร้าโหยหาอย่างประหลาด จนเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นในงานเลี้ยงแต่งงาน หรือการที่นกกระทาอบซอสกลีบกุหลาบฝีมือตีตาทำให้เปโดรรู้สึกถึงแรงปรารถนาลึกซึ้งที่เธอมีต่อเขา ในที่นี้อาหารมิใช่แค่วัตถุนอกกาย แต่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาวะจิตใจของคนปรุงและคนกิน วิธีที่คนปรุงอาหารและลิ้มรสอาหาร มักสะท้อนความปรารถนาที่แฝงเร้นในจิตใต้สำนึกของบุคคลผู้นั้น

ในนวนิยายทั้งสองเรื่อง การทำครัวเปรียบเสมือนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ ซึ่งสื่อให้เห็นอัจฉริยภาพของตัวละคร การร้อยเรียงผสมผสานวัตถุดิบสารพันจากธรรมชาติราวกับเป็นวาทยกรผู้อำนวยเพลง ทำให้พวกเธอดูราวกำลังสวมวิญญาณของมารดาแห่งโลก ซึ่งเปี่ยมด้วยสัญชาตญาณตระหนักรู้ในทุกซอกมุมของแผ่นดิน ผืนฟ้า และสายน้ำ ทำหน้าที่ทำนุบำรุงหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน พื้นที่ในการปรุงอาหารยังกลายเป็นพื้นที่การต่อรองทางอำนาจของผู้หญิงกับจารีตประเพณีของสังคมที่ครอบงำเธออยู่ ผู้หญิงทั้งสองได้ต่อสู้เพื่อมิให้ตนเองตกอยู่ในฐานะผู้รองรับการกระทำอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นผู้กระทำ โดยใช้อำนาจนั้นผ่านทางอาหาร  สะท้อนว่าพื้นที่ในครัวไม่ใช่พื้นที่ของผู้อ่อนแอหรือผู้ตามอยู่ข้างหลังอย่างที่คนทั่วไปมักรับรู้และเข้าใจกันอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจซึ่งเอื้อประโยชน์ในผู้หญิงได้แสดงบทบาทหน้าที่ของตนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้เฉกเช่นเดียวกับผู้ชาย

ผู้เขียนมานั่งคิดถึงน้ำหอมขวดต่อไปที่อยากจะสร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้นหลังจากร้างราไปนับปี คำเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว magical, wonderful, haunting และ bespoke! คงไม่แปลกถ้าผู้เขียนจะสร้างน้ำหอมขวดหนึ่งขึ้นจากคำศัพท์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์รับกลิ่นอันสุดวิเศษหลายครั้งที่ผ่านมา แน่นอนว่าผู้เขียนชอบ fantasy และ fantasy ของผู้เขียนก็มักจะทำให้นึกถึงมนตรามหัศจรรย์แบบในหนัง Charlie and the Chocolate Factory ผสมกับ Midsummer Night’s Dream

ภาพโฆษณาน้ำหอม Lolita Lempicka by Lolita Lempicka จาก www.parfumdepub.com

Charlie and the Chocolate Factory เป็นหนังโทนสีเจิดจ้าเหนือจริงที่ทำให้นึกถึงกลิ่นผลไม้ผสมลูกกวาดแบบในน้ำหอม Fantasy ของ Britney Spears ส่วน Midsummer Night’s Dream เป็นภาพฝันสีบางเบาพร่างพราย ที่ไปคล้ายคลึงกับภาพลักษณ์ของน้ำหอม Lolita Lempicka จาก Lolita Lempicka อย่างประหลาด แต่ทำไมไม่รู้ เวลานึกถึงคำว่า fantasy ทีไร น้ำหอมขวดแรกที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำของผู้เขียนกลับเป็น Elixir des Merveilles ของ Hermès ไปเสียนี่

กลิ่นซาบซ่านของผิวส้มตัดกับกลิ่นหวานน่ากินของคาราเมล โรยทับด้วยผงโกโก้ แม้จะเป็นส่วนผสมที่ดูจะ ‘เดาง่าย’ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับน้ำหอมแล้ว แต่ก็ยังเป็นความมหัศจรรย์สำหรับผู้เขียน ที่ยังมีด้านของเด็กซนอยู่ในตัวเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ส้มกับช็อคโกแล็ตเป็นของโปรดของเด็กๆ และเป็นส่วนผสมสองขั้วที่ทั้งขัดแย้งและดึงดูดเข้าหากันได้อย่างน่าประหลาด

Elixir des Merveilles ของเหลวสีส้มทอประกายระยิบอยู่ในขวดเกลี้ยงเกลา สร้างสรรค์กลิ่นโดย Jean Claude Ellena

กลิ่นส้มกับโกโก้ใน Elixir des Merveilles ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนสร้างสรรค์น้ำหอมกลิ่นใหม่ขึ้นมาสำหรับตัวเอง แต่น้ำหอมกลิ่นนี้ไม่ได้หอมน่ากินและเข้าถึงง่ายเหมือน Elixir des Merveilles เพราะนอกจากโทนสีส้มสว่างสดใสของผลส้มทั้งหลายแล้ว ผู้เขียนยังนึกถึงสีเขียวอมน้ำเงินอันลึกล้ำมหัศจรรย์ ซึ่งก็น่าแปลกที่วัตถุดิบซึ่งทำให้ผู้เขียนนึกถึงสีโทนนี้ขึ้นมาก็คือสมุนไพร estragon ที่ให้กลิ่นเยือกเย็นสดชื่นผสมกับตะไคร้ต้น (litsea cubeba) ที่ให้กลิ่นออกเขียวเข้มหนักแน่นกว่า

Top note ของน้ำหอมกลิ่นนี้จึงเป็นกลิ่นสดใสของส้ม 3 ชนิดที่ผู้เขียนโปรดปรานกลิ่นมาก คือ tangerine, blood orange และ clementine เสริมด้วยกลิ่นเย็นของ estragon ส่วน heart note หรือหัวใจของน้ำหอมก็แน่นอนว่าเป็นกลิ่น cocoa เจือด้วยกลิ่นเขียวซาบซ่านของตะไคร้ต้น แต่งแต้มด้วยกลิ่นเผ็ดร้อนของพริกและกระวาน ทั้งหมดนี้เปิดทางสู่ base note ที่ประกอบด้วยความหวานของวานิลลา tonka bean และ tolu balsam ซึ่งตัดกับความอบอุ่นและเข้มลึกของ 3 ส่วนผสมอย่าง frankincense, patchouli และ vetivert ผู้เขียนยังเล่นสนุกด้วยการแอบเติมกลิ่นหวานเข้มข้นของน้ำอ้อยเข้าไปด้วยเล็กน้อย กลิ่นน้ำอ้อยนี้ได้จากการ tincturing หรือการแช่เอธานอลนั่นเอง น้ำหอมนี้เป็นอีกกลิ่นที่ผู้เขียนตั้งใจเล่นกับส่วนผสมจากธรรมชาติล้วนๆ โดยไม่มีการเติมแต่งสารเคมีใดๆ

หากจะมีภาพในจินตนาการใดที่สามารถบรรยายกลิ่นนี้ได้ดีที่สุดก็คงเป็นภาพดอกไม้ไฟในงานคาร์นิวาลที่พลุ่งขึ้นเป็นประกายแพรวระยับตัดกับขอบฟ้าสีน้ำเงินเข้มของยามค่ำ เด็กๆ ที่กำลังถือขนมหวานแสนอร่อยไว้ในมือและแผงขายเครื่องเทศที่ส่งกลิ่นแรงร้อนมาตามสายลม

ภาพจาก http://becauseiwantablogtoo.blogspot.com/2011/07/firework-art.html

ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานสักเท่าใด ผู้เขียนก็ยังไม่ทิ้งภาพ fantasy ในหัวใจ เพราะถือเสมือนว่ามันเป็นเครื่องชุบชูใจให้มีแรงพลังต่อสู้และเดินทางวนเวียนอยู่ในละครชีวิตบทนี้อยู่ต่อไป มีคนเคยกล่าวว่า ความงามนั้นอันตราย ไม่ว่ามันจะเข้ามาสัมผัสเราผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย ผู้เขียนว่าความเป็นจริงก็มิได้ผิดเพี้ยนไปจากคำกล่าวนี้สักเท่าไหร่ คนเรามักอดไม่ได้ที่จะนำประสบการณ์การสัมผัสกับความงามของสิ่งรอบตัว มาสร้างเสริมเติมแต่งต่อไปให้ลึกซึ้งพิสดารขึ้นเรื่อยๆ เป็นจินตนาการฟุ้งฝันอย่างที่ศิลปินหลายแขนงทำกัน หลายคนถูกดึงดูดด้วยความงามทางประสาทสัมผัส โดยที่ไม่อาจตอบได้ว่าจะสามารถพาตัวเองหลุดพ้นไปจากบ่วงแห่งความงามนี้ได้เมื่อใด หรือเราจะอยากหลุดพ้นจากมันหรือไม่ตั้งแต่แรก ความงามก็เลยอันตราย เพราะในขณะที่มันดูเหมือนจะให้ความรื่นรมย์เป็นของขวัญแก่เรา แต่มันก็ทั้งผูกมัดเราและกัดกร่อนกำลังใจที่อยากหลุดพ้นเป็นอิสระของเราในเวลาเดียวกัน…ขอให้โชคดีกับ fantasy ของคุณ ;-)

ภาพชุด Alice in Wonderland โดย Annie Leibovitz จาก Vogue USA 2003

คราวนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงดอกไม้ในวงศ์ส้ม หรือ Rutaceae ซึ่งหลายชนิดมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญมากในอุตสาหกรรมน้ำหอม ไม้ในวงศ์นี้ส่วนใหญ่เป็นไม้พุ่มและไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ บางทีมีหนาม ใบเมื่อขยี้จะมีกลิ่นเปรี้ยวสดชื่นโชยออกมา ดอกมักเป็นสีขาวหรือออกเขียว ให้กลิ่นหอมชื่นใจ ผลเหนียว มีเมล็ดมาก ผลนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะนำเปลือกไปใช้สกัดกลิ่นโดย น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะนำไปใช้ผสมน้ำหอม แต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์ประทินผิวและใช้บำบัด รวมทั้งใช้แต่งกลิ่นอาหาร ขนม เครื่องดื่มต่างๆ

สมาชิกสำคัญในวงศ์นี้ที่รู้จักกันดีก็เช่น มะนาว ส้ม มะกรูด ส้มโอ ส้มเกลี้ยง ซึ่งปลูกได้ในบ้านเรา และในต่างประเทศก็มีมะนาวและส้มชนิดต่างๆ อีกหลากหลายซึ่งให้กลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะกลิ่นหอมของดอกไม้ตระกูลส้ม โดยจะขอเริ่มจากดอกไม้ซึ่งคนไทยเรารู้จักกันดีว่ามีกลิ่นขจรขจายและมีรูปลักษณ์งามน่ารัก นั่นคือ ดอกแก้ว

แก้ว มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Murraya paniculata มีลักษณะคล้ายดอกส้ม จึงมีชื่อฝรั่งว่า orange jessamine, Chinese box, mock orange หรือ mock lime ลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูงได้ถึง10 เมตรเปลือกต้นสีครีมอมน้ำตาลแตกเป็นร่อง ใบออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีประมาณ 4-8 ใบ ใบสีเขียวเข้มรูปรี ปลายแหลม ผิวใบหนาแข็ง เรียบเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวพิสุทธิ์ม้วนไปข้างหลังดูสวยงามแปลกตา ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายมะลิและดอกส้มผสมผสานกัน

แก้วนี้มีชื่อพื้นเมืองอีกหลายชื่อ เช่น ชาวปักษ์ใต้เรียกว่า แก้วขี้ไก่ ส่วนชาวเหนือเรียกว่า ตะไหลแก้ว หรือ แก้วพริก ถือเป็นไม้มงคลอีกชนิดที่คนไทยสมัยก่อนเชื่อว่าใครปลูกไว้ประดับบ้าน จะประกอบด้วยคุณงามความดี เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป เพราะคำว่า แก้ว นั้นใช้เปรียบกับสิ่งที่สูงส่งดีงามและเชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกมีจิตใจบริสุทธิ์ สดชื่นเบิกบาน เพราะแก้วสื่อถึงความใสสะอาด ดอกแก้วนี้มีสีขาวพิสุทธิ์และมีกลิ่นหอมโชยชื่น จึงมักใช้บูชาพระให้เกิดสิริมงคล

ดอกแก้วมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ภาษาฮินดีของอินเดียเรียกว่า Kamini ภาษาสิงหลเรียกว่า Etteria ส่วนชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เรียกว่า Kemuning ต้นแก้วนี้ปลูกในรัฐทางใต้ของอเมริกาด้วย ชาวฟลอริด้าเรียกว่า lakeview jasmine นิยมปลูกเป็นแนวรั้ว โดยตัดแต่งทรงพุ่มให้ดูเป็นระเบียบสวยงาม

พุ่มแก้วใช้ทำเป็นแนวรั้ว ภาพโดย Forest & Kim Starr จาก http://commons.wikimedia.org

นอกจากจะมีทรงพุ่มสวยงามและดอกให้กลิ่นหอมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางการแพทย์หลากหลาย ตำรายาแผนโบราณของไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ใช้ก้านและใบเป็นยาชาหรือยาแก้ปวด บรรเทาผื่นคัน รักษาแผลหรือรอยช้ำ ใช้ต้มอมบ้วนปาก แก้ปวดฟันได้ด้วย ใบนี้ใช้เป็นยาขับพยาธิ แก้บิด แก้ท้องเสียได้เช่นกัน กิ่งหรือก้านใช้เคี้ยวเพื่อทำความสะอาดฟันแทนแปรงสีฟัน ส่วนรากใช้รักษาผื่นคันที่เกิดจากความอับชื้นและแมลงกัดต่อย ดอกมีสรรพคุณช่วยย่อย รักษาอาการไขข้ออักเสบ แก้ไอ เวียนศีรษะ ผลสุกยังรับประทานได้เช่นกัน

สารสกัดจากแก้วนี้ใช้ผสมในยาลดน้ำหนักที่ผลิตในประเทศมาเลเซียด้วย โฆษณาว่าเป็นสูตรยาสมุนไพรเก่าแก่ที่มีสรรพคุณลดความอยากอาหาร เมื่อรับประทานติดต่อกันแล้วจะทำให้สัดส่วนผอมเพรียวสมใจ  แถมไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอีกด้วย ใครสนใจก็ลองซื้อหามาใช้ดู

ต้นแก้วมีเนื้อไม้สีเหลืองเนียนละเอียดและมีลวดลายสวยงาม ขัดตกแต่งได้ง่าย คงเป็นที่มาของชื่อฝรั่งว่า satinwood ด้วย ในเมืองไทยใช้ทำด้ามเครื่องมือ ด้ามปากกา ด้ามร่ม แกะสลัก ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือทำซอด้วง ซออู่ ชาวฟิลิปปินส์และมาเลเซียใช้ทำไม้เท้า แต่ไม้แก้วนี้ถือเป็นของหายากราคาแพงเนื่องจากต้นโตช้า จึงไม่นิยมใช้ก่อสร้างบ้านหรือทำเครื่องเรือน ชื่อ Kemuning ที่เรียกกันนั้นมีที่มาจากเนื้อไม้สีเหลืองสวยงาม คำว่า Kemuning มาจากคำว่า kuning ซึ่งแปลว่า สีเหลืองนั่นเอง

ปลอกและด้ามกริชทำจากไม้แก้ว ภาพโดย Shahrial Tahar จาก Alam Shah's Keris Gallery

ไม้แก้วนี้ถือเป็นราชาแห่งไม้สำหรับช่างแกะสลักไม้ชาวมาเลเซียเลยทีเดียว นิยมนำมาสร้างสรรค์เป็นงานประติมากรรมหรือทำปลอกและด้ามกริช การแกะสลักปลอกและด้ามกริชตามแบบโบราณนั้นมักไม่ค่อยตกแต่งด้วยเงินหรือทองด้วยซ้ำไป เพราะถือว่าเนื้อไม้แก้วนั้นมีสีสันและลวดลายสวยงามโดดเด่นในตัวเองอยู่แล้ว ถือเป็นชิ้นงานศิลปะที่ละเอียดประณีตและมีราคาสูง ใครๆ ก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ

ชาวเกาะชวาเชื่อว่าต้นแก้วสามารถขับไล่วิญญาณร้าย แม่มด หรือปีศาจ และช่วยปัดเป่าโชคร้าย ทั้งยังนำความสุขสมหวังมาให้ จึงนิยมปลูกประดับบ้านกันอย่างแพร่หลาย ต้นแก้วนี้ถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิของกษัตริย์ด้วย เพราะมีตำนานเล่าว่าสุลต่านแห่งย็อคจาการ์ต้า มักจะหยุดพักหาที่สงบจิตใจและรวบรวมสมาธิใกล้ๆ ต้นแก้ว ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในพระราชวังเพื่อร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง ต้นแก้วจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาและสมาธิไปโดยปริยาย นอกจากนี้ยังใช้ในพิธีแต่งงาน เพื่อสื่อคำอวยพรถึงคู่บ่าวสาวให้มีชีวิตคู่ที่สุขสมหวัง หอมหวานเหมือนดังกลิ่นดอกแก้วนั่นเอง แต่ใบแก้วนี้ก็ใช้ในพิธีศพด้วยเช่นกัน มักใช้โรยบนพื้นก่อนนำศพวางลงไป เพราะใบแก้วมีกลิ่นหอมสดชื่น ช่วยดับกลิ่นเหม็นคลุ้งของศพได้

ในประเทศมาเลเซียสมัยก่อนก็มีดอกแก้วสดๆ วางขายในตลาด พวกผู้หญิงมักซื้อไปเสียบมวยผมให้กลิ่นหอมขจรขจายออกมา ทำนองเดียวกับดอกมะลิ ก็คงเหมือนตลาดบ้านเราสมัยนี้ที่เมื่อถึงฤดูมะลิทีไรก็จะมีแม่ค้านำมาวางขาย ทั้งแบบที่เป็นดอกสดๆ และแบบที่นำมาเสียบก้านมะพร้าวหรือร้อยเป็นมาลัยมาแล้ว แต่ดอกแก้วนี้ผู้เขียนไม่เคยเห็นในตลาดบ้านเรา อาจจะเป็นเพราะคนไทยจำนวนมากนิยมปลูกดอกแก้วประดับบ้านกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องไปซื้อหาเอาในตลาด อีกทั้งสวยไม่ทน คือบานอยู่เพียงวันเดียวก็ร่วงโรยไป หรือไม่ก็เป็นเพราะไม่เป็นที่นิยมมากเท่ามะลิในการใช้บูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย

นักวิจัยในประเทศอินเดียทำการศึกษาผลการสกัดกลิ่นหอมของดอกแก้ว พบว่าการสกัดด้วยตัวทำละลายหรือ solvent extraction ให้หัวน้ำมันในปริมาณมากกว่าการกลั่นด้วยวิธี water distillation หรือการกลั่นด้วยน้ำ หัวน้ำมันดอกแก้วนี้ประกอบด้วยสารหอมอย่าง manool, phenyl ethyl benzoate, nerolidol, benzyl benzoate, phenyl ethyl alcohol และ indole

น้ำหอมกลิ่นดอกแก้วฝีมือคนไทย จาก www.thitiphuri.com

จะสังเกตได้ว่าดอกแก้วนี้ประกอบด้วยสาร indole เหมือนกับมะลิลา มะลิซ้อน (Jasminum sambac) สารนี้ถ้ารวมตัวกันในปริมาณมากจะมีกลิ่นคล้ายอุจจาระ แต่ในดอกมะลิและดอกแก้วนี้มีสาร indole อยู่ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเมื่อรวมกับสารหอมชนิดอื่นๆ แล้วก็ทำให้ดอกไม้สองชนิดนี้มีกลิ่นที่มีเสน่ห์ชวนดม เพราะเจือด้วยกลิ่นเย้ายวนคล้ายกลิ่นเนื้อหนังมังสาของคน ที่ฝรั่งเรียกว่า animalic สาร indole นี้มีไว้ล่อแมลงกลางคืน น้ำหอมฝรั่งบางกลิ่นที่ใช้มะลิ ดอกส้ม นาร์ซิสซัส หรือลิลลี่เป็นส่วนผสม และต้องการให้น้ำหอมกลิ่นนั้นสื่อความเซ็กซี่เย้ายวนตามแบบฉบับของดอกไม้กลางคืน ก็มักจะใส่สาร indole ลงไปด้วย ซึ่งก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบรับที่ค่อนข้างแรงในหมู่ชาวตะวันตกที่ชอบใช้น้ำหอม ซึ่งดูเหมือนจะแบ่งเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่คิดว่ากลิ่นนี้ชวนให้ติดใจหลงใหล กับอีกกลุ่มที่ค่อนไปทางขยะแขยง เพราะทำให้นึกถึงอุจจาระนั่นเอง

แต่สำหรับผู้เขียนแล้วไม่รู้สึกว่ากลิ่น indole นี้เป็นปัญหาแต่อย่างใด กลับออกจะชอบเสียอีก ก็เป็นเรื่องของรสนิยมแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ผู้เขียนว่าในบรรดาดอกไม้หอมในตระกูลส้มทั้งหมดนั้น ดอกแก้วมีกลิ่นหวานลึกล้ำและออกแนว floral มากที่สุด เมื่อเทียบกับดอกไม้อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันอย่างดอกส้มหรือดอกมะนาว ซึ่งกลิ่นจะออกเปรี้ยวสดชื่นมากกว่า ก็น่าเสียดายที่แก้วเป็นไม้เขตร้อน พวกฝรั่งเลยไม่คุ้นเคยมากนัก จึงไม่พบว่ามีการนำมาใช้ผสมในน้ำหอมยี่ห้อดังทั้งหลาย แต่ในเมืองไทยนั้นสามารถหาน้ำหอมกลิ่นดอกแก้วได้ไม่ยากนัก หรือจะเลือกซื้อน้ำอบ น้ำปรุงที่ผสมขึ้นตามแบบไทยโบราณก็ได้ ให้กลิ่นเย็นชื่นใจดี เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วจะปรุงขึ้นจากดอกไม้หอมหลากหลายชนิด ไม่ใช่กลิ่นดอกแก้วล้วนๆ

ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมกลิ่นดอกส้มจากแบรนด์ L’Occitane ของฝรั่งเศส

ดอกส้ม ที่ฝรั่งเรียกว่า orange blossom ได้จากต้นส้มที่เรียกว่า bitter orange (ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurantium หรือ Citrus bigaradia) เป็นดอกไม้ตระกูลส้มที่นิยมใช้มากที่สุดในอุตสาหกรรมน้ำหอมฝรั่ง น้ำหอมดังๆ ทั้งที่เป็นกลิ่นคลาสสิคและที่ผลิตขึ้นสำหรับหนุ่มสาวยุคใหม่หลายกลิ่นก็ใช้ดอกส้มเป็นส่วนผสมหลัก กลิ่นหอมของดอกส้มนี้สามารถนำไปปรุงแต่งให้มีคาแร็คเตอร์ที่หลากหลาย นับตั้งแต่กลิ่นสดชื่นเปี่ยมพลัง สะท้อนความเบิกบานและความอิสระเสรีแบบในน้ำหอมชายหรือน้ำหอม unisex ไปจนถึงกลิ่นหวานโรแมนติคแบบในน้ำหอมหญิงที่ปรุงแต่งขึ้นเพื่อสาวช่างฝัน คล้องกับความเชื่อของฝรั่งว่า ดอกส้มเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา การแต่งงาน และความรักนิรันดร์  หรือกระทั่งกลิ่นเข้มข้นเย้ายวนในน้ำหอมสำหรับสุภาพสตรีที่สื่อถึงเสน่ห์ทางเพศ

เทวี Hera

ก็น่าแปลกที่กลิ่นดอกส้มถูกนำไปปรุงแต่งได้หลากหลายถึงขนาดนั้น มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้ในน้ำหอมกลิ่นเซ็กซี่เย้ายวนอารมณ์ ทั้งๆ ที่ดอกส้มเป็นสัญลักษณ์ของพรหมจรรย์มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตำนานกรีกเล่าว่าเมื่อเทวี Hera เข้าพิธีแต่งงานกับ Zeus เธอได้รับดอกส้มเป็นของขวัญจาก Gaia มารดาแห่งโลกและเทวีแห่งการเจริญพันธุ์ ส่วนในตำนานโรมันกล่าวว่า Juno ราชินีแห่งสรวงสวรรค์ซึ่งเป็นผู้ปกปักรักษาผู้หญิงและการแต่งงาน ได้รับดอกส้มเป็นบรรณาการเมื่อครั้งเข้าพิธีแต่งงานกับ Jupiter เทพเจ้าสูงสุดของชาวโรมัน

ชาวจีนโบราณใช้ดอกส้มประดับชุดแต่งงานของเจ้าสาว ประเพณีนี้แพร่หลายเข้าไปในอินเดียและเปอร์เซีย กระทั่งชาวยุโรปที่เข้าร่วมในสงครามครูเสดได้นำดอกไม้นี้กลับไปยังถิ่นฐานของตนและซึมซับเอาความเชื่อนี้ไปด้วย จึงมีการใช้ดอกส้มในงานแต่งงานนับตั้งแต่นั้น พระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงสวมมงกุฎดอกส้มและชุดแต่งงานที่ประดับด้วยดอกส้มในพระราชพิธีอภิเษกสมรส จนดอกส้มได้รับความนิยมอย่างมาก ทว่าก็หายากและราคาแพงมากด้วยสำหรับชาวตะวันตก เพราะส้มนั้นเจริญเติบโตในเขตอบอุ่นของภูมิภาคทางใต้ ฝรั่งสมัยนั้นจึงหันไปใช้ดอกส้มที่ประดิษฐ์ขึ้นแทน ความนิยมใช้ดอกส้มในงานแต่งงานนี้ทำให้วลีในภาษาฝรั่งที่ว่า “เก็บเกี่ยวดอกส้ม” มีความหมายเท่ากับ “สรรหาเจ้าสาว” เลยทีเดียว คนยุควิคตอเรียนถือว่าดอกส้มเป็นสัญลักษณ์ของการเจริญพันธุ์และความเป็นแม่ด้วย เพราะต้นส้มนี้สามารถให้ทั้งดอกและผลในเวลาเดียวกัน

ภาพวาดควีนวิคตอเรียในชุดแต่งงาน และมงกุฎดอกส้ม โดยศิลปิน Franz Xavier Winterhalter (1805-1873)

ผู้เขียนสังเกตว่ากลิ่นดอกส้มมักถูกนำไปใช้ร่วมกับมะลิและซ่อนกลิ่น นั่นเพราะดอกไม้ทั้งสามนี้มีกลิ่นแตกต่างกันไปคนละเหลี่ยมมุมแต่สามารถขับเน้นหรือเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างดี กลิ่นหวานและเย็นชื่นใจของมะลิ กลิ่นอบอุ่นเย้ายวนคล้ายครีมของซ่อนกลิ่น และกลิ่นออกเปรี้ยวสดชื่นของดอกส้ม เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วทำให้เกิดกลิ่นหอมเย้ายวนอย่างประหลาด น้ำหอมที่ใช้ดอกไม้ทั้งสามนี้เป็นส่วนผสมหลัก จะถูกจัดอยู่ในประเภท white flower ซึ่งก็มักมีการเติมแต่งกลิ่นเครื่องเทศ ไม้หอม วานิลลา และมัสค์เข้าไปด้วย เพื่อให้กลิ่นติดทนนานและเป็นที่น่าจดจำ

ตัวอย่างกลิ่นแนวนี้ที่ดังมากๆ ก็เช่น Gardenia Passion ของ Annick Goutal, Fracas ของ Robert Piquet, Jardins de Bagatelle ของ Guerlain, Poison ของ Christian Dior, Amarige และ Organza ของ Givenchy, Poème ของ Lancôme, Red Door ของ Elizabeth Arden, Oscar ของ Oscar dela Renta,CarolinaHerrera ของ Carolina Herrera และ Fragile ของ Jean Paul Gaultier ทั้งหมดนี้ล้วนมีกลิ่นเข้มข้น ชนิดที่หากใครไม่ใช่คอน้ำหอมกลิ่นดอกไม้จริงๆ ก็อาจจะทนไม่ได้เอาเลย อีกทั้งคงไม่ใช่น้ำหอมสำหรับสาวน้อยวัยกระเตาะแน่นอน แต่ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสามสหายอย่าง มะลิ-ซ่อนกลิ่น-ดอกส้ม ต้องจดจำชื่อเหล่านี้ไว้ให้ดีๆ เพราะถือเป็นน้ำหอมชั้นแนวหน้าสำหรับกลิ่นประเภทนี้เลยทีเดียว

ภาพโฆษณาน้ำหอม Oscar de la Renta และ Organza ของ Givenchy จาก www.parfumdepub.net

การสกัดกลิ่นหอมจากดอกส้มใช้วิธี solvent extraction หรือการสกัดด้วยตัวทำละลาย ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช้ความร้อน หัวน้ำมันที่ได้นั้นเรียกว่า orange blossom absolute ขณะที่ดอกจากต้นส้ม bitter orange ชนิดเดียวกันนี้ หากนำไปกลั่นด้วยน้ำ หรือ water distillation จะทำให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า neroli oil ดังนั้นหากใครเคยอ่านส่วนผสมในน้ำหอมต่างๆ แล้วพบชื่อ orange blossom กับ neroli ก็ให้เข้าใจได้เลยว่าทั้งสองกลิ่นนั้นได้มาจากดอกของต้นส้ม bitter orange เช่นเดียวกัน เพียงแต่ใช้วิธีการสกัดกลิ่นคนละแบบ กลิ่น orange blossom นั้นจะออกหวานและอบอุ่นกว่า อีกทั้งมีส่วนผสมของสาร indole เช่นเดียวกับในดอกมะลิ ขณะที่ neroli นั้น จะให้กลิ่นออกเขียวและซาบซ่านคล้ายเครื่องเทศ

การที่กลิ่นดอกส้มนี้ได้ชื่อว่า neroli ก็เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 Anne Marie Orsini เจ้าหญิงแห่ง Nerola และดัชเชสแห่ง Bracciano ได้เป็นผู้นำแฟชั่นการใช้กลิ่นหอมนี้ประพรมถุงมือและใช้อาบน้ำ จึงมีการเรียกชื่อกลิ่นนี้ว่า neroli นับจากนั้นเป็นต้นมา ทางสุคนธบำบัดถือว่า กลิ่น neroli นี้มีคุณสมบัติผ่อนคลายระบบประสาท ช่วยลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และรักษาอาการเส้นเลือดขอด การหยดน้ำมัน neroli ลงในอ่างอาบน้ำจะช่วยสร้างความสงบและสบายใจ

ถ้าถามว่าดอกส้มชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจากต้น bitter orange นั้นมีกลิ่นหอมไหม ก็ถือว่ามีกลิ่นหอมทั้งนั้น เพียงแต่เมื่อนำมาสกัดกลิ่นแล้วไม่สามารถให้หัวน้ำมันที่มีคุณภาพและปริมาณมากเท่าดอกของต้น bitter orange จึงไม่เป็นที่นิยมใช้กัน แต่ผู้เขียนก็เคยเห็นรายชื่อส่วนผสมในน้ำหอมบางกลิ่น ระบุถึงดอกส้ม mandarin (Citrus reticulata) ดอกส้ม sweet orange (Citrus sinensis) และดอกส้ม tangerine (Citrus x tangerine) ไปจนถึงดอกเกรปฟรุ้ต หรือ grapefruit blossom (Citrus paradisi) ก็ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตน้ำหอม ซึ่งพยายามสรรหาส่วนผสมแปลกใหม่ที่น่าสนใจและดึงดูดลูกค้า แต่ผู้เขียนคิดว่ากลิ่นต่างๆ ที่ว่ามานี้น่าจะได้จากการผสมสารสังเคราะห์เข้ากับน้ำมันหอมระเหยแท้ จึงไม่ใช่กลิ่นจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะการสกัดกลิ่นจากส่วนต่างๆ ของพืชซึ่งไม่เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมนั้นย่อมต้องมีต้นทุนสูงมาก

ว่าแล้วก็อดนึกถึงไม้ตระกูลส้มในบ้านเราซึ่งให้ดอกหอมอีกชนิดหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ ส้มโอ (Citrus maxima หรือ Citrus grandis) ผู้เขียนว่าดอกส้มโอนี้หอมมากจริงๆ กลิ่นออกหวานละมุนกว่าดอกมะนาวและดอกมะกรูด ทั้งยังดอกใหญ่กว่ามาก ถ้าลองนำมาสกัดกลิ่นก็น่าจะได้ผลดีอยู่เหมือนกัน

มะนาวฝรั่งหรือ lemon

ดอกไม้ตระกูลส้มที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก orange blossom และ neroli ก็เห็นจะได้แก่ lemon blossom หรือดอกมะนาวนั่นเอง มะนาวชนิดที่กล่าวถึงนี้ไทยเราเรียกว่ามะนาวฝรั่งหรือมะนาวเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus limon เป็นคนละชนิดกับต้นมะนาวที่ปลูกในบ้านเราซึ่งให้ผลกลมเล็ก เปลือกบาง มีกลิ่นรสเปรี้ยวจัดจ้านใช้บีบใส่น้ำพริกหรือยำได้อร่อยเด็ดนัก มะนาวที่บ้านเรานิยมบริโภคกันนี้ฝรั่งเรียกว่า key lime หรือ West Indian lime มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia ทว่า lemon หรือมะนาวที่ฝรั่งเอากลิ่นจากดอกมาผสมน้ำหอมนี้ เป็นมะนาวผลใหญ่เปลือกหนา เมื่อสุกจะมีสีเหลืองสดใส รูปลักษณ์ดูกระเดียดไปทางส้มมากกว่า

lemon นี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชียและได้แพร่หลายไปยังภาคใต้ของอิตาลีในยุคโรมัน แต่ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมปลูกมากนัก กระทั่งแพร่เข้าไปในเปอร์เซีย อิรัก และอียิปต์ ชาวมุสลิมในยุคแรกๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ จากนั้นจึงได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลกอาหรับและแถบเมดิเตอร์เรเนียน ชาวยุโรปเริ่มนำไม้นี้ไปปลูกอย่างจริงจังครั้งแรกราวกลางยุคศตวรรษที่ 15 ในเมืองเจนัวของอิตาลี หลังจากนั้นก็ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาโดย Christopher Columbus รัฐฟลอริด้าและแคลิฟอร์เนียของอเมริกาก็เริ่มมีการปลูกมะนาวชนิดนี้มากตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18-19  ฝรั่งนิยมใช้ทำเครื่องดื่ม ปรุงแต่งกลิ่นอาหารและขนมหวานหลากหลายชนิด

เลมอนชีสเค้ก (ซ้ายบน) ดูสูตรได้ที่ http://www.goodhousekeeping.com/recipefinder/lemon-ricotta-cheesecake-ghk ค็อกเทลรสเปรี้ยวซาบซ่านของเลมอนและเตกีล่า กับกลิ่นสดชื่นของใบโหระพา (ซ้ายล่าง) ดูสูตรได้ที่ http://www.thekitchn.com/thekitchn/beverage/even-more-basil-cocktails-strawberry-lemon-and-vodka-051605 ซูเฟล่เลมอน (ขวา) ดูสูตรได้ที่ http://www.marthastewart.com/315439/little-lemon-souffles

นอกจากน้ำหอมชื่อดังหลายกลิ่นที่มีดอกมะนาวเป็นส่วนผสมแล้ว น้ำมันดอกมะนาว หรือ lemon blossom oil ก็ยังมีขายตามร้านผลิตภัณฑ์ aromatherapy บางแห่งด้วย กลิ่นดอกมะนาวนี้หอมสดชื่นคล้ายผลมะนาวแต่ออกหวานกว่าหรือมีกลิ่นแบบดอกไม้มากกว่า นิยมใช้ในน้ำหอมประเภท citrus-floral หรือ citrus-aromatic ให้กลิ่นที่เข้ากันดีกับสมุนไพร ใบไม้สีเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม และดอกไม้ที่หอมอ่อนโยนทั้งหลาย  มีคุณสมบัติปรับอารมณ์ให้แจ่มใสกระปรี้กระเปร่า ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยเพลียและซึมเศร้าได้

พูดถึงดอกของต้นมะนาวไทยหรือ key lime นั้น ผู้เขียนเคยทดลองนำมาสกัดกลิ่นอย่างง่ายแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเพราะให้กลิ่นค่อนข้างเข้มข้น เป็นกลิ่นออกเปรี้ยวสดชื่นแบบเดียวกับผลมะนาวแต่หวานนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ผู้เขียนนำมาผสมน้ำหอมซึ่งเริ่มจาก top note ที่ประกอบด้วยกลิ่นสดใสของผลไม้ตระกูลส้มอย่าง lemon, sweet orange, bitter orange รวมทั้งกลิ่นออกเขียวของ petitgrain (กิ่งอ่อนของต้นส้ม bitter orange) และใบมะนาวไทย middle note หรือหัวใจของน้ำหอมเป็นกลิ่นหวานของดอกมะนาวไทยและมะลิ ปิดท้ายด้วย base note ซึ่งประกอบด้วยกลิ่นอบอุ่นของน้ำผึ้ง วานิลลา styrax ไม้จันทน์และไม้ซีดาร์ เป็นน้ำหอมที่ปรุงขึ้นจากส่วนผสมในธรรมชาติทั้งหมดโดยไม่ใช้กลิ่นสังเคราะห์ ถือเป็นน้ำหอมแนว citrus-floral ซึ่งให้กลิ่นเย็นชื่นใจดี

ดอกมะนาวไทย ภาพโดย Forest & Kim Starr

น้ำหอมฝรั่งจำนวนมากก็ระบุว่ามี lime blossom เป็นส่วนผสมเช่นกัน แต่ lime blossom ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงดอกมะนาวแต่อย่างใด ทว่าเป็นดอกของต้นไม้ในสกุล Tilia อยู่ในวงศ์ Malvaceae ชาวอังกฤษเรียกว่า lime ส่วนชาวอเมริกันเรียกว่า linden เป็นดอกไม้ที่ฝรั่งนิยมชมชอบเพราะให้กลิ่นหอมมาก จึงมักนำไปใช้สร้างสรรค์น้ำหอม ทั้งยังนิยมปลูกในฟาร์มผึ้ง น้ำผึ้งที่ได้จากน้ำหวานของดอก linden นี้มีกลิ่นรสหอมอร่อยมาก นอกจากนี้ก็ใช้ผสมในชาสมุนไพร ส่วนต่างๆ ทั้งดอก ใบ เนื้อไม้ และผงถ่านจากเนื้อไม้ล้วนมีสรรพคุณทางการแพทย์หลากหลาย ถือเป็นไม้ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมสำหรับชาวตะวันตก จึงปรากฏในตำนานและวรรณกรรมต่างๆ มากมาย

กล่าวถึงดอกไม้หอมตระกูลส้มไปหลากหลายชนิด ก็หวังว่าผู้อ่านจะมีโอกาสได้ทดลองกลิ่นดอกไม้เหล่านี้เปรียบเทียบกันดูบ้างว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นประสบการณ์น่าสนุกสำหรับผู้ที่โปรดปรานกลิ่นหอมของไม้ตระกูลส้มอยู่แล้ว…

*ผู้ที่ต้องการนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย ขอบคุณค่ะ

น้ำหอมที่มีกลิ่นดอกไม้ตระกูลส้มเป็นส่วนผสม

Orange blossom : Serge Lutens Fleur d’Oranger, L’Artisan Fleur d’Oranger, Jo Malone Ornage Blossom, By Kilian Love and Tears, Surrender, Prelude to Love, Invitation, Sweet Redemption, Etat Libre d’Orange Divin’ Enfant, Histoires de Parfums 1873, Le Labo Fleur d’ Oranger 27, Les Bains du Marrais Fleur d’Oranger, Mazzolari Fleurs d’Oranger, MDCI Le Rivage des Syrtes, Profumum Acqua e Zucchero, Montale Fleur d’Oranger, Santa Maria Novella Zagara, Caron Narcisse Noir, Chantecaille Frangipane, Comptoir Sud Pacifique Eau de Naphe, Thierry Mugler Dis-Moi, Miroir, Robert Piguet Fracas, Yves Saint Laurent Paris, Guerlain Insolence, Insolence Eau de Parfum, Chanel Coco, Coco Mademoiselle, Allure eau de parfum, Gardenia, Dior Poison, Poison Tendre, Pure Poison, Dior Addict, Miss Dior Cherie Eau De Toilette 2010, Fahrenheit 32, Hermes 24 Faubourg, Caleche, Un Jardin En Mediterranee, Givenchy Amarige, Organza, Organza Fleur D’Oranger Recolte Harvest Nabeul 2006, Ysatis, Absolutely Irresistible, Play For Her, Cacharel Eden, Anais Anais, LouLou, Scarlett, Boucheron Boucheron, Lancome Poeme, Fragonard Emilie, Gres Cabotine, Paco Rabanne Lady Million, Jean Paul Gaultier Classique, Fragile, Le Male, Chloe Chloe, Narcisse, Love, Lanvin Rumeur, Jean Desprez Bal a Versailles, Viktor&Rolf Flowerbomb, Antidote, Elie Saab Le Parfum, Chopard Wish, Bvlgari Bvlgari Pour Femme,  Voile de Jasmin, Giorgio Armani Armani Code for Women, Prada Infusion de Fleur d’Oranger, Infusion d’Iris, Dolce&Gabbana D&G, Sicily, Gucci Guilty Pour Homme, Fendi Palazzo, Cerruti 1881, Valentino Rock’n Rose, Rock’n’Rose Couture, Versace Crystal Noir, Versus, Estee Lauder Private Collection Jasmine White Moss, Elizabeth Arden Red Door, Pretty, Calvin Klein Obsession, Eternity, Clinique Aromatics Elixir, Carolina Herrera 212, CH, Narciso Rodriguez Narciso Rodriguez For Her, Vera Wang Flower Princess, Vivienne Westwood Boudoir, Juicy Couture Couture Couture, Hugo Boss Boss Orange, Gloria Vanderbilt Vanderbilt, Pacifica Nerola Orange Blossom, Jennifer Lopez Glow, Miami Glow, Still, Deseo, Kate Moss Kate, Britney Spears Radiance, Christina Aguilera Inspire, Paris Hilton Can Can, Fairy Dust, Kim Kardashian Kim Kardashian      

Neroli : Annick Goutal Neroli, Chanel Chanel N°5, Chanel N°5 Eau Premiere, Chanel N°5 Elixir Sensuel,  Chanel N°19, Chanel No 19 Poudre, Chanel N°22, Bois des Iles, Guerlain L’Heure Bleue, Jardins de Bagatelle, Apres l’Ondee, Vetiver, Mahora, Dior Miss Dior, Miss Dior Cherie Eau de Printemps, J’adore L’eau Cologne Florale,  Nina Ricci L’Air du Temps, Cartier Must de Cartier, So Pretty, Le Baiser Du Dragon, Hermes Hiris, Caleche, Givenchy Amarige, Organza Neroli Delta du Egypte Recolte Harvest 2010, Paco Rabanne Lady Million,  Lanvin Arpege, Robert Piguet Bandit, Rochas Madame Rochas, Jean Desprez Bal a Versailles, Pierre Balmain Jolie Madame, Ivoire de Balmain, Thierry Mugler Mugler Cologne,  Jean Paul Gaultier Fleur du Mâle, Lancome Attraction, Cyclades, Bvlgari Bvlgari Extreme, Versace Blonde, Baby Rose Jeans, Prada Infusion d’Iris, Prada Tendre, Gucci Gucci by Gucci EDT, Salvatore Ferragamo Salvatore Ferragamo pour Femme, Giorgio Armani Armani Code Summer pour Femme, Trussardi Trussardi Inside for women, Kenzo Kenzo Amour Florale, Alexander McQueen Kingdom, Burberry Burberry Brit Gold, Estee Lauder Beautiful, Private Collection Tuberose Gardenia, Brasil Dream, Bronze Goddess Eau Fraîche Skinscent, Elizabeth Arden Blue Grass, Ralph Lauren Polo Sport, Dana Tabu, Paloma Picasso Paloma Picasso, Elizabeth Taylor White Diamonds, Carolina Herrera Herrera Aqua, Beyonce Heat, Jennifer Lopez Glow, Love at First Glow, Eva Longoria Eva, Mariah Carey Forever, Kate Moss Kate Summer Time, Sean John Unforgivable Women

Lemon blossom : Serge Lutens Fleurs de Citronnier และ Datura Noir, Il Profumo Osmo Scents Vanille Bourbon, Comme des Garçons Series 4 Cologne : Anbar และ  Citrico, Comme des Garçons Series 7 Sweet: Burnt Sugar, Stephanie de Saint-Aignan L’Eau Nirique, DSH Perfumes Bon Vivant และ En Fleur, Ebba Los Angeles Miss Marisa Marine, Susanne Lang Sula Lovebirds Fresh, Jean Patou Nacre, Guy Laroche J’ai Ose, Calvin Klein Eternity, Carolina Herrera CH L’Eau, Dolce & Gabbana D&G, Estee Lauder Aliage, Loewe Aire Loewe, Jesus Del Pozo Jesus Del Pozo In White, Lancaster Aquazur และ Aquasun, Revlon Charlie, Gap Stay, Harajuku Lovers Sunshine Cuties Love, Kylie Minogue Couture, Collistar Acqua Attiva, Jacques Bogart Bogart, Pacifica Malibu Lemon Blossom, Voluspa Green Datura, Opus Oils Burlesque: Tramp, Gendarme Carrière, Legendary Fragrances Treasure Island, L’Erbolario Verde, Peter Andre Mysterious Girl, Mistral Grapefruit Red Currant, Caesars World Caesars Man Emperor, Detaille Dolcia, Parah Noir, DayNa Decker Leila และ Viva, Frau Tonis Parfum No. 10 Unter den Linden

Tangerine blossom : Moschino Glamour

Mandarin blossom : Guerlain L’Instant de Guerlain Fleur de Mandarine, Carolina Herrera Chic, Donna Karan DKNY Red Delicious Men และ DKNY Women Limited Edition, Elizabeth Arden Green Tea Camellia, Prada Prada Intense, Diane von Furstenberg D, Victoria’s Secret Satin Rose de Mai, Mango Mango Delirium, Accessorize Accessorize, The Healing Garden Pure Joy, Rodier Eau Légère, Lee Cooper Originals Ladies, Love & Toast Gin Blossom

Grapefruit blossom : Chopard Cascade

ข้าวซอยเป็นอาหารของคนจีนฮ่อที่แพร่หลายเข้ามาทางภาคเหนือของประเทศไทย กระทั่งมีวิวัฒนาการ เกิดการปรับปรุงพลิกแพลงให้มีรสชาติถูกลิ้นชาวไทย จนเดี๋ยวนี้คนทั่วภาคเหนือและแม้แต่คนกรุงก็สามารถหาทานได้ในจังหวัดของตัวเองโดยไม่ต้องไปไกลถึงต้นกำเนิด เพราะมีร้านข้าวซอยเปิดอยู่ทั่วไป เวลานึกถึงอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเหนืออันดับต้นๆ ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่เครื่องเทศอันได้รับอิทธิพลมาจากชนชาติบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างเช่นแกงฮังเล หรือแกงโฮะแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงข้าวซอยด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าใครมีโอกาสแวะเวียนมาเที่ยวเมืองแพร่ แล้วได้เดินชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในเขตกำแพงเมืองเก่าซึ่งว่ากันว่าสามารถรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาจังหวัดทางภาคเหนือ อีกทั้งได้ชมความงามทางสถาปัตยกรรมของบ้านเก่าๆ ที่มีลักษณะเป็นทั้งเรือนไม้แบบพื้นเมืองและเรือนไม้สไตล์ colonial ที่เรียกว่า “ขนมปังขิง” รวมทั้งโบราณสถานในเขตกำแพงเมืองแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะแวะเวียนไปสูดกลิ่นอายแบบ ‘เมืองๆ’ ที่ “ร้านเจ๊เล็ก” ชิมข้าวซอยเมืองแพร่ ซึ่งกรุ่นกลิ่นเครื่องเทศซาบซ่าน ในบรรยากาศสงบเรียบง่าย ด้านหลังร้านติดคูเมืองที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำคือ” ใกล้แนวกำแพงเมืองเก่า ตัวร้านล้อมรอบด้วยแมกไม้นานาพรรณสีเขียวขจีที่เป็นแหล่งโอโซนอย่างดี ภายในร้านตกแต่งสไตล์ย้อนยุค เอาใจหลายๆ คนที่หวนหาบรรยากาศของวันวาน พื้นที่ของร้านนี้เป็นที่ตั้งของเรือนโบราณอันเป็นบ้านเกิดของ ดร. โอฬาร ชัยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ลูกหลานคนเมืองแพร่ ก็ถือเป็นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ซึ่งเจ้าของร้านภาคภูมิใจ

บรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งแบบย้อนยุค

ข้าวซอยของที่นี่มีเอกลักษณ์ที่เส้น เป็นเส้นแบนสีเหลืองสวยเหนียวนุ่มกำลังดี ประกอบกับเนื้อสัตว์ ซึ่งมีให้เลือกครบครันไม่ว่าจะเป็น เนื้อวัว ซี่โครงหมู ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นหมู ไก่ หรือเครื่องใน ใครชอบอาหารทะเลก็สั่งข้าวซอยกุ้งได้ด้วย น้ำข้าวซอยนี้ทำจากกะทิคุณภาพดีผัดกับน้ำพริกแกงเข้มข้น ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศนานาชนิด จนได้กลิ่นรสถึงใจอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านเจ๊เล็ก โรยหน้าด้วยเส้นข้าวซอยทอดกรุบกรอบ แถมด้วยเครื่องเคียงนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกคั่วกลิ่นหอม มะนาวและผักกาดดองที่ให้รสเปรี้ยวจัดจ้าน รวมทั้งหอมแดงสดที่ให้กลิ่นซาบซ่านเตะจมูก ส่วนผสมทั้งหมดเมื่อมาอยู่รวมกันและเมื่อถูกลิ้นแล้วต้องถือว่ามีครบทุกมิติ ทั้งความแข็งความนุ่ม ความเหนียวและความกรอบ ไม่ต้องปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลเพิ่มอีกเลย เพราะเค็ม หวานกำลังดี ยิ่งเมื่อเสริมด้วยรสเปรี้ยวของมะนาวและผักดองที่ผู้เขียนโปรดปรานแล้ว ต้องถือว่าอร่อยเด็ดเหลือหลาย

ที่มาภาพ : Facebook ข้าวซอยเจ๊เล็ก

คุณปัทมา ประเทศรัตน์หรือ “เจ๊เล็ก” เจ้าของร้านเล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาของร้านข้าวซอยนี้ว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นได้เปิดกิจการร้านเสริมสวยและขายอาหาร ต่อมาได้มีผู้ชี้แนะสูตรข้าวซอยให้ จึงนำมาปรับปรุงพลิกแพลงด้วยตัวเองอยู่นานหลายปี เรียกว่ากว่าจะได้ตำรับข้าวซอยซึ่งลูกค้าติดอกติดใจอย่างทุกวันนี้ ก็ได้ผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน จนวันนี้ก็ครองใจลูกค้ามาได้ถึง 25 ปีแล้ว เจ๊เล็กเล่าว่าองค์ประกอบสำคัญที่ต้องผ่านการฝึกปรือฝีมืออย่างหนักก็คือเส้นและน้ำแกง ซึ่งก็ได้อาศัยการลองผิดลองถูกและความร่วมมือของบุตรสาวและบุตรชายมาตลอด ผลิตผลจากความคิดสร้างสรรค์และมุมมองของคนต่างวัยนี้เองที่กลายมาเป็นเส้นข้าวซอยและน้ำแกงซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นถูกใจลูกค้า

เมื่อกล่าวถึงเรื่องสูตรเครื่องเทศที่ผู้เขียนสนใจมากที่สุดนั้น เจ้าของร้านเล่าว่าก็ได้อาศัยการคิดผสมผสานปรุงแต่งด้วยตัวเอง กระทั่งมีกลิ่นรสเป็นที่น่าพอใจ ประกอบกับรสนิยมและใจรักในเครื่องเทศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข้าวซอยร้านเจ๊เล็กจึงมีส่วนผสมของเครื่องเทศกว่าสิบชนิด อาทิ ยี่หร่า โป๊ยกั๊ก ดอกเก๊กฮวย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดมีการคัดคุณภาพอย่างดี โดยส่วนใหญ่รับมาจากตัวแทนที่เชียงใหม่ซึ่งนำเข้าเครื่องเทศมาจากต่างชาติอีกทีหนึ่ง

ส่วนประกอบหลักอย่างอื่นเช่นเนื้อสัตว์นั้น ก็มีการคัดคุณภาพอย่างละเอียดเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นเนื้อวัวก็ใช้เอ็นน่องที่ไร้ไขมัน นำไปตุ๋นก่อนเพื่อให้นุ่มน่ารับประทาน จากนั้นนำมาผัดกับน้ำพริกแกงที่ต้องเข้มข้นกว่าน้ำพริกแกงที่ใช้กับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ส่วนไก่ก็ใช้เนื้อสะโพกที่ได้มาตรฐานคุณภาพ เครื่องประกอบอีกชนิดที่สำคัญคือเส้นนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่เป็นเส้นแบบโฮมเมด ผลิตจากแป้งสาลีและไข่เป็ดคุณภาพดี เคล็ดความอร่อยอยู่ที่ใช้แป้งเกรดดีและไข่ปริมาณมากจนเส้นมีความเหนียวนุ่มกำลังดี

เส้นข้าวซอย 2 แบบ

นอกจากข้าวซอยแล้วก็ยังมีเมนูอื่นของร้านซึ่งโด่งดังเป็นที่ถูกใจของลูกค้า เช่น “ราดหน้าหมูอึ๋ม” ซึ่งนอกจากชื่อจะแปลกแล้ว ส่วนผสมยังโดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยเส้นใหญ่ทอดกับไข่ ซึ่งได้ทั้งความกรุบกรอบจากเส้นและความนุ่มของไข่ แถมด้วยหมูหมักชิ้นใหญ่เต็มคำซึ่งคุณประพิมพ์พร ประเทศรัตน์ บุตรสาวเจ้าของร้านเป็นผู้คิดค้นสูตรด้วยตัวเอง เจ้าตัวเล่าให้ฟังสนุกๆ ว่า ชื่อ “หมูอึ๋ม” นี้ได้มาด้วยความบังเอิญ เพราะลองหมักหมูดูแล้วได้เนื้อที่นุ่มอย่าบอกใคร จึงตั้งชื่อเล่นๆ ว่า หมูอึ๋ม ลูกค้าเลยติดใจเมนูนี้กันมาก เพราะสะดุดหูตั้งแต่ได้ยินชื่อแล้วนั่นเอง

คุณประพิมพ์พร ประเทศรัตน์ บุตรสาวเจ้าของร้าน

ลูกสาวลูกชายเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เป็นสมาชิกครอบครัวที่ชอบทำอาหาร จึงมักจะทำมาแลกกันรับประทานคนละอย่างสองอย่าง จนกลายเป็นจุดกำเนิดของรสนิยมทางลิ้นและการฝึกปรือฝีมือด้านการครัว กระทั่งแสดงออกมาให้เห็นในเรื่องคุณภาพของอาหารที่ร้าน เมนูดังอื่นๆ ของร้านอย่างขนมจีบและหมูสะเต๊ะ จุดเริ่มต้นก็ได้จากการอ่านตำราหรือฟังคำบอกเล่า จากนั้นก็นำมาประยุกต์ปรับปรุงเป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง หมูสะเต๊ะนั้นได้เนื้อนุ่มกำลังดี กรุ่นกลิ่นเครื่องเทศตามสไตล์ร้านเจ๊เล็ก รับประทานกับน้ำจิ้มและอาจาดรสเข้มข้น ส่วนขนมจีบมีให้เลือกทั้งไส้กุ้งเนื้อนุ่มฟูและไส้หมูที่ปรุงรสมาอย่างกลมกล่อม ทานกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานกำลังดี

คุณประภาส ประเทศรัตน์บุตรชายเจ้าของร้านซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้เล่าไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่ทางร้านพยายามต่อสู้ก็คือการใช้วัตถุดิบคุณภาพและปลอดสารเคมี อย่างผักดองของร้านก็ทำเองโดยไม่มีส่วนผสมของสารเคมี แม้ต้นทุนจะสูง แต่ก็พยายามรักษาคุณภาพดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นแม่ไว้ให้ได้มากที่สุด โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ใส่ใจในรายละเอียดของอาหารเป็นหลัก หากลูกค้ามีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ก็จะเป็นปัจจัยให้ร้านอาหารที่เน้นคุณภาพยังอยู่รอดต่อไปได้ในกระแสการแข่งขันที่รุนแรง

ปัจจุบันกระแสสุขภาพกำลังมาแรง ประกอบกับผลการวิจัยใหม่ๆ ที่ชี้ว่าการบริโภคไขมันจากมะพร้าวนั้นให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ขัดแย้งกับความคิดความเชื่อเดิมๆ ที่เคยทำให้หลายคนแขยงข้าวซอยเพราะกลัวอ้วน ก็เลยทำให้คนหันมานิยมรับประทานข้าวซอยกันมากขึ้น เพราะนอกจากมีดีที่รสชาติเข้มข้นจัดจ้านแล้ว ยังให้คุณค่าต่อร่างกายจากสารอาหารที่มีอยู่ครบถ้วนภายในเมนูเดียว ทั้งแป้งจากเส้น โปรตีนจากไข่และเนื้อสัตว์ เกลือแร่จากผัก รวมทั้งสรรพคุณจากเครื่องเทศหลากหลายรายการที่ปรุงแต่งลงไปในน้ำแกง อย่างที่เจ้าของร้านกล่าวว่า ไม่น่าจะนำข้าวซอยไปเปรียบกับอาหารจานด่วนหรือ fast food แต่ถือเป็นอาหารที่เทียบชั้นกับภัตตาคารได้เลยเพราะใช้ศาสตร์และศิลป์ในการปรุงไม่แพ้กัน

แกงเครื่องเทศของไทยถูกฝรั่งจัดขึ้นหิ้งอาหารอร่อยที่สุดในโลก ก็เพราะคนไทยมีความละเอียดอ่อน สามารถปรุงแต่งเครื่องเทศหลากหลายชนิดผสานรวมกันได้อย่างสมดุลกลมกล่อม ไม่มากไป ไม่น้อยไป อย่างที่ชาติอื่นก็ทำได้ไม่เหมือน

ว่าแล้วก็อยากเอาใจช่วยให้ข้าวซอยเมืองแพร่โด่งดังไกลไปถึงระดับโลก อย่างที่มีลูกค้าต่างชาติมาติดอกติดใจรสชาติของที่นี่ไม่น้อยรายแล้ว ส่วนคนไทยด้วยกันนั้นก็ยิ่งอยากแนะนำให้ลองไปชิมดู อย่างที่เจ้าของร้านเขาตั้งใจให้ข้าวซอยของเขาเป็นเครื่องมือต้อนรับคนกลับบ้านหรือคนมาเยือน แวะเวียนไปสูดกลิ่นอายเครื่องเทศฝีมือคนเมืองแป้ดูสักครั้งก็ไม่น่าเสียหลาย

บรรยากาศน่านั่งของมุมกาแฟในร้านเจ๊เล็ก

รสสัมผัสนุ่มเบาไร้ไขมันของ “ไข่ป่าม” เป็นความแปลกซึ่งน่าจะถูกปากผู้ที่โปรดปรานเมนูไข่ แต่เบื่อหน่ายกรรมวิธีปรุงอาหารไข่แบบเดิมๆ ที่ซ้ำซากจำเจอย่างไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น ซึ่งทำรับประทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว คำว่า “ป่าม” ในภาษาเหนือหมายความว่า ละลาย เป็นคำที่ใช้กับของเหลวที่มีความเหนียวข้น ในกรณีนี้ก็คงจะหมายถึงการตอกไข่และตีให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงเทไข่ซึ่งเป็นของเหลวที่มีความข้นราดลงบนใบตอง เมื่อใบตองถูกบ่มด้วยความร้อนก็จะส่งกลิ่นกรุ่นควันซึมแทรกเข้าไปในเนื้อไข่ จนกระทั่งไข่สุกเป็นสีเหลืองสวย ผิวหน้าเกรียมนิดๆ เมื่อตักเข้าปากแล้วได้ความรู้สึกอบอุ่นละมุนลิ้น เป็นกลิ่นรสที่ทำให้หวนนึกถึง “บ้านแสนสุข” อันเคยเป็นที่พักพิงในวัยเยาว์ ที่ยายและแม่เคยช่วยกันทำไข่ป่ามให้กินเป็นมื้อเย็น

หากจะย้อนเวลาไปสมัยที่เทียดของผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่นั้น ไข่ป่ามก็เป็นของที่ทำกินกันในครัวเรือนมาแต่ครั้งกระโน้นแล้ว สมัยนั้นไม่มีเตาแก๊สเหมือนทุกวันนี้ โดยเฉพาะในป่าดงพงไพร เวลาจะก่อไฟก็จะต้องนำท่อนไม้มาวางเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยม ยายเล่าว่าคนสมัยนั้นนิยมใช้ไม้สักกัน เพราะไม้สักยังอุดมสมบูรณ์ ไม่ถูกตัดฟันทำลายมากเหมือนทุกวันนี้ ภายในสี่เหลี่ยมนั้น ให้นำดินเหนียวใส่ไว้จนเต็มโดยเกลี่ยดินให้เรียบเสมอกัน จากนั้นนำก้อนเส้า 3 ก้อนวางเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม  นำกระทะขึ้นตั้งบนก้อนเส้า แล้วก่อไฟขึ้นด้านล่าง

ส่วนผสมหรือเครื่องปรุงไข่ป่ามที่คนสมัยนั้นใช้กันก็คือ เกลือ สำหรับให้ความเค็ม (สมัยนั้นยังไม่มีน้ำปลาหรือซีอิ๊ว) และสมุนไพรนานาชนิดเพื่อเพิ่มความซาบซ่านเผ็ดร้อนและกลบความคาวของไข่ กรรมวิธีก็คือนำพริกขี้หนูสดหรือพริกหนุ่ม หอม กระเทียม มาตำให้ละเอียดพร้อมกับเกลือ ผสมลงในไข่ที่ตีให้เข้ากันไว้แล้ว จากนั้นนำสมุนไพรหรือผักใบเขียวอย่างใบไพลหรือใบชะพลูมาหั่นให้หยาบหรือละเอียดตามชอบ ผสมลงในไข่  ผู้เขียนว่ากลิ่นซาบซ่านของใบไพลนั้นเข้ากันได้อย่างน่าทึ่งกับความหอมของไข่กรุ่นควันใบตอง แต่ทราบมาว่าคนแก่บางคนจะชอบใบชะพลูมากกว่า เพราะเมื่อสุกแล้วจะนิ่ม เคี้ยวง่ายกว่าใบไพลที่มีความเหนียว แม้จะหอมสู้ใบไพลไม่ได้ แต่ก็ให้รสชาติดี ไม่มีความขม ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงถูกปากคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ชอบรสขมของผักหรือกลิ่นซาบซ่านเตะจมูกของสมุนไพรไทยต่างๆ

ไข่ป่ามอีกสูตรหนึ่งที่ดูจะแปลกพิสดารกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้นและเป็นที่นิยมรับประทานกันมาแต่โบราณ ก็คือ “ป่ามไข่มดแดง” ก็ใช้ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน แล้วเติมไข่มดแดงลงไป ปรุงรสด้วยเกลือ หอมแดง พริกสด และมะเขือเทศ เพื่อเพิ่มความหวาน จากนั้นก็นำไปเทลงบนใบตอง ให้ความร้อนบ่มไข่จนสุก จะได้กลิ่นหอมหวนของใบตอง ความนุ่มของไข่ ความฉ่ำของหอมแดงและมะเขือเทศ ความเผ็ดร้อนของพริก ที่ขาดไม่ได้คือรสสัมผัสของไข่มดแดง ที่เวลาเคี้ยวจะดังตุบ…ตุบ เพลินลิ้นดีเวลาไข่มดแดงแตกแล้วของเหลวที่อยู่ในนั้นไหลเยิ้มออกมา

ยายของผู้เขียนเล่าว่า สมัยก่อนถ้าจะไปทำนา ก็ต้องห่อข้าวไปด้วย อาหารที่ทำบ่อยๆ ก็คือไข่ป่าม กินกับข้าวเหนียว เท่านี้ก็อร่อยเหลือหลาย ถ้าวันไหนไม่ได้ห่อข้าวไปด้วย ก็จะพลิกแพลงแก้ไขสถานการณ์ด้วยการขุดเอาดินตรงคันนาออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกว่าความกว้างของหม้อหรือกระทะ จากนั้นเอาหม้อหรือกระทะตั้งบนคันนา เหนือช่องสี่เหลี่ยมนั้น ใส่ฟืนเข้าไปในช่องแล้วก่อไฟสำหรับประกอบอาหารได้เลย ยายเล่าว่า เวลาตั้งกระทะทำไข่ป่าม ตาก็จะไปเก็บหาผักที่ขึ้นอยู่ตามท้องนา อย่างผักบุ้งหรือผักกูด รวมทั้งสัตว์น้ำนานาชนิดในแม่น้ำลำห้วย อย่างกุ้ง หอย และปลา ซึ่งมีหลากหลายพันธุ์และให้รสชาติดีกว่าปลาที่ขายกันในตลาดหรือที่หาได้จากแม่น้ำในเมืองมาก เมื่อหั่นผักและเตรียมเนื้อสัตว์ไว้แล้ว ก็นำมาคลุกเคล้ากับน้ำพริกแกง จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ เติมน้ำ แล้วนำกระบอกนั้นไปอังไฟ เมื่อสุกก็จะได้แกงรสชาติจัดจ้านถูกปาก แถมกลิ่นหอมจากกระบอกไม้ไผ่รมควัน ซึ่งพิเศษกว่าใช้หม้อธรรมดามาก

ลำห้วยที่ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

วิธีกินแบบพลิกแพลงวัสดุจากธรรมชาติมาใช้นี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าทำให้ enjoy กับการรับประทานได้มาก เพราะไม่ใช่แค่การได้กลิ่นรสแปลกใหม่จากวัสดุธรรมชาติเหล่านี้มาเสริมแต่งให้อาหารจานที่เคยธรรมดาอย่างเช่นเมนูไข่มีความอร่อยลิ้นมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจจะเป็นเพราะได้ลิ้มรสอย่างอื่นเคล้าคลอไปกับอาหารด้วย นั่นคือการ ‘กิน’ บรรยากาศ เวลาออกท้องทุ่งท้องนา เมื่อทำงานจนเหนื่อยแรงแล้ว การได้นั่งพักเล่นๆ เย็นใจ และการได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ประกอบอาหารโดยใช้วัสดุที่เป็นผลิตผลจากป่าเขาลำเนาไพร ก็ช่วยเพิ่มความสนุกในการสร้างสรรค์พลิกแพลง เป็นยากระตุ้นน้ำย่อยที่ทำให้กินข้าวได้อร่อยกว่าตอนกินอยู่ที่บ้านเป็นไหนๆ อีกทั้งจะเรียกว่าเป็นความสามารถของมนุษย์ ในการปรับตัวเพื่ออยู่รอด โดยรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประจำถิ่นด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลน่าทึ่งก็ไม่ผิดนัก

เมนูไข่ป่ามนี้ปัจจุบันชาวเมืองแพร่ก็ยังนิยมรับประทานกันอยู่ กาดมั่ว (ตลาดสด) นอกตัวเมืองแห่งหนึ่งก็ยังมีแม่ค้าทำไข่ป่ามขาย โดยมีส่วนผสมคือหอมแดงและพริกสด ทำเป็นแผ่นแบนๆ แล้วม้วนเป็นโรล ใช้ใบตองห่ออีกทีหนึ่ง ส่วนในเวียงหรือในตัวเมืองนั้น นิยมทำไข่ป่ามขายกันในโอกาสสำคัญต่างๆ ที่มีการออกร้านอาหารพื้นถิ่นเมืองเหนือ เช่น งานผ่อบ้าน ผ่อเมือง ที่จัดโดยกลุ่มลูกหลานเมืองแพร่ ซึ่งผู้เข้าร่วมได้ขี่จักรยานเที่ยวชมชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน รวมทั้งโบราณสถานต่างๆ ภายในเขตเมืองเก่า ใครที่ชอบช็อปปิ้งและชิมอาหารแปลกๆ ก็ไปเยี่ยมชมแผงขายอาหาร ซึ่งปรากฏว่าเมนูไข่ป่ามนี้ได้รับความนิยมมาก แม่ค้าที่นี่จะใช้ใบตองทำกระทงเล็กๆ ใช้เศษไม้กลัดหัวท้าย ใส่ไข่ลงไป ส่วนผสมก็แล้วแต่จะดัดแปลงเอาเอง แต่โดยมากก็มีหอมแดงกับพริกเป็นตัวยืนพื้น อาจใส่มะเขือเทศด้วยก็ได้ นำกระทงไข่ขึ้นปิ้งบนเตาถ่านโดยใช้ไฟอ่อนๆ เมื่อสุกแล้วก็ให้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอเหมือนกัน แต่ข้อเสียคือกระทงเล็กไปหน่อย ใส่ไข่ไม่มาก เพราะไม่อย่างนั้นต้นทุนจะสูง กำไรก็จะน้อยลง คนซื้อกินแล้วก็เลยไม่อิ่มสะใจเหมือนทำกินเอง

ใครที่อยากลองทำไข่ป่ามกินเองที่บ้าน ก็ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า เมนูนี้ดูเหมือนง่ายแต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย ต้องอาศัยการฝึกหัดทำหลายๆ ครั้งจึงจะชำนาญ เริ่มจากการเตรียมใบตองด้วยการนำไปลนไฟก่อนเพื่อให้เหนียว ไม่แตกง่าย จากนั้นนำกระทะขึ้นตั้งไฟอ่อน นำใบตองใบแรกวางลงบนกระทะ จริงๆ แล้วตองทุกใบควรเลือกที่ใบใหญ่มากและไม่มีรอยแตกเลย เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่รั่วซึมออกมา แต่ตองใบแรกนี้อนุโลมให้ใช้ที่ไม่ต้องดีนักก็ได้ เพราะชั้นนี้ถือว่าใช้รองกระทะเท่านั้น เสร็จแล้วก็วางใบตองชั้นที่สองและสามตามลงไป

ส่วนชั้นสุดท้ายคือชั้นที่สี่ซึ่งอยู่บนสุดนั้นสำคัญมาก ต้องเป็นใบตองที่ไร้รอยแตกและมีความกว้างพอจะรองไข่ทั้งหมดได้โดยไม่ให้ไข่ไหลออกหรือรั่วซึม จากนั้นนำไข่ที่ตีให้เข้ากันและปรุงรสไว้แล้ว เทลงบนใบตองชั้นบนสุดนี้ได้เลย สำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเค็มจัดของเกลือ จะใช้น้ำปลาหรือซีอิ๊วแทนก็ได้ ผู้เขียนว่าซีอิ๊วนั้นมีรสหวานเจืออยู่เล็กน้อย จะทำให้ไข่ป่ามมีรสนุ่มขึ้น ส่วนสมุนไพรและผักต่างๆ นั้นเลือกใส่ตามชอบ การป่ามไข่นี้มีเคล็ดอยู่ว่าถ้าอยากให้แผ่นไข่หนานุ่มน่ารับประทาน ก็ให้ใช้ไข่หลายๆ ฟอง เช่น 5-6 ฟองขึ้นไป โดยเฉพาะในกรณีที่รับประทานกันหลายคน ยิ่งใช้ไข่น้อยฟอง แผ่นไข่ป่ามก็จะแบนราบเรียบดูไม่น่ากินเท่าไหร่

เมื่อเทไข่ลงบนใบตองชั้นบนสุดแล้ว ก็ให้ใช้ใบตองปิดทับไข่ไว้ 1 ชั้น โดยใช้ฝาหม้อกดทับไว้อีกที เพื่อให้ไอร้อนบ่มไข่จนสุก ทิ้งไว้กระทั่งแผ่นไข่เซ็ทตัวดีเกือบจะทั่วถึงแล้ว อาจจะเหลือบริเวณผิวหน้าตรงกลางๆ ที่ยังไม่สุกดีนัก ก็ให้กลับไข่โดยใช้มือจับใบตองชั้นที่รองไข่ ยกลงมาวางบนจานแบน จากนั้นยกจานขึ้นแล้วคว่ำจานลงโดยกะให้แผ่นไข่ตกลงไปบนกระทะได้พอดี ทิ้งไว้อีกสักครู่จนไข่สุกทั่วกันดีแล้วก็ยกลงได้

ไข่ป่ามนี้จะรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ อย่างเดียวก็อร่อยมาก หรือไม่เช่นนั้นก็กินกับน้ำพริกรสเด็ดนานาชนิดของชาวเหนือ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกน้ำปู น้ำพริกปลาร้าแห้ง พร้อมเครื่องเคียงเป็นผักนานาชนิด รสชาตินุ่มเบาละมุนลิ้นของไข่ป่ามจะช่วยเบรกความจัดจ้านแสบร้อนของน้ำพริกได้อย่างดี

 

ปัจจุบันนี้ไข่ป่ามก็ยังเป็นเมนูที่รับประทานกันในเมืองแพร่ เพียงแต่มีวิวัฒนาการไปตามความก้าวหน้าของส่วนผสมและอุปกรณ์ที่ใช้ เช่นจากที่ใช้เกลือก็หันมาใช้น้ำปลาหรือซีอิ๊ว จากที่ใช้ “หม้อขาง” หรือกระทะที่ทำจาก “ขาง” (เหล็กหล่อ) ก็หันมาใช้กระทะเทฟลอนหรือกระทะไฟฟ้า ผักหรือสมุนไพรที่ใช้ประกอบก็สามารถดัดแปลงได้ตามรสนิยม ได้ยินมาว่าสมัยนี้ใส่ใบกระเพราหรือโหระพาด้วยก็มี อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกแช่แข็งไว้อย่างตายตัว แต่ย่อมปรับตัวตามสภาพธรรมชาติที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นว่าอาหารชาวบ้านอย่างไข่ป่ามนี้มีการเปิดกว้างให้ดัดแปลงสร้างสรรค์ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ กรรมวิธีการปรุง รวมทั้งเครื่องประกอบหรือส่วนผสมได้เรื่อยๆ เพื่อสนองความต้องการของคนปรุงและคนกินได้มากที่สุด ก็ถือเป็นสัจธรรมของอาหารที่ไม่ต่างจากธรรมชาติด้านอื่นๆ ของชีวิต

ภาพจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน http://kanchanapisek.or.th

คราวก่อนได้เล่าถึงดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมในวงศ์ลั่นทมไปแล้วหลายชนิด ก็จะมาสาธยายต่อถึงไม้หอมวงศ์เดียวกันอีกอย่างที่สวยทั้งชื่อและรูปลักษณ์ ซึ่งก็คือ กุมาริกา ที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Parameria barbata เป็นไม้เลื้อยที่มีลำต้นและเถาเหนียวแข็งแรง พุ่มใบดกแน่น ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลม ผิวใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกกุมาริกานี้มีกลีบบิดงุ้มเข้าหากัน มีดอกเล็กกระจิริดแต่ออกดอกดกมาก มักออกเป็นช่อตามซอกใบ เวลาบานสะพรั่งจะเห็นเป็นสีขาวปกคลุมไปทั้งต้นราวกับละอองหิมะพร่างพรู ส่งกลิ่นขจรขจายไปไกล เป็นกลิ่นที่กระเดียดไปทางคัดเค้าและพุทธชาด ถือเป็นไม้ดอกอีกชนิดที่เหมาะจะปลูกให้เลื้อยตามซุ้มในสวนเพราะมีกลิ่นหอมตรึงใจที่ให้บรรยากาศโรแมนติคดี

ชื่อ กุมาริกา นี้ทางสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทยได้ขึ้นทำเนียบไว้เมื่อปี พ.ศ. 2520 ที่เรียกว่า กุมาริกา ก็คงเพราะเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย คำว่า กุมาริกา นี้เป็นคำบาลีสันสกฤต แปลว่า บุตรี ธิดาหรือเด็กหญิง ชาวอินเดียนิยมนำไปตั้งชื่อลูกสาว หากจะย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล ก็จะพบว่ามีสตรีที่ถูกเรียกว่า กุมาริกา นั่นคืออยู่ในสถานะของบุตรสาวหลายต่อหลายคน มีทั้งที่เกี่ยวข้องในทางได้สดับฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนได้บรรลุคุณธรรมชั้นวิเศษ และที่เกี่ยวข้องกับอุบาสกผู้มาฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ซึ่งก็จะขอคัดลอกเรื่องราวหลังนี้มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่งมีอาชีพขายผักเลี้ยงครอบครัว เขามีลูกสาวรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม กิริยามารยาทก็เรียบร้อยดี เสียอยู่อย่างเดียวคือเธอเป็นคนเส้นตื้น หน้าทะเล้น มีอารมณ์ขันชอบหัวเราะเล่นอย่างเด็กๆ อยู่เสมอ เมื่อมีสกุลที่คู่ควรมาขอนาง คนเป็นพ่อจึงอดคิดไม่ได้ว่า

“ตอนนี้มีคนมาขอลูกสาวเรา แต่ลูกเรามีกิริยาเหมือนเด็กตัวน้อยๆ ทั้งที่โตเป็นสาวแล้ว ขืนให้แต่งงานไป เราผู้เป็นพ่อแม่คงถูกถอนหงอกเป็นแน่ เราจะต้องลองใจดูก่อนว่านางเป็นสาวหรือยัง”

วันหนึ่ง เขาจึงสั่งให้ลูกสาวถือกระเช้าเดินตามเข้าไปในป่าเพื่อเก็บผักไปขาย จากนั้นก็แกล้งทำเป็นหน้ามืด เกี้ยวพาราสีเหมือนหนุ่มจีบสาวและจับเข้าที่มือของนาง ลูกสาวพอถูกพ่อจับมือก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า “พ่อจ๋า พ่อทำอะไรน่ะ เรื่องนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เหมือนทำให้ไฟเกิดขึ้นจากน้ำ พ่ออย่าทำอีกเลยนะจ๊ะ”

พ่อได้ฟังดังนั้นจึงอธิบายให้ลูกสาวฟังว่า “ลูกรัก พ่อจับมือเจ้าก็เพื่อจะทดลองดูว่าตัวเจ้าเป็นสาวแล้วหรือยัง ไหนบอกพ่อซิว่าลูกมีกุมาริกาธรรมในใจแล้ว”

ลูกสาวได้ฟังก็หายตกใจจึงตอบพ่อว่า “จ้ะ พ่อ ตอนนี้หนูเป็นสาวแล้ว แต่หนูยังไม่ได้สนใจหนุ่มคนไหนเป็นพิเศษเลย” พ่อได้ฟังดังนั้น จึงตกปากรับคำกับสกุลที่มาขอ ได้จัดงานวิวาห์ขึ้นและส่งลูกไปยังบ้านสามี

ภาพโดยจักรพันธุ์ โปษยกฤต

ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้ไปเข้าเฝ้าถวายบังคมพระศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหาร และกราบทูลให้ทรงทราบว่าได้มัวแต่ยุ่งจัดงานแต่งงานให้กับลูกสาว จึงไม่ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เป็นเวลานาน จากนั้นก็ได้เล่าเรื่องราวที่ตนทดลองใจลูกสาวให้พระศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อุบาสกเอ๋ย ลูกของท่านเป็นสาวมานานแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ตัวท่านจะได้ทดลองใจลูกสาวเฉพาะในเวลานี้ก็หาไม่ แม้ในครั้งก่อน ท่านก็ทำอย่างนี้มาแล้วเหมือนกัน” เมื่ออุบาสกกราบทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี มีพ่อค้าผักผู้หนึ่งในเมืองนั้นมีธิดาที่โตเป็นสาวแล้ว มีรูปร่างหน้าตางดงาม แต่ชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียที ทำให้เขาไม่กล้ายกลูกสาวให้กับตระกูลที่มาขอ ด้วยเกรงจะถูกตำหนิว่าอบรมลูกไม่ดี จึงคิดจะทดลองใจลูกสาว เรื่องราวก็เหมือนกับเรื่องที่เล่าในปัจจุบันทุกประการ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ปรากฏแก่สายตาของรุกขเทวดาที่อยู่ในป่าทุกอย่าง ในขณะที่พ่อของนางทำตาเจ้าชู้แล้วจับมือเพื่อลองใจนั้นเอง นางก็ร้องไห้คร่ำครวญพลางกล่าวว่า

“ยามที่ฉันมีทุกข์ทางกายเจ็บไข้ได้ป่วยหรือทุกข์ร้อนทางใจ ใครกันที่จะขจัดความทุกข์นั้นไปได้ ท่านผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อ ที่คอยป้องกันและปัดเป่าทุกข์ภัย ทำให้อบอุ่นสบายใจ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่ดีที่สุดในชีวิต จะมาทำกรรมอันน่าบัดสีในป่านี้เสียเอง ด้วยการล่วงเกินธิดาที่ตนเองได้ให้กำเนิดมา เมื่อผู้มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคือบิดาบังเกิดเกล้ามาทำเรื่องไม่ดีอย่างนี้เสียเอง ตัวฉันจะวิ่งร้องไห้ไปหาใครมาช่วยเป็นที่พึ่งได้เล่า”

พ่อได้ยินดังนั้นจึงปลอบใจลูกสาวว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าไม่ต้องตกใจไปหรอก พ่อแค่ต้องการทดลองใจเจ้าเท่านั้น ทีนี้ลองบอกพ่อซิลูกรัก ว่าบัดนี้ตัวเจ้าโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วเมื่อแต่งงานไปอยู่ในครอบครัวของสามีเจ้า” ลูกสาวจึงรับปากกับพ่อว่า “จ้ะ พ่อ หนูโตพอที่จะคุ้มครองตัวเองได้แล้ว ขอให้พ่อไม่ต้องเป็นห่วง”

พ่อได้ฟังดังนั้นก็สบายใจ พาลูกสาวกลับบ้าน ได้ตกลงจัดงานแต่งงานและส่งลูกสาวไปยังครอบครัวของสามี

เมื่อพระศาสดาได้ทรงประกาศสัจจะจนกระทั่งอุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า “บิดาในครั้งนั้นได้กลับชาติมาเกิดเป็นบิดาในครั้งนี้ ธิดาในชาตินั้นก็ได้กลับชาติมาเกิดเป็นธิดาในครั้งนี้ ส่วนรุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ์ในป่านั้นอย่างแจ่มแจ้งได้กลับชาติมาเกิดเป็นเราตถาคตนั่นเอง”

ชาดกพ่อทดลองใจลูกสาว หรือ ปัณฺณิกชาดก นี้ก็ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ “กุมาริกาธรรม” คือธรรมของลูกผู้หญิง ที่ต้องถึงพร้อมด้วยมารยาทและศีล ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการครองเรือน และเป็นเครื่องนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของบุพการี ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนจึงนับเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้อยู่เสมอไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงมาเพียงใดก็ตาม

กลับมาที่ชื่อกุมาริกาอันเป็นนามของดอกไม้สีขาวกลิ่นหอมชนิดนี้กันบ้าง จริงๆ แล้วถ้าไปหาซื้อไม้ชนิดนี้ตามตลาดต้นไม้ พวกพ่อค้าแม่ค้าเขาจะรู้จักกันในชื่อ “ช่อมาลี” มากกว่า ผู้เขียนเคยไปเดินวนเวียนถามหาต้นกุมาริกาอยู่นานสองนาน กลับไม่มีใครทำท่าว่ารู้จัก แต่พอเอ่ยชื่อช่อมาลีขึ้นมา คนขายร้องอ๋อทันที เดาว่าเขาคงเรียกได้คล่องปากมากกว่า เพราะชื่อกุมาริกานั้นออกจะยาวและจำยากเอาการ จริงๆ แล้วก่อนหน้าที่ทางสมาคมฯ จะขึ้นทำเนียบชื่อกุมาริกานี้ คุณหลวงบุเรศรบำรุงการท่านก็ได้เรียกชื่อไม้ชนิดนี้ว่า “สร้อยสุมาลี” ในหนังสือ “ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับไทยและเทศ” ของท่าน ซึ่งตีพิมพ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 มาแล้ว ไม้ชนิดนี้จึงมีชื่ออันเพราะพริ้งถึงสามชื่อด้วยกัน ถือว่าเป็นไม้หอมที่ใช้ชื่อเปลืองที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คนท้องถิ่นเขายังเรียกชื่ออื่นๆ เช่น เครือเขามวก ส้มลม หรือส้มเย็นอีกด้วย

ยาสมุนไพรจากเปลือกต้นกุมาริกา จาก http://indonesia-herbals.blogspot.com

ต้นกุมาริกานี้มีสรรพคุณโดดเด่นเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า Kayu Rapat คำว่า kayu แปลว่า ไม้ และ rapat แปลว่า แน่นหรือกระชับ ที่เรียกอย่างนี้เพราะสาวๆ เมืองอิเหนานิยมใช้เป็นตัวยากระชับช่องคลอดหลังให้กำเนิดบุตร ทุกส่วนของต้นสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดอก ใบ แต่ส่วนที่ดีที่สุดคือเปลือกต้น ซึ่งใช้ชงน้ำดื่มเหมือนชา ส่วนสาวมาเลเซียก็ชอบใช้ใบกุมาริกาเช่นเดียวกัน เรียกว่า Daun Serapat แปลว่าใบไม้ที่ให้ความกระชับ สาวไทยจะเอาอย่างบ้างก็น่าจะช่วยประหยัดทั้งเงินและไม่ต้องเจ็บตัวไปขึ้นเขียงทำรีแพร์หรือผ่าตัดกระชับช่องคลอดอย่างที่นิยมกันอยู่ในขณะนี้ สรรพคุณด้านอื่นๆ ของกุมาริกาก็ยังมีอีกมาก ชาวไทยเรารู้จักใช้เปลือกต้นผสมในตัวยาบรรเทาอาการไข้มาลาเรีย ยางใช้รักษาโรคบิด ส่วนต้นใช้ผสมในยาฆ่าเชื้อสำหรับล้างแผล ใบและดอกยังมีสรรพคุณขับระดูอีกด้วย

ไม้ต้นต่อมาที่มีดอกสีขาวและกลิ่นหอมคือ พญาสัตบรรณ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าตีนเป็ดนั่นเอง เพราะใบออกเรียงเป็นวงรอบกิ่ง แผ่ออกจากจุดศูนย์กลางดูคล้ายตีนเป็ด แต่ผู้เขียนพอใจชื่อพญาสัตบรรณมากกว่าเพราะฟังไพเราะเข้ากับรูปพรรณสัณฐานอันงามสง่าและกลิ่นหอมน่าประทับใจของไม้ชนิดนี้ เลยจะขอเรียกว่าพญาสัตบรรณก็แล้วกัน ต้นพญาสัตบรรณนี้มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Alstonia scholaris มีถิ่นกำเนิดในอนุภูมิภาคอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันปลูกแพร่หลายทั่วไปในเขตร้อนชื้นทั่วโลก

ภาพจาก www.toptropicals.com

พญาสัตบรรณนี้เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงราว 12-20 เมตรใบเดี่ยวทรงมนปลายแหลมเป็นติ่ง โคนใบสอบเข้าหากัน ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือยอดของลำต้น ดอกเล็กๆ สีขาวอมเหลือง โคนดอกเป็นหลอดยาว ออกรวมกันเป็นกลุ่ม หลายๆ กลุ่มรวมกันเข้าเป็นช่อ

พญาสัตบรรณเป็นไม้ป่าที่มักพบขึ้นอยู่ตามป่าดิบชื้นในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งริมลำห้วยในป่าเบญจพรรณในภาคเหนือและภาคอีสาน ปัจจุบันเป็นที่นิยมนำมาปลูกประดับบ้านและสถานที่สาธารณะด้วย เพราะลำต้นมีทรวดทรงสง่างาม ประกอบกับกลิ่นหอมที่ขจรขจายไปไกลโดยเฉพาะในยามค่ำ มีลักษณะคล้ายกลิ่นดอกราตรีอยู่เหมือนกันตรงที่หอมแรงจนฉุน หากได้กลิ่นจากระยะไกลจะถือว่าเป็นกลิ่นที่หอมรัญจวนใจมากทีเดียว แต่ถ้าเข้าไปสูดดมใกล้ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่แพ้กลิ่นนี้

พญาสัตบรรณถือเป็นไม้อีกชนิดที่มีสรรพคุณครอบจักรวาล เปลือกต้นมีสารอัลคาลอยด์หลายชนิด สามารถใช้แทนยาควินินที่มีสรรพคุณรักษาโรคมาลาเรีย ทั้งยังใช้เป็นยาชูกำลัง ลดไข้ ขับระดู และใช้รักษาบาดแผล ใบใช้แก้อาการเหน็บชา ชาวเอเชียและแอฟริกาโบราณรู้จักใช้เปลือกต้นและรากทำยาแก้ปวดฟัน รักษาโรคไขข้ออักเสบ แผลถูกงูกัดและแผลเปื่อย ยางใช้ดื่มบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ ในประเทศฟิจิใช้ยางแก้อาการเจ็บตา ใบใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ ส่วนตำราอายุรเวทของอินเดียใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ขับพยาธิและรักษาโรคลำไส้ ตำราแพทย์แผนไทยเราก็ให้ใช้เปลือกรักษาโรคบิด แก้หวัด หลอดลมอักเสบ เป็นยาสมานลำไส้ ใบใช้พอกแก้พิษต่างๆ ดอกใช้แก้ไข้ ส่วนยางใช้ทำยารักษาแผลเปื่อย แก้ปวดหู และบำรุงร่างกาย ไม่นานมานี้นักศึกษาแพทย์ในอินเดียยังได้ทำการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งของสารอัลคาลอยด์บางชนิดในต้นพญาสัตบรรณอีกด้วย ถือเป็นไม้ที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพโดยแท้

พญาสัตบรรณนี้ยังมีเนื้อไม้สีขาวอมเหลืองอ่อนสวยงามที่นำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่นในศรีลังกานิยมใช้ทำโลงศพ ส่วนที่เกาะบอร์เนียวใช้ทำลูกทุ่น ฝาจุกขวด เขียงและอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านอื่นๆ ชาวอินเดียใช้ทำหีบใส่ของ ไม้จิ้มฟัน กระดานดำ และดินสอ บ้านเราก็ใช้ทำลูกทุ่นอวน ใบพาย รองเท้าไม้ หรือของเล่นเด็ก

หน้ากากนกฮูกของชาวไอร์แลนด์เหนือ ทำจากไม้ตีนเป็ดหรือพญาสัตบรรณ ใช้ในพิธีกรรมต้อนรับสมาชิกใหม่ที่ผู้เข้าร่วมจะต้องคลุมร่างกายด้วยใบไม้และสวมหน้ากาก โดยร่ายรำเป็นจังหวะช้าๆ ตามทำนองเพลง เลียนจังหวะกระพือปีกหนักหน่วงของนกฮูก ปัจจุบันหน้ากากแบบเดียวกันนี้ถูกเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ für Völkerkunde ในเบอร์ลิน ภาพและข้อมูลจาก http://www.geolocation.ws/v/W/4cbeb3cd1d41c87f0600269f/h--49-cm-l--29-cm-w--195-cm-wood-rattan/en

ต้นพญาสัตบรรณนี้มีชื่อเป็นมงคล เพราะคำว่าสัต แปลว่า ดี งาม หรือน่านับถือ ส่วน บรรณ แปลว่า ใบไม้ ส่วนคำว่า พญา ก็หมายถึงเจ้าแผ่นดินหรือผู้เป็นใหญ่ ดังนั้นจะเรียกว่าเป็น ‘พญาไม้’ หรือยอดแห่งไม้ทั้งปวงก็คงจะไม่ผิดนัก จึงเชื่อกันว่าใครนำมาปลูกประดับบ้านก็จะได้รับการยกย่องนับถือจากคนทั่วไป

เห็นมีชื่อไพเราะเป็นมงคลเช่นนี้ ฝรั่งกลับเรียกต้นพญาสัตบรรณว่า Indian Devil Tree อีกด้วย ฟังออกจะน่ากลัวจนไม่ใคร่เป็นที่นิยมปลูกมากนักในอเมริกา ส่วนที่อินเดียเองก็เรียกว่าต้นไม้ปีศาจเพราะเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย ว่ากันว่ากลิ่นที่หอมฉุนรุนแรงนั้นมีฤทธิ์สะกดให้ใครก็ตามที่เผลอไปงีบหลับอยู่ใต้ต้นไม้นี้ถึงกับสลบสไล หรืออาจถึงขึ้นไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้ มีตำนานพื้นบ้านที่เล่าถึงนางยักษ์ซึ่งมักปลอมตัวเป็นสาวงามคอยสะกดหนุ่มๆ ที่ผ่านมาในยามวิกาลให้ไปหลับนอนด้วยแล้วจับกินเสีย เล่าว่าเมื่อใดที่นางยักษ์ในคราบสาวงามปรากฏกายขึ้นก็จะมีกลิ่นหอมของดอกพญาสัตบรรณนี้ขจรขจายมาตามสายลม ชวนให้เหยื่อผู้โชคร้ายเกิดอารมณ์ปั่นป่วนเคลิบเคลิ้มจนตามไปถึงวิมานจำแลงของนางยักษ์ เลยเป็นที่มาของการที่ชาวอินเดียเรียกไม้ชนิดว่า “ต้นไม้ยักษี” อีกด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ชื่ออวมงคลไปเสียทั้งหมด เพราะบางแห่งในอินเดียก็เรียกว่า “ต้นไม้บัณฑิต” เพราะมักนำเนื้อไม้ไปใช้ทำโต๊ะเก้าอี้สำหรับอ่านเขียนหนังสือ เห็นได้จากชื่อพฤกษศาสตร์ “scholaris” นั่นเอง

ภาพ The Slow Decay โดย Angel Tarantella

ไม้ดอกสีขาวกลิ่นหอมชนิดสุดท้ายในวงศ์นี้ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง คือต้น Natal Plum ซึ่งมีผู้นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยและตั้งชื่อเสียเก๋ไก๋ว่า “หีบไม้งาม” ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเชื่อมโยงกับลักษณะของไม้นี้ในแง่ใดเหมือนกัน

ต้นหีบไม้งามนี้มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Carissa grandiflora หรือ Carissa macrocarpa เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว2 เมตรลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม มีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบกลมมนมีติ่งหนามสั้นๆ โคนใบรูปหัวใจ แผ่นใบแข็งหนา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวโคนดอกเป็นหลอด ปลายบานออกเป็น 5 กลีบเวียนคล้ายกังหัน มีกลิ่นหอมแรงในยามค่ำ เป็นกลิ่นหอมชื่นใจคล้ายมะลิอยู่บ้างแต่กลิ่นนุ่มนวลกว่า

ภาพจาก http://flo.com.ua

ลักษณะเด่นอีกอย่างคือผลทรงกลมแป้นซึ่งเมื่อสุกเต็มที่จะเป็นสีแดงเข้มดูคล้ายลูกพลัม จึงได้ชื่อว่า Natal Plum หรือต้นพลัมแห่งแคว้นNatalบนชายฝั่งทะเลประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของไม้ชนิดนี้นี่เอง ชาวแอฟริกาใต้ทั่วไปเรียกว่า Num-Num ส่วนชนเผ่าซูลูเรียกว่า Amatungulu ชื่อพฤกษศาสตร์ Macrocarpa นี้มาจากภาษากรีก แปลว่า ผลไม้ขนาดใหญ่ ปัจจุบันไม้ชนิดนี้ปลูกแพร่หลายในเขตอากาศอบอุ่นถึงร้อนอย่างรัฐชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา เกาะฮาวายและบาฮามาส์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย แอฟริกาตะวันออก รวมถึงประเทศตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล

ผลของต้นหีบไม้งามนี้เมื่อสุกฉ่ำเต็มที่จะมีรสหวานอมเปรี้ยวสามารถเด็ดมารับประทานได้เลยโดยไม่ต้องปอกเปลือก หากจะนำมาผสมในสลัดผักหรือผลไม้ ก็ผ่าเป็นซีกแล้วควักเมล็ดออกก่อน ผลสดนี้ยังนำมาผสมในเยลลี่ โยเกิร์ต เค้ก พุดดิ้ง ไอศกรีม หรือจะนำมากวนทำเป็นแยม ไส้พายหรือหน้าขนมทาร์ต และใช้ทำซอสได้อีกด้วย รสชาติอมเปรี้ยวคล้ายซอสแครนเบอร์รี่ ถ้าอยากให้เก็บไว้ได้นานก็แช่อิ่มไว้ในขวดโหล ตามตลาดสดในเมืองDurbanของแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของไม้ชนิดนี้มีผลสุกขายอยู่ทั่วไป แสดงว่าเป็นที่นิยมรับประทานกันมาก

ต้นหีบไม้งามนี้นิยมปลูกริมทะเลในแถบฟลอริด้าและแคลิฟอร์เนีย เพราะมีทรงพุ่มสวยงาม ทั้งยังเลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อสภาพอากาศและความเค็มของน้ำทะเลได้อย่างดี เหมาะจะปลูกในกระถางเป็นไม้แคระหรือบอนไซได้เช่นกัน ถือเป็นไม้ประดับที่มีประโยชน์มากเพราะสามารถปลูกเป็นแนวรั้วป้องกันโจรขโมยได้ดี เนื่องจากมีทรงพุ่มแน่นและหนามแหลมยาวที่อาจเกี่ยวเนื้อหลุดเอาได้ง่ายๆ

น้ำหอม Beyond Paradise

กลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ก็มีผู้นำไปใส่ขวดขายแล้วด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ Estée Lauder เจ้าเก่าซึ่งสาวเล็กสาวใหญ่ผู้รักสวยรักงามคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในกลิ่นขายดีของโลกในปัจจุบันเลยทีเดียว นัยว่ามีกลิ่นหอมชื่นรื่นรมย์ยิ่งกว่ากลิ่นอายแห่งสรวงสวรรค์ จึงให้ชื่อว่า Beyond Paradise ผสมผสานกลิ่นชื่นฉ่ำของดอกไม้นานาพันธุ์เข้าด้วยกัน อาทิ ไฮยาซินธ์ ดอกส้ม กล้วยไม้ พุดซ้อน สายน้ำผึ้ง Mahonia japonica (มีถิ่นกำเนิดในจีน ดอกเป็นช่อสีเหลือง) และดอก Natal Plum หรือหีบไม้งามนี่เอง ผู้เขียนสังเกตว่าเป็นกลิ่นยอดนิยมในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มสาววัยรุ่นจนถึงวัยทำงานที่ชอบกลิ่นหอมสดชื่นทันสมัย ผู้ผลิตเครื่องหอมไทยอย่างน้ำอบ น้ำปรุง จึงน่าจะลองดัดแปลงสูตรโดยนำกลิ่นดอกหีบไม้งามนี้มาผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ไทยๆ ที่ใช้เป็นประจำดูบ้าง น่าจะให้กลิ่นหอมแปลกที่ดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ๆ ได้เหมือนกัน

เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าหรือที่ไม่ใช่ลูกค้าผลิตภัณฑ์น้ำหอมโดยตรง แต่นิยมเสพงานศิลป์หรือภาพฝันอันสวยงามผ่านเลนส์กล้อง ก็คือชิ้นงานโฆษณาทั้งที่เป็นภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง สำหรับลูกค้าในกรณีแรกนั้นก็คงเป็นการสร้างแรงดึงดูดในสินค้าตัวใหม่ พอที่จะทำให้คนเหล่านั้นออกไปทดลองกลิ่นจริงๆ จนถึงขั้นควักกระเป๋าซื้อน้ำหอมกลิ่นใหม่ได้ แต่สำหรับกรณีหลังนั้น ก็คงเป็นการสร้างความจงรักภักดีในแบรนด์นั้นๆ ว่ามีชื่อเสียงมายาวนานและมีสถานะที่สูงส่งในอุตสาหกรรม ภาพโฆษณาผ่านเลนส์กล้องของช่างภาพหรือผู้กำกับระดับโลกที่มีแฟนคลับติดตามงานกันมากมาย เป็นเครื่องการันตีถึงภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ซึ่งเป็น asset ที่มีค่ามากสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นและความงาม

ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งเช่นกันที่จัดอยู่ในกลุ่มหลัง คือพวกที่ชอบดูชิ้นงานโฆษณาน้ำหอมเหล่านี้ทั้งที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว สำหรับโฆษณาทางทีวีซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวนั้น จะเห็นการสื่ออารมณ์ของตัวเอกผ่านทางภาษากาย คือ สีหน้า แววตา การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเรือนร่าง รวมทั้งน้ำเสียงที่เปล่งออกมา อากัปกิริยาของตัวเอกในโฆษณานี้มักเป็นไปในทางเชื้อเชิญให้ผู้ชมก้าวล่วงเข้าไปในโลกของเขาหรือเธอ ซึ่งในโฆษณาอาจเป็นการเล่าเรื่องราวความรักหรือความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชาย หรือเป็นการเล่าเรื่องโดยตัวเอกชายหรือหญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้วนๆ ก็ได้

กรณีที่เป็นเรื่องราวซึ่งมีตัวละครทั้งหญิงชายนั้น หากเป็นน้ำหอมหญิง ก็จะเน้นหนักที่เสน่ห์ทางเพศของหญิงนั้นว่าดึงดูดให้ชายมาติดใจหลงใหลได้อย่างไร การแสดงออกทางสีหน้า แววตาที่ฉายความเสน่หา การเคลื่อนไหวร่างกายก็เน้นความอ้อนแอ้นอรชร ความเซ็กซี่เย้ายวน หรือความอบอุ่นอ่อนโยน เป็นไปในทางเชิญชวนให้อีกฝ่ายเข้าหาหรือติดตาม ซึ่งก็จะพบลักษณะเดียวกันในกรณีกลับกันคือน้ำหอมชาย ตัวละครชายก็ต้องแสดงสีหน้า แววตาเย้ายวน เรือนร่างงามสง่า หรือในหลายๆ ชิ้นงานโฆษณาที่ผู้เขียนเห็น ก็คือการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวสรีระและมัดกล้ามที่สื่อถึงทั้งความแข็งแกร่งและความเป็นผู้ปกป้องหรือให้ที่พักพิงอันอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

โฆษณา Romance จาก Ralph Lauren สื่อความอบอุ่นอ่อนโยนของคู่รัก

โฆษณา Envy จาก Gucci กับความสัมพันธ์ร้อนแรงอันตราย

ส่วนกรณีเรื่องราวที่ใช้ตัวละครเพศใดเพศหนึ่งเพียงตัวเดียวเป็นผู้เล่าเรื่องนั้น ก็อาจจะฉายภาพการมีความสุขอยู่ในโลกของตัวเอง ที่อาจเกี่ยวพันกับธรรมชาติรอบข้าง อย่างแม่น้ำ ทะเล ป่าเขา ทะเลทราย เมืองใหญ่ หรือที่อยู่ในโลกส่วนตัวสุดๆ อย่างเช่นในห้องนอนของตัวเอง น้ำหอมที่ตั้งใจปรุงแต่งออกมาให้มีความสดชื่น เลียนล้อกลิ่นอายในธรรมชาติ ก็มักจะทำโฆษณาที่เล่าเรื่องราวของตัวละครที่กำลังมีความสุขดื่มด่ำอยู่ในสภาพแวดล้อมรอบตัว

โฆษณา Pleasures Bloom จาก Estee Lauder

ส่วนที่ปรุงแต่งออกมาให้มีความเย้ายวนก็อาจจะเล่าเรื่องตัวเอกกำลังดื่มด่ำอยู่กับเรือนร่างเนื้อหนังมังสาของตัวเอง โดยมีแบ็กกราวนด์เช่นห้องนอนหรือห้องแต่งตัวที่ย้ำเสริมอารมณ์ชิดใกล้ เช่น โฆษณาน้ำหอม Shalimar ของ Guerlain เวอร์ชั่นปี 2008 จะเห็นว่าตัวเอกแสดงอารมณ์อ่อนไหวดื่มด่ำกับกลิ่นหอมที่ประพรมลงบนเรือนร่าง โดยใช้ภาษากายที่ออกจะเหนือจริง ผู้เขียนเข้าใจว่าการโฆษณาสิ่งที่มีกลิ่นหอมนั้นมันไม่สามารถจะส่งกลิ่นผ่านทีวีมาให้ผู้ชมสัมผัสได้ จึงต้องใช้การปลุกเร้าจักษุประสาทและโสตประสาทของผู้ชมแทน ให้เกิดอารมณ์ร่วมว่าน้ำหอมกลิ่นนั้นหอมจนทำให้อ่อนระทวยและกระตุ้นเร้าจินตนาการทางเพศของผู้ใช้มันได้อย่างไร

โฆษณา Shalimar ของ Guerlain

การกระตุ้นประสาทสัมผัสทางหูก็ผ่านเสียงดนตรีประกอบที่ปลุกอารมณ์ เสียงแบ็กกราวนด์ที่จำลองธรรมชาติ เช่น เสียงกระแสไหลวนของน้ำ เสียงสาดซ่าของคลื่นกระทบฝั่ง เสียงตกกระทบผืนดินของหยาดฝน เสียงเสนาะพริ้งของน้ำค้างที่หยาดหยดจากต้นไม้ใบหญ้า เสียงสายลมรำเพยรื่นร่า หรืออาจเป็นเสียงจำลองบรรยากาศของเมืองใหญ่ อย่างเสียงเครื่องยนต์บนถนน เสียงผู้คนจอแจ เสียงเครื่องจักรกล หรือเสียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมดนี้ต้องโน้มน้าวผู้ชมให้มีอารมณ์ร่วมและเข้าถึงคาแร็คเตอร์หลักของน้ำหอมนั้นๆ ให้ได้

โฆษณา Mahora จาก Guerlain เป็นตัวแทนของธาตุดิน

โฆษณา Eau de Rochas จาก Rochas เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ

โฆษณา Oxygène ของ Lanvin เป็นตัวแทนของธาตุลม

โฆษณา Very Valentino จาก Valentino เป็นตัวแทนของธาตุไฟ

เสียงพากย์หรือเสียงแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอกในโฆษณานั้น มักเป็นเสียงแสดงอารมณ์เบื้องลึก อย่างเสียงครางแผ่วด้วยความปรารถนา เสียงหัวเราะระรี่ เสียงอุทานด้วยอารมณ์ที่เต็มตื้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน แม้แต่เสียงอ่านชื่อและสโลแกนของน้ำหอมในตอนท้ายโฆษณา ก็เป็นเสียงกระซิบแผ่วอย่าง (ไม่) จงใจให้ฟังดูเซ็กซี่เย้ายวน

สารที่สื่อออกมาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าภาพและเสียงจะออกมาในสไตล์ไหน จะกร้าวแกร่งอันตราย โฉบเฉี่ยวร้อนแรง โรแมนติคพาฝัน อบอุ่นอ่อนโยน หรือสงบบริสุทธิ์ ดังเช่นโฆษณาที่นำเสนอภาพผู้หญิงที่หลีกหลี้อยู่ในโลกส่วนตัวของเธอเอง เหมือนจะพยายามสะท้อนจิตวิญญาณอิสระของเธอ ทำนองว่าฉันมีความสุขด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร ก็ยังไม่แคล้วเป็นภาพหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าสายตาของผู้ชม ผู้ดูอย่างเราๆ ที่ได้รับเชิญให้เข้าไปเป็นสักขีพยานในโลกอันลี้ลับนั้น พูดง่ายๆ ก็คือยังไม่วายมีนัยเชื้อเชิญให้เข้าไปชมความงามทางเนื้อหนังของเธอเหล่านั้น มันก็เลยยังหนีไม่พ้น cliché เรื่องเพศอยู่นั่นแหละ

โฆษณา Flower จาก Kenzo

เพียงแต่โฆษณาหลายชิ้นที่เผยเรือนร่างของนางแบบอย่างโจ่งแจ้ง จะถูกป้องกันไม่ให้ก้าวล่วงไปถึงขั้น hard core หรือหยาบโลน โดยการเคลือบคลุมไว้ด้วยสไตล์การนำเสนอที่ดูเป็น high fashion  คือเน้นมุมหรือองศาที่งดงามของสรีระ หรือหากไม่เน้นความเปล่าเปลือยของร่างกาย ก็จะหันไปฉายภาพรูปทรง เส้นสาย สีสัน และความพลิ้วไหวของอาภรณ์ที่ใช้ประดับกาย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านการจัดแสงและการตัดต่อชั้นเซียน เหมือนจะบอกว่าแฟชั่นกับน้ำหอมนั้นแยกจากกันไม่ออก น้ำหอมไม่ใช่แค่เครื่องมือปลุกเร้ากามารมณ์หรือตัณหาราคะทางเพศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงค่านิยมของสังคมที่เน้นความหรูหราฟุ่มเฟือย ทำนองว่าใช้น้ำหอมขวดนี้แล้วจะทำให้คุณถูกรับรู้ว่าเป็นผู้มีรสนิยมดีหรือมีความก้าวล้ำนำสไตล์ เพราะน้ำหอมเหล่านี้เป็นผลผลิตของแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงทั้งนั้น

กรณีนี้ยิ่งเห็นได้ชัดจาก print ad หรือภาพนิ่งของน้ำหอมเหล่านี้ซึ่งต้องไปปรากฏในหน้านิตยสารแฟชั่นชั้นนำ ภาพนิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเล่นกับประสาทสัมผัสได้มากเท่าโฆษณาทางโทรทัศน์ จึงไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้สมบูรณ์เทียบเท่า พูดง่ายๆ ก็คือไม่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ได้มากเท่า เพราะเป็นภาพนิ่งที่ถูกแช่แข็งไว้กับที่ จึงตอบสนองได้แต่จักษุประสาท ที่ต้องปรนเปรอมันด้วยมุมมองทางแฟชั่น นั่นคือองค์ประกอบภาพที่ดูสวยงามหรูหราหรือล้ำยุคล้ำสมัย

ภาพโฆษณาน้ำหอม Angel จาก Thierry Mugler และ L’Air du Temps จาก Nina Ricci

แต่ข้อสังเกตนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับน้ำหอมทุกประเภท ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือลักษณะของกลิ่นน้ำหอมนั้นๆ ด้วย แบรนด์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่วัยทำงาน เช่น Hugo Boss มักจะฉายภาพหญิงสาวในสูทเนี้ยบ เชิ้ต หรือเสื้อยืดแบบง่ายๆ สบายๆ เน้นโทนสีขาว-ดำ แบบ anti-fashion สีหน้าและแววตาดูกล้าแกร่งมุ่งมั่น ดูแล้วสื่อไปทางเพศน้อยกว่าน้ำหอมแบบ ‘หญิง หญิง’ ทั้งหลายซึ่งทำโฆษณาแบบใช้จินตนาการฟุ้งฝันมากกว่า

ส่วนน้ำหอมชายในลักษณะเดียวกันนี้ ก็แน่นอนว่าถ้าเป็นน้ำหอมสำหรับวัยทำงานก็มักเป็นภาพหนุ่มในชุดสูทหรือเชิ้ต แววตาคมเข้มจริงจังแบบคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เชื่อมั่นในความสำเร็จ หรืออาจเป็นภาพหนุ่มที่กำลังมุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการเดินทาง กีฬาหรืองานอดิเรกที่ท้าทาย หากเป็นน้ำหอมวัยรุ่นก็มักจะเน้นภาพนักกีฬาที่เปี่ยมด้วยพลังงาน หรืออาจเป็นภาพหนุ่มในเสื้อชุดลำลองสบายๆ ดูขี้เล่นและรักอิสระ ถ้าเป็นน้ำหอมที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ ก็จะได้เห็นภาพชายวัยกลางคนขึ้นไปที่มีริ้วรอยบนใบหน้า ดวงตาฉายแววลุ่มลึก บ่งบอกวุฒิภาวะและประสบการณ์ในชีวิต ภาพโฆษณาประเภทนี้มักเล่นกับแรงจูงใจหรือความคาดหมายที่จะประสบความสำเร็จหรือบรรลุจุดมุ่งหมายบางอย่างในชีวิต ก็ถือเป็นภาพฝันอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความหมายต่อมนุษย์อย่างเราๆ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องเซ็กส์และความสัมพันธ์ชาย-หญิงเลย แต่ก็นั่นแหละ ว่ากันว่าอำนาจ พละกำลัง หรือความสำเร็จก็ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่เสริมเสน่ห์ทางเพศของผู้ชายในสายตาของผู้หญิง กรณีนี้จะถือว่าพ้นไปจากเรื่องเพศก็คงจะไม่จริงนัก

ภาพโฆษณาน้ำหอม Pi ของ Givenchy และ Vetiver จาก Guerlain

ผู้อ่านว่าแปลกดีไหมที่ผู้ผลิตน้ำหอมคิดว่าคนเราหวังอะไรกันมากมายขนาดนั้นจากน้ำหอมกลิ่นหนึ่ง ทั้งเสน่ห์ดึงดูดที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามคืบหน้าต่อไป หรือแม้แต่สิ่งที่ดูจะตรงกันข้ามคือความสุขสงบ อิสระภายในที่ไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่มย่าม ไปจนถึงแรงผลักดันที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิตคนเรา จนชวนให้คิดไปว่ากลิ่นนั้นเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ๆ ขนาดนั้นเชียวหรือ กิจกรรมสำคัญในชีวิตเราต้องการกลิ่นเข้ามาประกอบด้วยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นที่จะกระทำการนั้นๆ เหมือนเราเปิดเพลงเป็นแบ็คกราวนด์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเวลาทำงานอย่างนั้นหรือ

ผู้เขียนดูโฆษณาพวกนี้แล้วก็ขำดีเหมือนกัน แต่พอลองย้อนกลับมามองตัวเอง บางที Carnal Flower ก็ทำให้ผู้เขียนจินตนาการว่าตัวเองจะมีเสน่ห์ทางเพศมากแค่ไหนต่อหน้าชายหนุ่มถ้าหากประพรมน้ำหอมกลิ่นนี้เข้าไป Diorissimo ทำให้รู้สึกสุขสดชื่นอยู่ภายในอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอยู่ในโลกที่มีเพียงเรา ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้สีขาวที่ถูกพร่างพรมด้วยหยาดน้ำค้างในยามเช้า    ส่วน Y ของ Yves Saint Laurent ทำให้รู้สึกถึงความสุขุมลุ่มลึกแบบสาวทำงานผู้แสนจะภูมิฐาน

แต่ทั้งหมดนี้มันก็แค่ความรู้สึกและจินตนาการที่บังเกิดเวลาสัมผัสกับกลิ่นพวกนี้เท่านั้น ผู้เขียนไม่เคยลองใส่ Carnal Flower ไปอยู่ต่อหน้าหนุ่มที่ชอบ หรือใส่กลิ่น Y เวลาไปสัมภาษณ์งาน ก็เลยไม่มีโอกาสพิสูจน์ว่าความคาดหวังต่างๆ นานาของมนุษย์เรานั้น จะสำเร็จได้โดยใช้กลิ่นเป็นตัวช่วยจริงไหม เคยแต่ใส่น้ำหอมไปทำงานหรือไปในสถานที่สาธารณะ แล้วผลตอบรับส่วนใหญ่ออกไปในแนวรบกวนความสงบสุขของผู้อื่นเสียมากกว่า ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนเลยไม่อยากใส่น้ำหอมออกไปนอกบ้าน ก็ดูจะเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับสิ่งที่โฆษณาเหล่านี้พยายามจะให้เราเชื่อเสียจริงๆ

ภาพฝันที่ปรากฏในโฆษณาเหล่านี้จะพบในน้ำหอมประเภท mainstream คือที่เจาะกลุ่มลูกค้าวงกว้างเท่านั้น ขณะที่น้ำหอมประเภท niche ที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มนั้น มักไม่พบโฆษณาที่ใช้นางแบบ-นายแบบเป็นตัวเดินเรื่อง พร้อมอาภรณ์จากแฟชั่นชั้นสูง ดนตรีสุดล้ำ หรือเครื่องปรุงแต่งที่ฟุ่มเฟือย เพราะโฆษณาน้ำหอมประเภทนี้ไม่ได้ปรากฏทางทีวี ที่จะเข้าถึงชนหมู่มาก มักเป็นแค่ภาพนิ่งที่แสดงความงามของขวดที่ผ่านการดีไซน์ทั้งแบบคลาสสิคหรือแบบเก๋แปลกแหวกแนว ความสดสวยของของเหลวที่อยู่ในนั้น โดยมักมีแบ็กกราวนด์เป็นภาพส่วนผสมหลักในน้ำหอมขวดนั้นๆ หรือสถานที่ที่เป็นแรงบันดาลใจให้สร้างสรรค์กลิ่นขึ้นมา ทำให้เห็นความงามของธรรมชาติที่ก่อให้เกิดผลิตผลหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ปรุงแต่งน้ำหอม

ภาพโฆษณาน้ำหอม Fleur d’Oranger จาก Serge Lutens และ Ambre Féticheจาก Annick Goutal

print ad ของน้ำหอมประเภท niche จึงมักไม่ได้สื่ออะไรที่ไกลออกไปจากตัวน้ำหอมเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าของแบรนด์ประเภทนี้ให้ความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วมันก็คือภาพฝันอีกประเภทหนึ่งเหมือนกัน เพราะเมื่อไม่สามารถส่งกลิ่นมาให้ผู้ชมรับรู้ได้ทางนาสิกประสาท ก็ต้องกระตุ้นเร้าผ่านทางจักษุประสาทแทน เพื่อช่วยสร้างจินตนาการว่าน้ำหอมนั้นจะมีกลิ่นหอมมากน้อยแค่ไหน ปรุงแต่งขึ้นจากส่วนผสมอะไร หรือมีที่มาจากไหน ซึ่งบางกลิ่นก็มักนำเสนอว่าได้แรงบันดาลใจมาจากดินแดนอันไกลโพ้น อันถือเป็นความฝันของชาวตะวันตกที่รักการเดินทางท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าให้น้ำหอมขวดนั้นมีความพิเศษมากขึ้นในสายตาคนซื้อ

สำหรับผู้เขียนแล้ว โฆษณาน้ำหอมก็ไม่ค่อยต่างจากบท review เท่าไหร่นักในแง่ที่ว่า มันมีอยู่เพื่อตัวมันเอง นั่นคือเดี๋ยวนี้ผู้เขียนมักจะเข้าไปชมภาพโฆษณาหรืออ่านบท review เหล่านั้นเพียงเพื่อสุนทรียะในการชมหรือการอ่านล้วนๆ แต่จะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างก็ในแง่ที่ว่า อย่างน้อยบท review ก็มีความน่าเชื่อถือมากกว่าเพราะเป็นความคิดเห็นของผู้บริโภคด้วยกันเอง ซึ่งย่อมวิจารณ์อย่างเป็นธรรมและตรงไปตรงมาตามประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับ แม้จะมีการแทรกโวหารที่กระตุ้นจินตนาการหรือสร้างภาพฝันอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังน่าเชื่อมากกว่าโฆษณาซึ่งเป็นสารที่ส่งมาจากผู้ผลิต ที่ยังไงก็ต้องบอกว่าของตัวเองดีอยู่แล้ว

มีหลายครั้งที่บท review ส่งอิทธิพลให้ผู้เขียนพยายามขวนขวายหา sample หรือน้ำหอมขนาดทดลองมาดมดูก่อน ในกรณีที่คำพรรณนากลิ่นและรายละเอียดของส่วนผสมนั้นมันตรงใจมากๆ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่แล้วผู้เขียนก็เพียงแค่กำจัดน้ำหอมขนาดทดลองเหล่านั้นไปด้วยการแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ เพื่อจะได้ทดลองกลิ่นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ มีน้อยครั้งนักที่จะลงทุนซื้อน้ำหอมแบบเต็มขวดมาใช้ นั่นก็เพราะสิ่งที่ถูกวาดไว้ในบท review ซึ่งเป็นประสบการณ์ของคนอื่น อาจเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่ตัวเราได้สัมผัส เวลาที่ทดลองสูดดมน้ำหอมนั้นด้วยตัวเอง กลิ่นที่ถูกฉายภาพเอาไว้อย่างแสนจะโรแมนติคชวนฝัน อาจถึงขนาดทำให้คุณรู้สึกคลื่นไส้เอาเลยก็ได้ หากส่วนผสมในนั้นเป็นของ ‘แสลง’ ที่จมูกคุณรับไม่ได้เอาเสียเลย

แสดงว่าแม้กระทั่งบท review เองก็ยังส่งผลน้อยมากต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้เขียน ในขณะที่โฆษณานั้นไม่เคยส่งผลอะไรเลย นั่นคือผู้เขียนไม่เคยซื้อน้ำหอมหรือแม้กระทั่งหาน้ำหอมขนาดทดลองมาดมเพียงเพราะเห็นภาพฝันอันสวยงามจากโฆษณา  ซึ่งก็เป็นอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า ผู้เขียนชมโฆษณาน้ำหอมเพียงเพื่อปรนเปรอสายตาเท่านั้น …

ผู้เขียนเคยเล่าถึงดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์กลิ่นหอมชื่นใจอย่างลั่นทมไปแล้ว คราวนี้เลยจะขอกล่าวถึงดอกไม้อื่นๆ ในวงศ์เดียวกับลั่นทมคือวงศ์ Apocynaceae ที่มีอยู่หลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีรูปลักษณ์และกลิ่นหอมผิดแผกแตกต่างกันออกไป โดยในที่นี้จะคัดเลือกมาเฉพาะบางชนิดที่มีดอกสีขาวกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพรรณไม้เมืองร้อน

ดอกไม้ชนิดแรกที่สะดุดตาผู้เขียนนักหนาคือดอกไม้ที่มีนามเพราะพริ้งว่า หิรัญญิการ์ ดอกหิรัญญิการ์นี้ไม่ใช่มีดีแค่กลิ่นหอมละมุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีดอกสวยจัด ผิดวิสัยดอกไม้ถิ่นร้อนทั่วไปที่มักมีดอกเล็กบอบบาง หิรัญญิการ์นี้มีดอกสีขาวพิสุทธิ์ขนาดใหญ่สมกับชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Beaumontia grandiflora คำว่า grandiflora นี้มาจากภาษาละติน grandis และ flor ซึ่งรวมความแล้วหมายถึงดอกไม้ขนาดใหญ่นั่นเอง โคนดอกทรงคล้ายถ้วยหรือระฆังหงาย ปลายบานออกเป็น 5 กลีบ ขอบกลีบหยักเป็นคลื่นดูคล้ายรอยจีบย่นบนแพรเนื้อดี เวลาเบ่งบานสะพรั่งต้องแสงแดดยามเช้าจะเห็นเป็นสีขาวพราวพร่างไปทั้งต้น สวยจนต้องจ้องมองอย่างตื่นตะลึงตั้งแต่แวบแรกที่เห็น กระทั่งหมายมั่นปั้นมือว่าต้องหามาปลูกให้ได้สักต้น ไว้เชยชมความงามกระจ่างตาที่ดูอย่างไรก็ไม่รู้เบื่อ

คำว่า หิรัญ แปลว่า เงิน ซึ่งก็สื่อถึงสีสันอันนุ่มนวลเย็นตาราวกับอาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีเงินของดอกไม้ชนิดนี้ หลายคนนำชื่อหิรัญญิการ์ไปตั้งให้ลูกสาว ถือเป็นมงคลนามอันไพเราะน่าประทับใจยิ่งนัก ส่วนทางตะวันตกเรียกหิรัญญิการ์ว่า Easter Lily Vine เพราะมีดอกใหญ่สีขาวบริสุทธิ์คล้ายดอก Easter Lily ของฝรั่ง และมีลำต้นเป็นเถาเลื้อยขนาดใหญ่

ต้นหิรัญญิการ์นี้หากลองหักกิ่งก้านดูจะพบว่ามีน้ำยางสีขาวไหลออกมา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของไม้ในวงศ์นี้ มีพุ่มใบดกแน่นทึบ ใบขนาดใหญ่รูปรีหรือรูปไข่กลับปลายแหลม ผิวหน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมันเห็นเส้นใบชัดเจน ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ก้านช่อดอกมีขนละเอียดสีน้ำตาลแดงปกคลุม ความงามของใบและดอกทำให้นิยมปลูกเป็นไม้ประดับบ้าน โดยมักปล่อยให้เลื้อยตามซุ้มหรือโครงไม้ หิรัญญิการ์มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและเจริญเติบโตได้ดีในเขตภูมิอากาศร้อน จึงเป็นไม้ปลูกเลี้ยงง่ายทนทานต่อสภาพอากาศ ทั้งยังไม่หวงดอก เมื่อโตได้ที่ก็จะออกดอกให้ได้เชยชมอย่างสม่ำเสมอทุกปีไม่ได้ขาด

กลิ่นหอมของหิรัญญิการ์ออกเย็นชื่นใจทำนองเดียวกับไม้หัวดอกหอมอย่างพลับพลึงหรือว่านสี่ทิศ ชวนให้นึกถึงอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ผู้เขียนยังไม่พบข้อมูลที่ระบุถึงการสกัดกลิ่นจากดอกหิรัญญิการ์หรือแต่งกลิ่นสังเคราะห์เลียนแบบดอกไม้ชนิดนี้เพื่อทำเครื่องหอมในเมืองฝรั่ง สันนิษฐานว่าคงเพราะมีกลิ่นค่อนข้างอ่อนละมุน และยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนักในแถบตะวันตก จึงเป็นที่น่าทดลองสร้างสรรค์น้ำหอมกลิ่นดอกหิรัญญิการ์ เพื่อให้ได้ความโดดเด่นไม่ซ้ำใครที่ส่งตรงจากตะวันออก

ไม้อีกอย่างในวงศ์ลั่นทม ซึ่งมีดอกงามน่ารักและมีกลิ่นหอมเช่นเดียวกัน จนเป็นที่รู้จักทั่วไปในเอเชียตะวันออกและอเมริกา คือ Star Jasmine มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Trachelospermum jasminoides ทำเนียบ “ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย” ของ ศ.ดร.เต็ม สมิตินันทน์ระบุชื่อสามัญไว้ว่า สะครื่อ แต่ในที่นี้จะขอเรียกว่า Star Jasmine ก็แล้วกัน เพราะชื่อสะครื่อนั้นไม่เป็นที่คุ้นหูคนไทยมากนัก

ภาพโดย Scott Zona จาก Wikimedia Commons

Star Jasmine นี้เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยสูงได้ราว3 เมตรใบรูปไข่แกมรูปหอก ยาวประมาณ 2-10 เซนติเมตรดอกสีขาวขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางราว 1-2 เซนติเมตรโคนดอกทรงหลอด ปลายบานออกเป็น 5 กลีบซึ่งห่อตัวและบิดวนคล้ายกังหัน เพราะรูปลักษณ์และกลิ่นหอมที่คล้ายมะลิจึงมักมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นไม้สกุล Jasminum บ้างเห็นชื่อภาษาฝรั่งก็เข้าใจว่าเป็นมะลุลี เพราะเรียกว่า Star Jasmine เหมือนกัน แต่มะลุลีนั้นเป็นไม้สกุลมะลิ มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum pubescens ทั้งยังมีรูปลักษณ์ผิดแผกออกไป โดยมะลุลีมีกลีบทรงแคบปลายแหลมเรียว บานแผ่ออกไม่บิดวน ดูไปก็คล้ายดวงดาว คาดว่าคงเป็นสาเหตุที่เรียกว่า Star Jasmine เหมือนกัน

ต้น Star Jasmine นี้นิยมปลูกกันในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีอากาศอบอุ่นแบบเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงรัฐทางใต้ซึ่งมีภูมิอากาศแบบกึ่งร้อน เช่นฟลอริด้าและเท็กซัส โดยมักปลูกให้เลื้อยตามกำแพง เสา ระเบียง โครงทรงเหลี่ยมหรือทรงกรวย หรืออาจปลูกเป็นพุ่มเตี้ยๆ เรียงรายริมทางเดินหรือขอบสนาม โดยต้องคอยตัดเล็มกิ่งก้านออกอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาทรงพุ่มให้ดูเป็นระเบียบสวยงาม ไม้ชนิดนี้เลยกลายเป็นที่โปรดปรานของนักแต่งสวนและภูมิสถาปนิกชาวฝรั่งเขา เพราะสามารถนำมาจัดแต่งได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังทนทานต่อสภาพอากาศร้อน รวมทั้งโรคและแมลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ต้น Star Jasmine ที่ปลูกให้เลื้อยคลุมกำแพง ภาพจาก www.gardenexpress.com.au

Star Jasmine นี้เรียกได้อีกอย่างว่า Confederate Jasmine เพราะเป็นไม้ที่นิยมปลูกในรัฐทางใต้ของอเมริกา ซึ่งเคยมีชื่อเรียกว่า The Confederate States of America ทว่าชาวอเมริกันจำนวนมากก็ไม่พึงใจกับชื่อนี้ เพราะเตือนให้นึกถึงประวัติศาสตร์การค้าทาสและการเหยียดผิวของรัฐทางใต้ในสมัยนั้น คนส่วนใหญ่จึงนิยมเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า Star Jasmine มากกว่า

ถึงจะปลูกมากทางภาคใต้ของอเมริกาจนเป็นที่มาของชื่อสามัญนี้ แต่ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของไม้นี้คือแถบเอเชียตะวันออก ปลูกกันมากในญี่ปุ่น เกาหลี จีนตอนใต้ ไล่มาจนถึงเวียดนาม ชาวจีนเชื่อว่ารากมีสรรพคุณแก้อาการตะคริวหรือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดความร้อนในกระแสเลือด บรรเทาอาการบวมพอง แก้โรคฝีประคำร้อย และอาการเจ็บคอ

Star Jasmine นี้ยังเรียกได้อีกชื่อหนึ่งคือ Trader’s Compass ซึ่งก็มาจากคำบอกเล่าของชาวอุซเบกิสถานคนหนึ่งว่าดอกไม้ชนิดนี้สามารถชี้บอกทิศทางที่ถูกต้องให้แก่พ่อค้าพาณิชย์ในสมัยก่อนได้

ผู้เขียนชอบท่องอินเตอร์เน็ตจึงมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมเว็บบล็อกของคนรักดอกไม้ทั้งหลายในเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง พบว่ามีผู้นำดอก Star Jasmine นี้มาปลูกประดับบ้านแล้วเช่นกัน สันนิษฐานว่าน่าจะได้มาจากตลาดต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ขายพันธุ์ไม้แปลกหายากต่างๆ ก็เป็นเรื่องดีสำหรับนักสะสมพันธุ์ไม้หอมทั้งหลายที่จะได้มีโอกาสซื้อหามาไว้เชยชม

น้ำหอม Blush ของ Marc Jacobs ภาพจาก www.parfumdepub.net

ดอก Star Jasmine นี้มีผู้เปรียบว่ากลิ่นคล้ายดอกคัดเค้าหรือดอกพุทธชาด จึงสามารถนำไปสกัดกลิ่นหอมได้เช่นกัน น้ำหอมฝรั่งที่ทราบมาว่ามีกลิ่นดอกไม้ชนิดนี้ผสมอยู่ด้วย คือ Blush ของ Marc Jacobs ซึ่งก็มีการเติมแต่งกลิ่นดอกไม้ชนิดอื่นๆ ลงไปด้วย เช่น มะลิ สายน้ำผึ้ง ฟรีเซีย ดอกส้ม ผู้คิดค้นกลิ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากการสูดกลิ่นหอมสดชื่นของพุ่มมะลิในสวน ซึ่งเป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นไอเย็นของอากาศบริสุทธิ์ กลิ่นหวานละมุนจากกลีบดอกสีขาวชุ่มฉ่ำและกลิ่นเขียวสดชื่นจากพุ่มใบและก้านดอก โฆษณาว่าเป็นน้ำหอมสำหรับสาวน้อยวัยแรกแย้มที่ทั้งอ่อนหวานและอินโนเซ้นส์ แต่สาว (เหลือ) น้อยคนใดจะสนใจขึ้นมาบ้างก็ไม่ว่ากัน เพราะเชื่อว่ากลิ่นหอมนั้นไม่มีอายุขัย ตราบใดที่กลิ่นนั้นสะท้อนสุนทรียะในจิตใจ รูปกายจะเป็นอย่างไรก็ย่อมไม่สำคัญ

ดอกไม้วงศ์เดียวกันชนิดต่อมาที่คนไทยรู้จักกันดี คือ ดอกโมก ดอกเล็กๆ สีขาวบริสุทธิ์ออกเป็นช่อห้อยระย้าลงตามปลายกิ่งดูพร่างพราวราวกับหยาดน้ำค้าง ประกอบกับกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ จึงได้นามอันเป็นมงคลว่า โมก พ้องกับคำว่า โมกข์ ซึ่งแปลว่าการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ทั้งยังนิยมปลูกในวัดวาอารามมาแต่โบราณ จึงมีชื่อสามัญในภาษาฝรั่งที่สอดคล้องกันว่า Sacred Buddhist และมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Wrightia religiosa บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงกับความสูงส่งหรือความศักดิ์สิทธิของศาสนา ชาวไทยจึงสืบทอดความเชื่อมาแต่โบราณว่า การปลูกต้นโมกไว้ประดับบ้าน จะทำให้เกิดความสุขสงบ ช่วยปกป้องคุ้มครองให้พ้นภยันตรายทั้งปวง เป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย จริงๆ แล้วดอกโมกมีชื่อฝรั่งอื่นๆ อีกเช่น Water Jasmine ซึ่งคงจะสื่อถึงลักษณะดอกสีขาวพิสุทธิ์คล้ายมะลิ แต่มีกลีบบอบบางกว่าและมีกลิ่นหอมเย็นชื่นฉ่ำ

ภาพจาก http://blackoliveeastnursery.net

ต้นโมกนี้เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 1-3 เมตรลำต้นแข็งแรงทนทาน เปลือกต้นสีน้ำตาลดำ ใบรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลม ยาวประมาณ 2–7 เซนติเมตร ดอกมีทั้งชนิดดอกชั้นเดียวที่เรียกว่าโมกลา และชนิดดอกซ้อนหรือโมกซ้อน เป็นไม้ที่เติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น ทรวดทรงที่สง่างามของลำต้นทำให้นิยมนำมาปลูกประดับอาคารสถานที่ โดยสามารถตัดแต่งพุ่มให้ได้รูปทรงหลากหลายแปลกตาหรือจะปลูกในกระถางเป็นไม้แคระก็ได้ นอกจากรูปพรรณสัณฐานจะงดงามแล้ว รากโมกยังได้ชื่อว่ามีสรรพคุณบำบัดโรคผิวหนังได้อีกด้วย ส่วนดอกก็นิยมนำไปสกัดกลิ่นหอมทำน้ำอบไทยหรือน้ำปรุง ผู้เขียนว่าน่าจะเยี่ยมยอดหากนำมาผสมผสานกับดอกไม้อย่าง มะลิ พุทธชาด หรือคัดเค้า เป็นกลิ่นหอมเย็นระรื่นที่สื่อถึงเสน่ห์ละเมียดละมุนของสาวไทยได้อย่างดี

น้ำหอมกลิ่นดอกโมกฝีมือคนไทย Mok Eau de Perfume จาก Giffarine

ดอกไม้ในวงศ์เดียวกันอีกชนิดที่ชาวไทยนิยมปลูกประดับบ้าน คือ ชมนาด หรือ ดอกข้าวใหม่ ที่เรียกเช่นนี้เพราะมีกลิ่นคล้ายข้าวหอมมะลิที่หุงใหม่ๆ ส่วนฝรั่งเรียกว่า Bread Flower หรือ Smoked Sweet Coconut เพราะมีกลิ่นคล้ายขนมปังที่ผ่านการอบใหม่ๆ หรือ กลิ่นหอมอบอวลของมะพร้าวเผา ก็ถือเป็นการเปรียบเทียบที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมหรือความรู้สึกของแต่ละชนชาติ

ชมนาดมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Vallaris glabra มีถิ่นกำเนิดบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีลำต้นแข็งแรงทนทาน ใบสีเขียวสดรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลม แผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ยาวประมาณ 7-9 ซ.ม. ดอกสีขาวนวลทรงคล้ายกระดิ่งเล็กๆ ออกเป็นช่อห้อยระย้าลงจากปลายยอดหรือซอกใบ กลีบดอกชมนาดนี้เชื่อมติดกันเป็นกระเปาะส่วนปลายแยกออกเป็น 5 แฉก มีลักษณะพิเศษคือจะบานทนอยู่หลายวัน ส่งกลิ่นหวานละมุนซึ่งจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ในยามค่ำ ดึงดูดเหล่าผีเสื้อกลางคืนได้อย่างดี

ภาพจาก www.tropicaflore.com

ต้นชมนาดเติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น จึงปลูกกันแพร่หลายในเอเชียอาคเนย์ ชาวมาเลเซียทั่วไปเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า Kesidang ทางภาคตะวันออกของมาเลเซียเรียกว่า Tikar Seladang ส่วนชาวเกาะชวาของอินโดนีเซียและทางภาคเหนือของมาเลเซียเรียกว่า Kerak Nasi แปลว่าข้าวที่ถูกความร้อนจนเกรียม สาวมาเลเซียและบาหลีนิยมใช้ดอกชมนาดประดับมวยผม และใช้ทำบุหงารำไปสำหรับพิธีการสำคัญอย่างพิธีสุหนัต พิธีจบการศึกษาคัมภีร์อัลกุรอาน งานศพ หรืองานแต่งงาน

บุหงารำไปของชาวมาเลเซียนี้นิยมใช้กลีบดอกชมนาด มะลิ จำปา ลั่นทม กระดังงา และกุหลาบมอญ รวมทั้งเตยหอมและผิวมะกรูดผสมกัน จากนั้นนำไปอบด้วยกำยานเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่บางคนก็ใช้วิธีหยดน้ำมันหอมกลิ่นดอกไม้ต่างๆ รวมทั้งน้ำมันไม้จันทน์หรือน้ำมันไม้กฤษณาลงไปแทนเพื่อเพิ่มความหอมซึ้งตรึงใจ บุหงารำไปนี้จะนำไปบรรจุในถุงผ้าโปร่งหลากสีสัน หรือภาชนะรูปทรงสวยงามอย่างไรก็ได้ งานแต่งงานของชาวมาเลเซียนั้น บุหงารำไปถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสินสอด ทั้งยังนิยมเผาบุหงาให้ส่งกลิ่นหอมอบอวลตลอดคืนในเรือนหอของบ่าวสาว

ชาวมาเลเซียถือว่าดอกชมนาดสื่อถึงความอ่อนน้อมสุภาพและความเป็นมิตร อันเป็นบุคลิกลักษณะของชาวมะละกาโดยทั่วไป ดอกชมนาดจึงได้รับยกย่องเป็นดอกไม้ประจำรัฐมะละกา   ความงามของดอกชมนาดยังสะท้อนให้เห็นในศิลปะการแกะสลักไม้เป็นลายดอกไม้ ที่มีชื่อเรียกว่า “บุหงา Kerak Nasi” ถือเป็นการจำลองธรรมชาติมาไว้บนวัตถุได้อย่างสวยงามน่าชม

ลายบุหงา Kerak Nasi บนหางของนกแกะสลักขนาดยักษ์ที่ใช้ในงานพระราชพิธีต่างๆ ของชาวมลายู เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, พิธีต้อนรับพระราชอาคันตุกะ หรือพิธีสุหนัต นกแกะสลักในภาพพบที่อาณาจักรปัตตานี ยุคต้นศตวรรษที่ 18 ภาพจากหนังสือ “Spirit of wood: the art of Malay woodcarving: works by master carvers from Kelantan, Terengganu, and Pattani” โดย Farish Ahmad Noor

กลิ่นดอกชมนาดนั้นคล้ายคลึงกับกลิ่นเตยหอม เพราะสารประกอบหลักในกลิ่นดอกชมนาด คือ 2-acetyl-1-pyrroline เป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในเตยหอมและข้าวหอมมะลิของไทย รวมทั้งข้าวหอมบัสมาตีซึ่งอินเดียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก สารนี้มีปริมาณมากที่สุดในกลีบดอกชมนาดตากแห้ง รองลงมาคือใบเตยหอมสด และข้าวหอมมะลิตามลำดับ

เพราะความหอมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้ดอกไม้เมืองร้อนชนิดอื่นนี้เอง ชาวไทยจึงนิยมใช้ดอกชมนาดอบแป้งร่ำ ทำน้ำอบ น้ำปรุง บุหงา ตลอดจนใช้แต่งกลิ่นอาหาร เช่น ทำน้ำลอยข้าวแช่ สะท้อนความละเอียดอ่อนและศิลปะในการใช้ชีวิตของชาวไทยแต่โบราณ น้ำยางสีขาวของต้นชมนาดยังสามารถนำมาใช้รักษาแผล ใช้เป็นยาถ่าย เพิ่มความดันเลือดและกระตุ้นมดลูกได้อีกด้วย

น้ำปรุงสูตรชาววังของไทย มีส่วนผสมของกลิ่นชมนาด ภาพจาก http://www.weloveshopping.com/shop/showproduct.php?pid=13926977&shopid=184568

ผู้เขียนยังไม่เคยพบข้อมูลการสกัดกลิ่นหอมหรือการแต่งกลิ่นสังเคราะห์เลียนกลิ่นชมนาดเพื่อใช้ทำน้ำหอมฝรั่ง ทั้งๆ ที่ชมนาดให้กลิ่นหอมแรงและหอมทนกว่าดอกไม้หลายๆ ชนิดที่กล่าวมาข้างต้น แม้แต่การสกัดกลิ่นอย่างง่ายด้วยการนำกลีบดอกแช่ในเอธานอลก็ยังให้กลิ่นหอมเป็นที่น่าพอใจมาก เมื่อเทียบกับหิรัญญิการ์ที่ให้กลิ่นอ่อนจางและกลิ่นออกเขียว จนนำมาผสมน้ำหอมได้ยาก กลิ่นดอกชมนาดนี้ผู้เขียนตั้งใจจะนำมาผสมผสานกับกลิ่นใบเตย, กลิ่นมะพร้าวน้ำหอม และกลิ่นมะลิ ตบท้ายด้วยวานิลลา และเจือกลิ่นยางไม้และไม้หอมอีกเล็กน้อย คิดว่าคงเป็นน้ำหอมที่ให้กลิ่นหวานน่ากินสไตล์ floral – gourmand แบบที่สาวๆ สมัยนี้นิยมกัน

จะสังเกตได้ว่า ทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวเหล่านี้แตกต่างจากไม้หอมวงศ์กระดังงาราวกับอยู่คนละขั้ว หากไม้หอมวงศ์กระดังงาจัดอยู่ในขั้วร้อนเพราะให้กลิ่นอบอุ่นเย้ายวนที่สื่อถึงเสน่ห์ทางเพศ ไม้หอมวงศ์ลั่นทมก็คงจัดอยู่ในขั้วเย็น เพราะมีรูปลักษณ์บอบบางและให้กลิ่นนุ่มนวลชวนชื่นใจ หากจะเปรียบก็คงเป็นผู้หญิงคนละประเภท ซึ่งมีเสน่ห์น่าหลงใหลไปคนละแบบ

ก็คงจะขอจบเรื่องราวความหอมและคุณประโยชน์หลากหลายของดอกไม้สีขาววงศ์ลั่นทมชุดแรกไว้ ณ ที่นี้ คราวหน้าก็จะมาเล่าถึงเรื่องราวของดอกไม้อีกหลายชนิดในวงศ์นี้ที่ล้วนแต่มีกลิ่นหอมน่าประทับใจไม่ต่างกัน…

ผู้เขียนได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับกลิ่นมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้ก็จะขอพูดถึงสุนทรียะในการรับรสบ้าง ทั้งนี้ก็เนื่องจากบ้านเราเพิ่งผ่านเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของไทยมาไม่กี่เดือน ทำให้ผู้เขียนชักหวนระลึกถึงวันเวลาเก่าๆ และกลิ่นรสที่เชื่อมโยงกับวันสงกรานต์ ก็เลยอยากจะไปขุดค้นเอาสูตรขนมเก่าซึ่งเป็นของสืบทอดกันมาในครอบครัวมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครสนใจจะไปลองหัดทำดูบ้าง รับรองว่าอร่อยไม่เป็นสองรองใครจริงๆ

ก่อนอื่นก็อยากจะเท้าความถึงความเป็นมาของสูตรขนมนี้ ว่าไฉนจึงมีความพิเศษหรือมีคุณค่าทางจิตใจต่อพวกเรารุ่นลูกหลานของบ้านนี้กันแทบทุกคน ทางภาคเหนือ (จังหวัดแพร่) บ้านผู้เขียนนั้น ในเทศกาลสงกรานต์แต่โบราณมา ทุกบ้านจะต้องทำอาหารคาวหวานหลักๆ 2 อย่างสำหรับถวายพระ นั่นคือแกงฮังเล และขนมเทียน ขนมเทียนนี้จะทำไส้เค็มหรือหวานก็ได้ ชนิดหวานนั้น ไส้ขนมจะประกอบด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้น น้ำตาลหรือน้ำอ้อย เกลือเล็กน้อย บางคนก็เติมถั่วลิสงคั่วลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความกรุบกรอบ ผู้เขียนสังเกตว่าขนมเทียนไส้หวานนี้เป็นที่นิยมทำกันมาก โดยเฉพาะในเขตรอบนอกของจังหวัด พูดง่ายๆ คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบล อำเภอ รอบนอกของเมืองแพร่นั้นนิยมทำขนมเทียนชนิดนี้กัน คิดว่าคงเป็นเพราะทำได้ง่าย ส่วนผสมไม่ยุ่งยากซับซ้อน และต้นทุนไม่สูงมากนัก

ส่วนไส้ขนมเทียนชนิดเค็มนั้นมีส่วนผสมหลักคือถั่วเขียวและเนื้อหมู ปรุงรสให้กลมกล่อม ออกเค็ม เพื่อตัดกับความหวานของแป้งหุ้มที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำอ้อยที่มีกลิ่นหอมเข้มข้นและมีสีน้ำตาลสวย เป็นที่นิยมรับประทานกันพอๆ กับชนิดไส้หวาน ตามตลาดสดในตัวเมืองนั้นก็มีแม่ค้าที่นิยมทำขนมเทียนทั้งสองชนิดขายกันมาก โดยเฉพาะในงานเทศกาลสำคัญต่างๆ

การทำขนมเทียนนี้กลายเป็นเหมือน ‘ritual’ หรือพิธีกรรมสำคัญประจำบ้านผู้เขียนไปแล้ว นั่นก็เพราะคุณย่าของผู้เขียน ซึ่งจะขอเรียกว่าเป็น ‘หญิงเหล็ก’ ผู้มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์หลายด้านหลายแขนง อีกทั้งเป็นผู้นำคนสำคัญของบ้าน เป็นผู้ที่เคยฝึกฝนและเคี่ยวเข็ญพวกเราลูกหลานให้ลงมือลงแรงทำขนมเทียนนี้ให้ได้ทั้งรสชาติที่อร่อยและมีความสวยงามของวัสดุที่ใช้หุ้มห่อคือใบตอง ที่หลานๆ หลายคนบ่นอุบว่ายากเย็นเหลือเกินที่จะทำให้ได้สวยถูกใจคุณย่า

ย่าของผู้เขียน

เมื่อครั้งคุณย่ายังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านจะต้องลงครัวทำขนมเทียนด้วยตัวเองทุกปี โดยมีพวกเราเป็นลูกมือ ทุกขั้นตอนตั้งแต่แป้งซึ่งจะต้องผ่านการนวดจนเนียนได้ที่ หลายครั้งต้องอาศัยแรงของหลานๆ ผู้ชาย เรียกว่านวดแป้งกันจนกล้ามเนื้อปูดโปนว่างั้นเถอะ ยิ่งในสมัยโบราณที่ยังไม่มีแป้งสำเร็จรูปขายเหมือนทุกวันนี้ ขั้นตอนการเตรียมแป้งยิ่งยุ่งยากเป็นทวีคูณ คือต้องนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำไว้ก่อน 1 คืน จากนั้นนำไปตำในครกกระเดื่องในกรณีที่ต้องใช้แป้งปริมาณมาก ส่วนถ้าใช้แป้งน้อยก็นำไปโม่ในเครื่องโม่หิน เมื่อได้แป้งมาแล้วจึงนำมานวดกับน้ำอ้อยดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ขั้นตอนการปรุงไส้ขนมนั้นก็ละเอียดประณีตไม่แพ้กัน เพราะต้องเตรียมส่วนผสมทั้งหมดให้ได้ที่ เมื่อผสมแล้วก็ต้องไปให้แม่ครัวใหญ่คือคุณย่าลองชิมและต้องปรุงเพิ่มกันอยู่หลายครั้งจนกว่าคุณย่าจะพอใจ ไส้ขนมนี้ประกอบด้วยเนื้อหมูบดผัดในน้ำมัน โดยเติมพริกไทยป่นเพื่อเพิ่มความหอม, หนังหมูติดมันลวกจนสุกหั่นเป็นเส้นบางๆ, หัวหอมซอยเจียวในน้ำมันจนเหลืองหอม และที่ขาดไม่ได้ก็คือถั่วเขียวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกออกแล้ว นำไปแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นนำไปนึ่งจนสุก แล้วนำมาบดละเอียด ส่วนผสมทั้งหมดนี้นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือเพื่อให้ความเค็ม (ปัจจุบันผู้เขียนทดลองใช้ซีอิ๊วขาวแทนเกลือ ก็ให้รสชาติอร่อยกลมกล่อมดีเหมือนกัน) และตัดด้วยน้ำตาลที่ให้รสหวาน ต้องชิมรสให้พอดีกับความหวานของแป้งหุ้ม ซึ่งทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำอ้อย นั่นคือต้องระวังไม่ให้ไส้ขนมมีรสออกหวานมากเกินไป เพราะแป้งหุ้มก็มีรสหวานจากน้ำอ้อยอยู่แล้ว ไส้ขนมจึงควรต้องมีรสเค็มนำนั่นเอง สำหรับหอมเจียวและพริกไทยนั้น เคล็ดลับคือต้องใส่ให้มากหน่อย เพื่อให้ไส้ขนมมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน

เมื่อไส้และแป้งได้ที่แล้ว ก็ถึงคราวที่หลานๆ รุ่นใหญ่ไปจนถึงตัวเล็กตัวน้อยในบ้านจะถูกเกณฑ์มาช่วยกันห่อขนม แป้งนั้นคุณย่าจะเป็นผู้ปั้นแต่ผู้เดียว แม้แต่คุณป้า (ลูกสาวคนโต) จะช่วยปั้นก็ยังไม่ยอม คุณย่ากลัวว่าไส้กับแป้งจะไม่พอดีกัน เพราะไส้กับแป้งจะต้องหมดลงพร้อมกัน ไม่ให้มีอย่างใดอย่างหนึ่งเหลืออยู่เลย คุณอาของผู้เขียนเล่าว่า เท่าที่เคยช่วยคุณย่าทำขนมเทียนมาเกือบ 30 ปี ไม่เคยเห็นคุณย่าให้คนอื่นปั้นเลย พวกลูกหลานมีหน้าที่ช่วยห่อเท่านั้น คนไหนห่อไม่สวย คุณย่าจะไล่ให้ไปเป็นกรรมกรคือไปควบคุมการนึ่งขนมอยู่หน้าเตาไฟในครัวข้างล่าง

กรรมวิธีการปั้นขนมนั้น คุณย่าจะแบ่งแป้งเป็นก้อนกลมๆ วางในถาดที่เทน้ำมันลงไว้ก่อนแล้ว เพื่อป้องกันแป้งติดกัน จากนั้นจะนำแป้งมาแผ่ออกเป็นแผ่นกลม แล้วตักไส้ใส่ลงไป โดยต้องกะให้พอดีกับแป้ง คือถ้าใส่ไส้น้อยเกินไป แต่แป้งหนามาก ขนมก็จะไม่น่ารับประทาน เมื่อตักไส้วางลงบนแผ่นแป้งแล้ว ก็ห่อแป้งเข้าหากัน ใช้มือคลึงให้เป็นก้อนกลมสวย เป็นอันเสร็จพิธีสำหรับตัวขนม

จากนั้นก็นำก้อนขนมใส่ลงในใบตอง ตองนี้จะต้องเลือกที่มีคุณภาพดีคือมีผิวสัมผัสเรียบสวย มีความหนาพอดี หากนำมาผึ่งแดดไว้ล่วงหน้าได้ก็จะดีมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ใบตองแตกเวลานำมาห่อขนม ใบตองนี้ ตัดเป็นรูปคล้ายหัวใจ โดยคุณย่าจะเป็นผู้ตัดใบตองด้วยตัวเอง ลูกหลานมีหน้าที่เช็ดใบตองให้สะอาดและทาน้ำมันที่ใบตองเท่านั้น การทาน้ำมันนี้ก็เพื่อป้องกันขนมติดใบตอง โดยหยดน้ำมันลงบนด้านในของใบตองที่มีสีนวล แล้วเอาด้านในของใบตองอีกใบมาประกบ ถูกันไปมาจนน้ำมันเกลี่ยทั่วใบตอง จากนั้นจับใบตองให้เป็นกรวย นำก้อนขนมวางลงตรงจุดที่ลึกสุดของกรวย ใช้มือกดลงให้แน่น แล้วพับชายใบตองซ้อนเข้าหากัน เหน็บชายที่เหลือเข้าไปให้เรียบร้อย ผลลัพธ์ที่ได้คือห่อขนมทรงพีระมิดฐานสี่เหลี่ยม มีปลายแหลมสูงขึ้นไป พร้อมจะนำไปนึ่งได้เลย

ผู้เขียนเล่าเรื่องพิธีกรรมการทำขนมเทียนประจำบ้านนี้ เพราะเห็นเป็นสิ่งที่มีค่าต่อจิตใจพวกเราลูกหลานคุณย่าอย่างที่สุด จะเรียกว่าพิธีกรรมก็คงไม่ผิดอะไรนัก เพราะการทำขนมเทียนสำหรับถวายพระและเลี้ยงแขกที่มารดน้ำดำหัวคุณย่าและผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ ในวันสงกรานต์นั้น เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเราจริงๆ ทุกคนในครอบครัวตั้งแต่ลุง ป้า น้า อา มาจนถึงหลานๆ ตัวกะเปี๊ยก ต่างต้องร่วมใจกันทำงานคนละไม้คนละมือ จึงจะสำเร็จออกมาเป็นขนมสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อ ซึ่งมากันมากมายและมากันเรื่อยๆ ชนิด ‘หัวกะไดไม่แห้ง’ เลยทีเดียวสำหรับบ้านเรา และที่พวกเราภูมิใจกันนักหนาคือ เวลาเราเตรียมขนมเทียนไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ที่แขกเหรื่อนั่งกัน ก็จะเห็นพวกเขาแกะห่อขนมรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย จนบางครั้งต้องนำไปเติมให้อีก บางคนขอกลับบ้านอีกก็มี พอพวกเขากลับกันแล้ว สังเกตได้ว่าถาดใส่ขนมนั้นหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ บางคนถึงกับออกปากชมว่าขนมบ้านนี้อร่อยไม่มีใครสู้ได้จริงๆ เขาจะชมจากใจจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ก็ทำให้รู้สึกปลื้มใจระคนอิจฉาว่าพวกเราเด็กๆ ซึ่งลงมือลงแรงทำกันแทบตายนั้น จะได้ลิ้มรสกันก็เพียงคนละห่อสองห่อ นึกน้อยใจพวกผู้ใหญ่อยู่เหมือนกันว่า…แหม…จะแบ่งไว้ให้กันบ้างสักหน่อยก็ไม่มี…

ถึงทุกวันนี้ เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้วก็มีความสุขจริงๆ ทั้งยังรู้ซึ้งถึงพระคุณของคุณย่าที่ปลูกฝังนิสัยการทำงานด้วยความอดทน ปราณีต ละเอียดรอบคอบให้แก่พวกเรา เมื่อก่อนนั้นเวลาผู้ใหญ่บังคับให้ช่วยทำขนม หลานๆ จะอยากร้องไห้เป็นกำลัง ใจมัวแต่นึกอิจฉาเด็กอื่นๆ ที่เขาได้ไปเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน หากเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จนถึงบัดนี้ ก็อยากจะยกเอาคำของพี่สาวผู้เขียนที่เคยกล่าวไว้ ว่าหากย้อนเวลาได้ก็อยากจะกลับไปกราบคุณย่างามๆ สักครั้ง ที่ท่านเคยเข้มงวดกวดขันกับพวกเรา ถึงวันนี้จึงได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าทางจิตใจของพิธีกรรมการทำขนมนี้ ว่าเป็นเครื่องปลูกสร้างและถักทอสายใยความรักความผูกพันในครอบครัวอย่างไร วันสงกรานต์ ครอบครัว (ซึ่งมีคุณย่าเป็นเสาหลักในยุคของผู้เขียน) และขนมเทียน จึงมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันด้วยประการฉะนี้

สูตรขนมเทียนยังเป็นสัญลักษณ์ของความมานะบากบั่นพากเพียรของคุณย่า ที่เป็นผู้พัฒนาสร้างเสริมปรุงแต่งสูตรนี้ขึ้นมา ตั้งแต่สมัยที่ท่านต้องลงแรงทำขนมขาย เพื่อส่งลูกๆ เรียนหนังสือ บ้านผู้เขียนเมื่อก่อน ทำธุรกิจตัดฟันชักลากและไล่ล่องไม้ซุงสักจากป่าแม่ยมไปยังปากน้ำโพ โดยเป็นผู้รับเหมาช่วงของบริษัทอีสต์เอเชียติคของเดนมาร์คที่เข้ามาทำป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่สุดในประเทศไทย อันเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 งานป่าไม้ของคุณปู่ก็มีอันต้องชะงักงันไป รายได้ที่เคยสม่ำเสมอก็หดหาย ทั้งที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูลูกถึง 7 คน ซึ่งอยู่ในวัยเรียนทั้งนั้น คุณย่า หญิงเหล็กของเราก็คิดแก้ไขสถานการณ์ด้วยการให้คุณปู่เอาช้างและคนงานที่มีอยู่มาทำไร่ฝ้าย เพราะมองการณ์ไกลว่า อีกไม่นานคนภาคกลางจะขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม หากเรามีฝ้ายที่ทอด้วยมือสต็อคไว้มากๆ ก็จะทำกำไรให้ได้อย่างงาม

ดังนั้นทุกวันคุณย่าต้องเดินทางด้วยเท้าไปกลับจากบ้านถึงไร่ฝ้าย วันละถึง16 กิโลเมตรเพื่อไปคุมการแผ้วถางและเตรียมดิน คุณย่าไม่ยอมค้างคืนที่ไร่เพราะเกรงจะขาดรายได้ประจำวันจากการขายขนม ซึ่งท่านต้องตื่นขึ้นมาควบคุมการทำขนมตั้งแต่ตี 3 ถึงตี 4 เมื่อขนมเสร็จก็พอดีสว่าง ท่านก็จะให้พวกคนงานแบกใส่ถาดเอาไปเร่ขาย พอได้เวลาก็ออกเดินทางไปไร่ ซึ่งตัวท่านต้องคุมคนงานในทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก ไปจนถึงการนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูป นั่นคือ การเก็บฝ้าย หีบฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอฝ้าย ทั้งยังต้องเอาฝ้ายที่กรอแล้วไปทอจนออกมาเป็นผืนผ้าอันละเอียดปราณีต ท่านต้องคุมคนงานทอผ้าตลอดทั้งวัน แล้วพอตกดึกก็ต้องลุกขึ้นมาทำขนมขายอีก ทำอยู่อย่างนี้จนสงครามสงบ และสามารถส่งเสียลูกๆ ให้ได้รับการศึกษาที่ดีจนตลอดรอดฝั่ง

ขนมเทียนแสนอร่อยนี้ก็เลยเป็นเครื่องเตือนใจผู้เขียนถึงความวิริยะอุตสาหะ ความเมตตาและความเสียสละที่คุณย่ามีต่อพวกเราลูกหลาน หากไม่มีคุณย่าที่สู้อุตส่าห์ทำขนมขายในวันนั้น ก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้ และก็คงไม่มีสูตรขนมที่ผู้เขียนเอามาเล่าสู่กันฟังเพื่อความสุนทรีย์ทั้งทางใจและทางลิ้นไว้ ณ ที่นี้ อย่างแน่นอน

วันนี้คุณแม่ของผู้เขียนไปเก็บดอกไม้ที่ผู้เขียนปลูกไว้ในสวนมาให้ พลางบอกว่า “ดูสิ…กลิ่นมันสุดๆ ไปเลยนะ เวลามาอยู่รวมกันอย่างนี้” ในถาดนั้นมีดอกพุดซ้อน สายหยุด และกระดังงา ผู้เขียนหยิบขึ้นมาดมทีละอย่าง โดยหยุดที่กระดังงาและสายหยุดนานหน่อย เพราะเพิ่งจะเปรียบเทียบกลิ่นดอกไม้ 2 ชนิดลงในบทความก่อนหน้านี้ไป แต่ก็ยังคาใจอยู่ไม่หาย ว่าตัวเองเขียนบรรยายกลิ่นดอกไม้ทั้งสองถูกตรงกับความเป็นจริงหรือยัง จึงไปเอากระดาษปากกามาเขียนความรู้สึกลงไปเดี๋ยวนั้นเลย ว่ากลิ่นของมันแตกต่างกันอย่างไรแน่

ภาพผีเสื้อและดอกไม้ โดย Debbie Arnold จาก www.fineartamerica.com

สำหรับกระดังงานั้นได้เขียนลงไปว่า “หอมแบบผู้หญิง (feminine) กลิ่นแบบดอกไม้ (floral) อบอุ่น (warm) เย้ายวน (narcotic) และละมุน (soft) กว่าสายหยุด” ส่วนสายหยุดนั้นมีกลิ่นออกเปรี้ยวแบบผลไม้ (fuity) สดชื่น (fresh) แหลม (sharp) กว่ากระดังงา ลักษณะกลิ่นซาบซ่านคล้ายตะไคร้หอม (citronella) อยู่นิดๆ เหมือนกัน แม้จะไม่เข้มข้นรุนแรงเท่า เพราะมีความหวานแบบกลิ่นดอกไม้เจือปนอยู่ด้วย

ทั้งหมดนี้เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะอยากจะขุดค้นว่า ทำไมคนเราจึงมีคำบรรยายหรือพรรณนากลิ่นที่เราเก็บบันทึกไว้ในสมองน้อยนัก เวลาเราดมกลิ่นอะไรๆ จึงยากนักที่จะหาคำคุณศัพท์ หรือ adjective มาใช้อธิบายความรู้สึกของเราได้อย่างละเอียดลึกซึ้งพิสดาร และต้องตรงกับความรู้สึกจริงๆ เวลาผู้เขียนสัมภาษณ์คนรู้จัก เพื่อน หรือคนในครอบครัว ว่ารู้สึกอย่างไรกับกลิ่นต่างๆ ที่ผู้เขียนเอาให้พวกเขาดม ส่วนใหญ่ก็บอกได้แต่ว่ามันหอมหรือเหม็น ถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือว่าเฉยๆ แต่อธิบายลงลึกในรายละเอียดไม่ค่อยได้ว่าที่หอมนั้นมันหอมยังไง คงจะเหมือนกับที่ คาลิล ยิบราน มหากวีชาวอาหรับเคยกล่าวไว้ทำนองว่า ความรู้สึกเบื้องลึกในหัวใจนั้น ยากจะเอามาขังไว้ในกรงแห่งคำพูด

น้ำหอม Jardin de Bagatelle จาก Guerlain จาก www.parfumdepub.net

การรับรู้กลิ่นนั้นเป็นเรื่อง instinctive และ primitive จริงๆ ในความรู้สึกของผู้เขียน หลายครั้งที่เราสูดกลิ่นอายบางอย่างเข้าไป  แล้วเกิดความประทับใจหรือตรึงใจจนไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ถูก ผู้เขียนเขียนบล็อกนี้มาร่วม 2 ปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะหาคำคุณศัพท์ภาษาไทยที่ไพเราะสละสลวย มาอธิบายกลิ่นของสิ่งต่างๆ โดยพยายามที่จะสื่อความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจนในเวลาเดียวกันด้วยว่า ผลิตผลจากธรรมชาติแต่ละชนิดนั้นมันมีลักษณะกลิ่นอย่างไร และจะแยกความแตกต่างหรือความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลิ่นได้อย่างไร เพราะผู้เขียนไม่อยากจะพูดซ้ำๆ แต่ว่า หอม หอมฟุ้ง หอมขจรขจาย หอมระรื่น หอมตลบอบอวล ฯลฯ อย่างที่ผู้อ่านคงจะพบอยู่หลายๆ จุดในบทความบนบล็อกนี้ เนื่องจากคำขยายความเหล่านี้ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลพิเศษหรือลึกซึ้งอะไรมากไปกว่าการเน้นย้ำว่าหอมมากเท่านั้นเอง

แต่อนิจจา…ถึงตอนนี้ผู้เขียนก็ยังไม่เชี่ยวชาญในการขุดค้นเอาคำศัพท์ที่บันทึกไว้ในคลังสมองมาบรรยายกลิ่นของสิ่งต่างๆ ได้อย่างฉับพลัน ยังต้องใช้เวลาเสาะแสวงหาและคิดกรองอยู่นาน ซึ่งเป็นอาการที่ผู้เขียนอยากจะเรียกว่า ‘สมองตามไม่ทันหัวใจ’ ผู้เขียนไปเปิดอ่านวรรณคดีไทยต่างๆ ที่กวีท่านร้อยเรียงคำพรรณนากลิ่นของมวลพฤกษาต่างๆ ในบทชมดง ก็พบแต่ลูกเล่นทางภาษา ซึ่งก็คือการใช้คำหลากหลายหรือเปลี่ยนรูปแบบของคำไปต่างๆ นานา แต่คำทั้งหมดนั้นก็ไม่แคล้วสื่อถึงคำว่า “หอม” หรือ “หอมมาก” อยู่นั่นเอง มันก็ยังไม่บ่งบอกอีกแหละว่าที่หอมนั้นหอมยังไง หอมนวล หอมแหลม หอมหวาน หอมเปรี้ยว หอมอ่อน หอมฉุน หอมขื่น หรือหอมแปร่งปร่า แต่มันก็คงพิลึกน่าดูอีกนั่นแหละหากกวีท่านจะใส่คำวิเศษณ์ที่ผู้เขียนทะลึ่งคิดขึ้นนี้ลงไปในร้อยกรองของท่าน

ภาพจาก www.parfumdepub.net

เรื่องภาษาบรรยายกลิ่นนี้ผู้เขียนว่าฝรั่งเขาได้เปรียบมากกว่าเรา ดูเหมือนเขาจะมีคลังเก็บคำพวกนี้ไว้มาก แค่กับคำว่าหอมอย่างเดียวนั้น เขาสามารถอธิบายต่อไปได้ร้อยแปดว่าหอมอย่างไร เช่น crisp, fresh, uplifting, light, subtle, gentle, calm, round, mellow, soft, sweet, powdery, rich, heady, sour, tangy, tart, bitter, spicy, sharp, loud (บางคนถึงกับใช้คำว่า screaming หรือ high-pitched สำหรับกลิ่นที่สามารถน็อคคุณสลบไปได้ง่ายๆ)

มีหลายคำที่เป็นคุณศัพท์ซึ่งปกติมักใช้กับคำนามประเภทอื่น แต่เขาก็มีอิสระที่จะเอามาใช้บรรยายกลิ่นได้อย่างหน้าตาเฉย แถมได้อย่างไพเราะตรึงใจเสียด้วย เช่น deep, earthy, delicious, mouth-watering, succulent, luscious, smooth, creamy, buttery, sumptuous, cozy, enveloping, tender, exquisite, delicate, fragile, ethereal, poetic, romantic, dreamy, enchanting, alluring, sparkling, luminous, captivating, charming, pretty, lovely, girly, lighthearted, playful,  magical, haunting, intoxicating, mysterious, dark, sexy, sultry, luxurious, magnificent, demure, dainty, feminine, elegant, lady-like, pure, carefree, innocent, joyous, cool, aloof, quiet, tranquil, serene, intellectual, melancholic ฯลฯ

ผู้เขียนว่าถ้าเป็นภาษาไทยก็คงจะทะแม่งๆ เหมือนกันหากจะใช้คำว่า หอม “วิจิตร”, หอม “ละเอียดอ่อน”, หอม “ลึกซึ้ง” (หอมซึ้งน่าจะยังพอไหว), หอม “สุกสว่าง”, หอม “พร่างพราย”, หอม “มืดหม่น”, หอม “โอ่อ่า”, หอม “สงบเสงี่ยมเอียงอาย”, หอม “ซุกซน”, หอม “แบบกุลสตรี”, หอม “พิสุทธิ์”, หอม “ไร้เดียงสา”, หอม “โดดเดี่ยว”, หอม ‘สงบเยือกเย็น’, หอม “ทรงสติปัญญา” หรือ หอม “อาดูร”!

จึงไม่แปลกใจเลยที่เวลาอ่าน review น้ำหอมของพวกฝรั่งเขา ผู้เขียนจะรู้สึกสนุกสนานมาก  เพราะเขาช่างเปรียบเทียบและสรรคำมาใช้ได้อย่างละเอียดพิสดาร อีกทั้งมักจะมี flashback หรือภาพความทรงจำในอดีตมาประกอบการบรรยายด้วย ปลุกเร้าจินตนาการได้ดีจริงๆ ต่างจาก review น้ำหอมของคนไทยซึ่งดูจะไม่ผาดแผลงพิสดารถึงขนาดนั้น ซึ่งก็เป็นไปในทำนองเดียวกับที่ผู้เขียนอ่านพบในวรรณคดีต่างๆ อย่างที่อธิบายไปข้างต้นแล้ว

น้ำหอม Chant d’ Aromes ของ Guerlain และ Vent Vert ของ Pierre Balmain เป็นหนึ่งในหลายๆ กลิ่นที่เลิกผลิตไปแล้ว แต่แฟนน้ำหอมสมัยนี้ยังพยายามตามหา เพื่อหวนนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ภาพจาก www.parfumdepub.net

ผู้เขียนว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะฝรั่งเขาหมกมุ่นกับกลิ่นมากกว่าคนไทย perfumery นั้นเป็นศาสตร์และศิลป์สาขาหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก ขณะที่บ้านเรานั้นความสนใจเรื่องนี้จริงๆ จังๆ ยังอยู่ในคนกลุ่มน้อย ผู้เขียนสังเกตว่าสาวไทยบางพวกมักซื้อน้ำหอมเพราะติดแบรนด์ คือเชิดชูว่าเป็บแบรนด์หรูอย่าง Dior, Chanel, Guerlain, Yves Saint Laurent หรือ Nina Ricci แต่ถ้าถามว่ารู้จักกลิ่นน้ำหอมของแบรนด์เหล่านี้ลึกซึ้งแค่ไหน ส่วนมากก็จะรู้จักแต่กลิ่นที่ออกมาใหม่ๆ และเป็นแฟชั่นที่นิยมกันอยู่ในขณะนั้น ส่วนกลิ่นที่เหล่าคอน้ำหอมยกย่องว่า สร้างสรรค์ออกมาได้ดีมีคุณภาพนั้น คนส่วนมากมักไม่รู้จัก เพราะบางกลิ่นก็เลิกผลิตไปแล้ว จะหาซื้อได้ก็ตามเว็บไซต์น้ำหอมของเมืองนอก บางทีถึงขนาดต้องไปประมูลเอาใน Ebay ด้วยราคาสูงมาก หรือไปขอแลกตัวอย่างน้ำหอมกับเพื่อนฝรั่งเอาอย่างที่ผู้เขียนทำอยู่บ่อยๆ  คนไทยก็เลยไม่สนใจหรือกระตือรือร้นที่จะทดลองกลิ่นแปลกๆ หรือหายากพวกนี้สักเท่าไหร่ เพราะต้องใช้ความพยายามมากเกินไป คิดว่าคงไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเสียไป สู้ซื้อน้ำหอมที่มีขายอยู่ในท้องตลาดเวลานี้เอาจะง่ายและสะดวกกว่า

เรื่องนี้ผู้เขียนว่าหากซื้อเพราะชอบกลิ่นจริงๆ ก็ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่ามีหลายคนซื้อเพราะเป็นแบรนด์ที่คนทั่วไปรับรู้กันว่า ‘หรู’ หรือ ‘เป็นของนอก’ ซึ่งก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะน้ำหอมนั้นมันมีค่าอยู่ในตัวของมันเอง หากจะตัดสินก็ควรตัดสินที่ตัวของมัน ไม่ใช่เปลือกนอกที่หุ้มห่อมันไว้ Chanel, Dior หรือ Guerlain บางกลิ่นจึงอาจจะไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยก็ได้ (แบบที่ผู้เขียนชอบค่อนขอดอยู่ในใจบ่อยๆ ว่า ‘เหลาเหย่’) ไม่ใช่ว่ามันเป็นแบรนด์หรูแล้วจะปรุงแต่งออกมาได้ดีหรือตรงใจเราเสมอไป

CB I Hate Perfume เป็นแบรนด์น้ำหอมประเภท niche ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์แบบนอกกรอบ ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ทั้งสนุกสนานและเน้นความเป็นปัจเจก ทุกกลิ่นล้วนมีเรื่องราวอยู่ในตัวของมันเองและเป็นการบันทึกความทรงจำของนักผสมน้ำหอมที่ปรุงกลิ่นเหล่านี้ขึ้นมา

อาจมีคนคิดว่า การที่คนไทยไม่หลงใหลหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ก็ดีอยู่แล้ว ผู้เขียนเองก็เห็นดีด้วย แต่ก็คิดว่าความกระตือรือร้นในการทดลองอะไรใหม่ๆ สนใจแนวคิดใหม่ๆ กระทั่งสามารถสร้างรสนิยมที่เป็นตัวของตัวเองนั้นเป็นทัศนคติสำคัญในการพัฒนาชาติเหมือนกัน อย่าลืมว่าชาติจะขับเคลื่อนไปได้นั้น ความรุ่งเรืองทางอารยธรรมก็เป็นของจำเป็น การมองหาส่วนดีหรือความเก่งของฝรั่ง แล้วเอามาพัฒนาของเราให้ดียิ่งขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือ สิ่งที่ผู้เขียนว่าฝรั่งเก่งมากก็คือ ความคิดสร้างสรรค์แบบนอกกรอบและcutting-edge เขาต้องแข่งขันกันมากในเรื่องนี้ เพราะผู้บริโภคของเขามีความเรียกร้องต้องการสูง และมีรสนิยมเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมากอย่างที่ผู้เขียนได้พูดถึงไปแล้ว ซึ่งมันก็พลอยทำให้สินค้าของเขาต้องมีคุณภาพหรือมีความน่าสนใจสูงตามไปด้วย ผู้เขียนว่าถ้าเราให้ความสนใจศึกษาผลิตผลจากความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกรสนิยมเราไปเสียทั้งหมดก็ตาม ก็เป็นเครื่องยกระดับสติปัญญาได้ทางหนึ่งเหมือนกัน

การรักษาของเก่านั้นเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะเป็นการคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน แต่หากเราสามารถใช้ของเก่าที่เรามีอยู่มาเป็นพื้นฐาน แล้วคิดแตกยอดออกไปได้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่เข้ามาประกอบด้วยแทนที่จะยึดติดกับแบบแผนเดิมอย่างตายตัว นั่นต่างหากที่จะทำให้เราสามารถสร้างความรุ่งเรืองทางอารยธรรมขึ้นมาได้ ซึ่งเท่ากับการสร้างชาติให้เจริญมั่นคง

บางครั้งผู้เขียนก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ความพยายามจะ ‘ดักจับ’ เอาความรู้สึกที่เป็นนามธรรม ซึ่งหลุดลอยหายไปได้ในพริบตาราวหมอกควัน แล้วพยายามหน่วงรั้งมันไว้ในแบบที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้อย่างเช่นภาษา เป็นความพยายามที่ไร้สาระไหมหนอ เพราะความรู้สึกหรือความตระหนักรู้อย่างฉับพลันทันทีถึงความงามของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น มันน่าจะเป็น first hand experience คือเป็นประสบการณ์ของใครของมันมากกว่า สรุปแล้วมันเป็นเรื่องยากที่จะบอกเล่าให้ใครมา appreciate อะไรในแบบเดียวกับเราได้ ตราบเท่าที่เขาไม่ได้สัมผัสกับของจริงด้วยตัวเขาเอง และเมื่อเขาได้ทดลองของจริงแล้ว กลิ่นหนึ่งที่เราอธิบายว่าหอมอย่างนั้นอย่างนี้ เขาอาจจะรู้สึกเฉยๆ หรือคิดในด้านลบไปเลยก็ได้

ชวนให้กังขาอยู่เหมือนกันว่าไอ้การเขียน review กลิ่นน้ำหอมต่างๆ ที่ฝรั่งและคนไทยบางกลุ่มก็ชอบทำกันนั้น มันตอบสนองความต้องการคนอ่านที่อยากได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อน้ำหอมราคาแพงสักขวดได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมีบท review จำนวนมากที่ผู้เขียนอ่านแล้วอด ‘ฝัน’ ตามไปด้วยไม่ได้ แต่เมื่อได้สัมผัสของจริงแล้วก็พบว่าเป็นอะไรที่ห่างไกลความฝันนั้นมากมายนัก พูดง่ายๆ ก็คือบท review นั้นไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่าการอ่านวรรณกรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง จึงเดาเอาว่าการเขียน review ส่วนมากก็คือการตอบสนองความอยากจะบอกเล่าหรือแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ของตัวเองให้คนอื่นฟัง และมีคนจำนวนมากซึ่งรวมทั้งผู้เขียนด้วยที่ชอบเข้าไปอ่านด้วยความ ‘สุนทรีย์’ ในหัวใจ โดยเลิกแคร์ไปแล้วว่าจะต้องเอาความเห็นเหล่านั้นมาประกอบการตัดสินใจซื้ออะไร เพราะไม่มีใครทำให้ผู้เขียนเชื่อได้ตราบเท่าที่ไม่ได้ลองน้ำหอมกลิ่นนั้นด้วยตัวเอง

น้ำหอมรุ่นวินเทจกลิ่นดอกไม้แสนหวาน Quelque Fleurs ของ Houbigant และ Dilys ของ Laura Ashley ภาพจาก www.parfumdepub.net

พูดไปแล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้อ่านล่ะ…เชื่อผู้เขียนหรือเปล่าเวลาเข้ามาอ่านบทพรรณนากลิ่นหอมขจรขจายของดอกไม้สารพัดสารพันในบล็อกนี้ ผู้เขียนก็เพียงอยากจะบอกว่า ไม่ได้คาดหวังให้ใครเชื่อเหมือนกัน เพราะทั้งหมดเป็นอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนเองเมื่อสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น เป็นการทดลองหรือเล่นสนุกกับความพยายามดักจับเอาความรู้สึกที่เป็นนามธรรมมาทำให้มันเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง ก็หวังเพียงว่าผู้อ่านจะอ่านด้วยความ ‘สุนทรีย์’ ในหัวใจเหมือนกัน

หน้าต่อไป

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.