ภาษารักเชิงสร้างสรรค์แบบสุนทราภรณ์
ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ของผู้เขียนเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์อย่างเหนียวแน่นมานานแล้ว ผู้เขียนเลยมีโอกาสได้ซึมซับเอาท่วงทำนองอันละเมียดละมุน ฟังสบายรื่นหู และคำร้องที่ไพเราะสละสลวยของเพลงรักพวกนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นแล้วหันไปนิยมเพลงไทยสากลสมัยใหม่และเพลงฝรั่งทั้งหลาย ก็ทำให้ลืมๆ ความทรงจำอันสวยงามเกี่ยวกับเพลงสุนทราภรณ์ไปเสียสนิท จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้โอกาสไปคุ้ยตลับเทปและซีดีเก่าๆ ของแม่ขึ้นมาเปิดฟังใหม่ แถมไม่นานมานี้มีรายการหนึ่งทางช่องยูบีซีซึ่งนำเพลงลูกกรุงเก่าๆ และเพลงสุนทราภรณ์มาเปิด ก็เลยทำให้เกิดอาการลูกกรุงและสุนทราภรณ์ฟีเวอร์ขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพ “Hidden flame of love” โดย Sayantani Das ที่มาภาพ : www.great-inspirational-quotes.com
กลับมาฟังเพลงสุนทราภรณ์คราวนี้ ผู้เขียนเลยได้โอกาสตั้งอกตั้งใจฟังทั้งท่วงทำนองและภาษาอันงดงาม ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างละเมียด ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา ตัดพ้อต่อว่า ด้วยชั้นเชิงการพรรณนา ที่ใช้การอุปมา อุปลักษณ์ สัทพจน์ อติพจน์ ฯลฯ อีกทั้งสัมผัสนอกสัมผัสในแพรวพราว สะท้อนมุมมองต่อความรัก ที่ในหลายๆ เพลง มีทั้งความนุ่มนวล ลุ่มลึก และแฝงด้วย “ธรรมะ” คือความเข้าใจโลกและชีวิต นำไปสู่ความเข้าใจธรรมชาติของความรัก
“…ความรักมีพลานุภาพ ดื่มซึ้งซึมซาบตราบเท่าชีวิตเรานั่น
ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟมิให้มีควัน ห้ามอาทิตย์ห้ามดวงจันทร์
หยุดแค่นั้นค่อยห้ามดวงใจ
คนจะรักจริง ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยั่วกัน
จะขัดขวางกางกั้น ยิ่งเหมือนน้ำมันไปราดกองไฟ
ดังฉันรักคุณ คอยครุ่นห้ามปรามหัวใจ
ห้ามความรักหักอาลัย ห้ามไม่ไหวเลยคุณ…”
(เพลงคนจะรักกัน คำร้อง,ทำนอง : พยงค์ มุกดา)
หรือ
“โอ…ความรักเราเหมือนว่าว
ว่าวลอยหาญห้าว ดั่งคราวที่รักเกลือกกลั้ว
ไม่ดูดีหรือชั่ว ใจมืดมัวเพราะรักพันพัวติดตรา
แม้ใครคะนองลองเล่น
อวดดีถือเด่น จะเป็นเหมือนเช่นจุฬา
ลุ่มหลงเริงใจ หลงเข้าบ่วงไป ก็ควรให้สมน้ำหน้า
ช้ำในอุรา ต้องกินน้ำตาร่ำไป
แม้คนทะนงเองเล่า
จัดเจนเสียเปล่า ก็ยังโง่เขลาไปได้
พูดมาจริงหรือไม่ ใครต่อใครช้ำใจตายไปมากครัน
ขอจงคะนึงดูบ้าง
เล่ห์เหลี่ยมหลายอย่าง ต้องตรองทุกทางให้ทัน
ว่าวเหลิงเริงลม หลงต้องป่านคม ขาดลอยหล่นผล็อยไปนั่น
รักเราเช่นกัน หมั่นคอยระวังเถิดเอย”
(เพลงเย็นลมว่าว คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)

ที่มาภาพ : www.imranmirza.in
ที่สำคัญคือต้องรู้จักการปล่อยวาง ด้วยความเข้าใจว่าความรักก็เป็นสภาวะที่ไม่จีรัง ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงคือมีเกิดก็มีดับไปเป็นธรรมดา ความรักหรือความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคนที่ต่างก็มีภูมิหลัง ทัศนคติ การใช้ชีวิต และความต้องการแตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งย่อมไม่สามารถควบคุมให้อีกฝ่ายเป็นได้ดั่งใจตนทุกอย่าง ความผิดหวังจึงเป็นเรื่องปกติในหลายๆ ความรักและความสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเข้าใจและทำใจยอมรับความจริงข้อนี้ได้มากน้อยแค่ไหน
“ตัดสวาทขาดกันหรือไร สิ่งใหม่ๆ จูงใจชักพา ถึงลืมเก่าเคยสัญญาร้างไกล
ตัดสวาทขาดกันหรือเรา สิ่งเก่าๆ มองดูเหงาใจ นับวันจะโรยร้างไป ไม่ได้ความ
สุดแสนจะแค้นใจ เห็นคนใหม่งาม พบคนเก่าว่าทราม ไร้งามเสื่อมเสีย
ตัดสวาทขาดกันหรือใจ เก่ากับใหม่ อะไรไหนดี ร้างเราเก่าไปเพราะมีที่ใหม่เอย”
(เพลงตัดสวาท คำร้อง “ธาตรี” ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน)
และ
“กังหันต้องลมหมุนวน ไม่รู้กี่หนต่อวัน
แต่ใจคนหมุนเวียนผัน ไม่รู้ว่าวันละกี่หน
นี่แหละน้ำใจ เชื่อแน่อะไรกับน้ำใจคน
วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็สดก็ชื่น
พรุ่งนี้รักอาจเป็นอื่น คู่ชื่นก็กลับชอกช้ำ
วันนี้ยังรักกันอยู่ ทั้งคู่ก็ชื่นก็ฉ่ำ
พรุ่งนี้ชื่นกลับเป็นช้ำ ทำให้ระกำหัวใจ
(เพลงกังหันต้องลม คำร้อง : จินต์ วัฒนปฤต ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน)
หรือ
“…รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรจน์
ความรักเช่นนั้นใหโทษ
จะไปโกรธโทษรักไม่ได้
ไม่ใช่บุพเพสันนิวาสแน่ไซร้
รักจึงได้แรมรา”
(เพลงบุพเพสันนิวาส คำร้อง สุรัฐ พุกกะเวส ทำนอง เวส สุนทรจามร)
ฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งเหลือเกินในอัจฉริยภาพของนักประพันธ์ และวุฒิภาวะของคนหนุ่มสาวสมัยนั้น ชวนให้คิดว่าทัศนคติเช่นนี้เป็นผลมาจากอะไร? อาจจะเป็นเพราะการศึกษาอบรม การเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรม สภาพชีวิตในสมัยนั้นที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าปัจจุบัน หรือจะเป็นเพราะความผูกพันแน่นแฟ้นใน ครอบครัวใหญ่ ที่ทำให้คนหนุ่มสาวยังใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ชีวิต จึงได้รับการถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับความรักอันลุ่มลึกเช่นนี้
ช่างต่างกับท่วงทำนองและคำร้องของเพลงสมัยนี้ ที่หลายๆ เพลงฟังแล้วทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เกิดอาการตึงเครียดและเหนื่อยล้าหัวใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เมื่อได้ยินคำร้องประเภท..
“…ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป
ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ
ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ
เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มีอีกแล้ว กับเธอ
ไม่มีเหลือสักอย่าง…อยากตาย”
(เพลงแทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจ – อ๊อฟ ปองศักดิ์ คำร้อง : สีฟ้า ทำนอง : ปธัย วิจิตรเวชการ)

ภาพ “Broken Heart” by Bruce Combs - REACH BEYOND ที่มาภาพ : www.fineartamerica.com
หรือ
“ฉันหวง ฉันมาทวงของฉันคืน ฉันไม่เคยแย่งของคนอื่น
ผู้หญิงเจ้าชู้เมื่อรู้อย่าฝืน ช่วยอายสักหน่อยไหม
ไม่เคยหยาบคายอย่างนี้ แต่มันไม่มีวิธีใด
เนื้อคนอื่นวางไว้ แอบคาบมันตัวอะไร…ไปคิดเอง
(เพลงหวง – ปาน ธนพร คำร้อง : สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา ทำนอง : นิพันธ์ ช่วยสงเคราะห์
ฟังแล้วชวนให้คิดว่าความรักนี่มันช่างเป็นพิษภัยต่อจิตใจอะไรถึงขนาดนี้หนอ เหมือนดังคำพระว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” แต่หลายๆ คนก็ยังเวียนว่ายดำดิ่งอยู่ในกองทุกข์นี้ อยากครอบครองเป็นเจ้าของในสิ่งที่แท้จริงแล้วไม่อาจถือเอาได้ แถมรู้สึก ‘เอร็ดอร่อย’ กับการ ‘บริโภค’ เพลงที่ถ่ายทอดอารมณ์รุนแรง ประชดประชัน เจ็บช้ำ กัดกินใจ จนฟังไปฟังมาแล้วพลอยจะทำให้เกิดมุมมองด้านลบต่อความรักไปเลย ก็น่าแปลกที่เพลงซึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตใจหรือให้การเรียนรู้ทางสังคมอย่างหนึ่ง กลับไม่ช่วยเตือนสติคนให้มีมุมมองที่เหมาะสมเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์เอาเสียเลย
แม้กระทั่งคำบอกรักประเภท..
“…ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที ไม่ว่ายังไงจะลองดีสักวัน
อยากรักก็ต้องเสี่ยง ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน
ลำบากลำบนไม่สนใจ ตะเกียกตะกายสักเพียงใด ก็ดีกว่าปล่อยเธอไปจากฉัน
ตกหลุมรักจริงๆ เพราะรักจริงๆ เธอคงไม่ว่ากัน …”
(เพลงเล่นของสูง – BigAss คำร้อง : ขจรเดช พรมรักษา ทำนอง : พูนศักดิ์ จตุระบุล)
“…ฉันไม่ได้อยากเลว ไม่อยากทำอย่างนี้
มันผิดจริงๆ ก็พอรู้ตัวดี ก็ได้แต่โทษทีที่ฉันทำไป
ฉันไม่ได้อยากเลว แต่หยุดใจไม่ไหว
ก็ผิดจริงๆ อย่างนี้สมควรตาย
แต่จะให้ทำไง เมื่อทั้งหัวใจรักเธอ
คิดจะไปเป็นที่สาม มันก็สมควรต้องโดนสักที…”
(เพลงข้าน้อยสมควรตาย – BigAss)
ฟังแล้วร้อนอกร้อนใจพิลึก แล้วลองเปรียบเทียบกับ
“รักฉันเพียงสักนิดนึง รักฉันสักครึ่งหัวใจ
แม้เธอยังไม่รักใคร ขอหัวใจเธอไว้อาศัยสักที
รักฉันเพียงสักนิดเดียว รักฉันเพียงเสี้ยวธุลี
รักเธอเออถ้าฉันมี ถามฉันสิ เดือนโน้นดาวนี้ของใคร
อ๋อฟ้าหล้าโลกของฉัน สรวงสรรค์อันลอยรอคอยก็ใช่
มีเธอเกร่อกรีดกรายไป จิตใจสว่างไสววาบหวาม
รักฉันเพียงสักฤดู รักฉันสักครู่หรือยาม
ฉันคงมองโลกสวยงาม ฝันเคลิ้มตามอร้าอร่ามอารมณ์”
(เพลงรักฉันสักครึ่งหัวใจ ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน)
หรือ
“ปลูกรัก อุตส่าห์พิทักษ์รักษาไว้
ชื่นช่อชูใบ ปลูกรักไว้หมายดอมดม
พรวนดินรดน้ำเช้าค่ำพร่ำชม
แดดลมมิให้พัดส่องดอกใบ
ฉันถนอมออมไว้ ชื่นชู้ชูใจมิได้หมางเมิน…
…ซ่อนรัก เจ็บปวดใจนักนะรักเอย
อ้อมกอดพี่เคยได้ชมเชยทุกคืนวัน
ไม่เห็นหัวใจว่าใจผูกพัน ไม่สงสารฉันหรือไรแก้วตา
รักเอยจงกลับมา อย่าร้างแรมรา ฉันยังหวังครอง”
(เพลงปลูกรัก คำร้อง : คำร้อง : สมศักดิ์ เทพานนท์ ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน)
ถ้าให้หนุ่มสองประเภทนี้ไปร้องเพลงบอกรักสาว ผู้เขียนว่าโอกาสที่สาวผู้มีสติและวิจารณญาณครบถ้วนสมบูรณ์จะตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงชนิดเอาจริงเอาจังกับหนุ่มประเภทหลังนี่น่าจะมีมากกว่าประเภทแรก เว้นก็แต่สาวที่มีรสนิยมประเภท self-destruction คือชอบหนุ่มแบดบอยระห่ำแตก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้เกิดอาการน้ำตาเช็ดหัวเข่าได้ในระยะยาว เพราะอาจต้องรองรับอารมณ์รุนแรงขึ้นๆ ลงๆ ของพ่อเจ้าประคุณ หรือไม่ก็อาการหึงหวงจนทำให้เลือดตกยางออกชนิดที่มักตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่บ่อยๆ ในสมัยนี้
ผู้เขียนคงแก่เกินไปเสียแล้วกระมัง จึงมักรู้สึกปวดหัว-ปวดหูทุกทีเวลาฟังเพลง ‘วัยรุ่น’ พวกนี้บางเพลงเข้า แต่อาการอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีการยืนยันจากทางวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย เพราะเสียงคือการสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกนั้นส่งผลต่อการทำงานของสมองคนเราโดยตรง นั่นคือหากคลื่นเสียงที่ส่งมานั้นมีลักษณะอย่างไร ก็จะไปมีผลในการปรับแต่งคลื่นสมองของเราให้เร็วขึ้นหรือช้าลงตามคลื่นเสียงนั้นด้วย อย่างที่เรามักเห็นว่าบางจังหวะหรือท่วงทำนองทำให้เรารู้สึกคึกคัก ตื่นตัว บางอย่างทำให้ถึงขั้นตึงเครียดหรือหายใจไม่ทั่วท้อง ขณะที่บางท่วงทำนองทำให้เราผ่อนคลายสบายอารมณ์ คลื่นเสียงที่ถี่เร็วอันเป็นผลมาจากท่วงทำนองและคำร้องที่เข้มข้น รุนแรง เร้าอารมณ์ ก็สามารถทำให้คลื่นสมองของเราถี่เร็วจนถึงระดับที่บ่งบอกถึงอาการเครียดเอาได้เหมือนกัน
นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อมาซารุ เอโมโตะ ได้ทำการทดลองพบว่า คลื่นความคิดและพลังงานที่ส่งออกมาจากตัวมนุษย์และสิ่งอื่นๆ ในสภาพแวดล้อม รวมถึงการใช้ถ้อยคำในภาษาต่างๆ และเสียงดนตรีหลากหลายประเภท ล้วนส่งผลอย่างน่าอัศจรรย์ต่อโครงสร้างทางโมเลกุลของน้ำ เขาทำการแช่แข็งหยดน้ำซึ่งได้จากที่ต่างๆ ทั่วโลกและสำรวจดูโครงสร้างโมเลกุลของหยดน้ำผ่านกล้องไมโครสโคปที่สามารถบันทึกภาพได้ ปรากฏว่าภาพถ่ายเหล่านั้นเผยให้เห็นรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่งของโมเลกุล อันเป็นผลจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบเข้ากับน้ำนั้น

โครงสร้างโมเลกุลน้ำจากบ่อน้ำพุธรรมชาติซันบุ-อิชิ ยุซุย (ซ้าย) เป็นผลึกแก้วใสรูปทรงงดงามเมื่อเทียบกับน้ำจากทะเลสาบบิวาโกะซึ่งปนเปื้อนด้วยมลพิษ (ขวา) ที่มาภาพ : www.life-enthusiast.com
โมเลกุลของน้ำซึ่งถูกนำไปวางไว้หน้าลำโพงที่เปิดเพลงคลาสสิคของเบโธเฟน เพลงสวดของธิเบต และเพลงเต้นรำพื้นบ้านของญี่ปุ่น ต่างมีลักษณะเป็นผลึกรูปหกเหลี่ยมคล้ายดอกไม้ที่ส่องประกายแพรวพราวงดงามราวกับคริสตัล ขณะที่โมเลกุลของน้ำซึ่งได้ ‘ฟัง’ เพลงเฮฟวี่เมทัล กลับแตกกระจายออกอย่างไร้ระเบียบ ดูไม่น่ามอง เช่นเดียวกับน้ำซึ่งทีมทดลองของเอโมโตะนำกระดาษที่พิมพ์คำว่า “ฉันเกลียดแก…ฉันจะฆ่าแก” หรือ “ไอ้โง่” ไปติดไว้บนขวด ก็จะเห็นว่ารูปแบบโมเลกุลที่ออกมาดูน่ากลัวมาก ขณะที่โมเลกุลของน้ำในขวดซึ่งติดข้อความว่า “ขอบคุณ” หรือ “รักและชื่นชม” กลับเรียงตัวเป็นระเบียบมีสมมาตรสวยงาม บ่งบอกว่าแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากการเขียนคำศัพท์ที่ไพเราะและมีความหมายเชิงบวกได้ส่งผลต่อไปถึงโมเลกุลของน้ำด้วย เอโมโตะเล่าว่าบางคนที่ได้อ่านผลงานวิจัยของเขาได้ทดลองนำน้ำที่เขียนติดไว้บนขวดว่า “รัก” และ “ชื่นชม” ไปรดต้นไม้หรือแช่ดอกไม้สด ก็ปรากฏว่าดอกไม้นั้นเบ่งบานอยู่ได้นานขึ้น เช่นเดียวกับต้นไม้ในสวนที่ดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม

โครงสร้างโมเลกุลน้ำในขวดที่ติดกระดาษซึ่งพิมพ์คำว่า “ขอบคุณ” และ “รักและชื่นชม” (ภาพ 1 และ 2 จากซ้าย) ดูสวยงามมากเมื่อเทียบกับน้ำในขวดที่ติดกระดาษซึ่งพิมพ์คำว่า “ฉันเกลียดแก...ฉันจะฆ่าแก” (ภาพที่ 2 จากขวา) และน้ำที่ได้ ‘ฟัง’ เพลงเฮฟวีเมทัล (ขวาสุด) ซึ่งแตกกระจายไร้ทิศทางดูน่ากลัว ที่มาภาพ : www.life-enthusiast.com
แล้วท่านผู้อ่านลองนึกถึงความจริงที่ว่า ในร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำถึงกว่า 70% หากเราสามารถทำให้โมเลกุลของน้ำในร่างกายเราแต่ละคนมีรูปร่างเป็นผลึกแก้วที่สวยงามแพรวพราย ด้วยการใช้วาจาและสรรพสำเนียงที่ไพเราะอ่อนหวานต่อกัน ดังภาษาพระท่านว่า “ปิยวาจา” นั้น สุขภาพร่างกายและจิตใจของพวกเราจะเปี่ยมด้วยความสมบูรณ์สักเพียงไหน
จึงไม่น่าแปลกที่เพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ส่วนใหญ่นั้นเป็นยาคลายเครียดชั้นดีสำหรับผู้เขียน ที่มักหยิบทั้งเวอร์ชั่นเก่าและใหม่มาเปิดฟังอยู่เสมอยามเกิดอาการตึงเครียดหรือปวดหัว เพราะช่วยผ่อนคลายอารมณ์และทำให้เกิดความสงบได้อย่างน่าประหลาด เนื่องจากจังหวะจะโคน ท่วงทำนอง และคำร้องที่สะท้อนความงดงามของภาษา การออกเสียงที่นุ่มนวลแต่ชัดเจน และประเด็นต่างๆ ที่เพลงเหล่านี้ถ่ายทอดออกมา ก็มิได้มีเฉพาะเรื่องความรักของหนุ่มสาวและอาการอกหักแทบสิ้นชีวาวายเหมือนเพลงวัยรุ่นสมัยนี้ แต่หลายๆ เพลงยังมีการถ่ายทอดความงามของธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร สิงสาราสัตว์ต่างๆ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของคน ทำให้ตระหนักว่า ความรักนั้นมิใช่มีแต่ความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวเท่านั้น แต่ยังมีความรักแบบอื่นๆ เช่นความรักในธรรมชาติหรือสรรพสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเรา ซึ่งก็เป็นบ่อเกิดของความสุข ความรื่นรมย์ใจได้เช่นเดียวกัน
ซ่อนกลิ่น…ซ่อนชู้
ได้ยินชื่อ “ซ่อนกลิ่น” แล้วก็ให้นึกถึงเสน่ห์ลึกล้ำของไม้ดอกชนิดนี้ ที่ซ่อนกลิ่นหอมเอาไว้อย่างมิดเม้นตลอดวัน กว่าจะค่อยเผยกลิ่นรัญจวนใจออกมาในยามราตรี เป็นกลิ่นที่มีผู้เคยเปรียบเปรยไว้อย่างสุดแสนอีโรติคว่า ชวนให้นึกถึงผิวกายอันรุ่มร้อนของหญิงสาว ยามถูกกอดกระหวัดรัดรึงโดยชายคนรัก ขึ้นชื่อว่าเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ปลุกเร้าแรงปรารถนาทางกามารมณ์ยิ่งกว่ามวลมาลีชนิดใดในโลก

(ซ้าย) www.candleco.co.uk, (ขวา) ภาพ Light Dream at Noon โดย Serge Marshennikov
ซ่อนกลิ่นเป็นชื่อเรียกดอกลาหรือชนิดกลีบชั้นเดียว ส่วนดอกซ้อนหรือชนิดกลีบสองชั้นนั้นคนไทยเรียกซ่อนชู้ อย่างที่กวีไทยเคยพรรณนาไว้ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนว่า “ซ่อนชู้ชูช่ออรชร เหมือนเราซ้อนเป็นชู้คู่แฉล้ม…” ดอกซ่อนกลิ่นและซ่อนชู้นี้มีคุณสมบัติพิเศษเช่นเดียวกับมะลิ คือเมื่อเด็ดออกจากต้นแล้ว แทนที่กลิ่นหอมจะจางหายไป กลับยิ่งเข้มข้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าดอกจะโรยไป ส่วนรูปลักษณ์นั้นก็สวยบอบบางด้วยกลีบสีขาวราวน้ำนม เจือสีชมพูอ่อนๆ ตรงปลายกลีบ ดูคล้ายผิวเนื้อนวลปลั่งของหญิงสาว
แต่แม้จะ ‘สวยทั้งรูป จูบก็หอม’ ชนิดที่ “…เหมือนกลิ่นแก้มโฉมยงเมื่อส่งตัว…” ขนาดนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีอคติต่อดอกซ่อนกลิ่นอยู่มาก จนกลายเป็นของต้องห้ามชนิดที่ไม่ควรนำไปมอบให้กันไม่ว่าในโอกาสใดทั้งสิ้น มิฉะนั้นอาจถูกเข้าใจว่าหมายจะสาปแช่งกันเอาเลยทีเดียว เพราะคนโบราณนิยมใช้ดอกซ่อนกลิ่นในพิธีศพ ว่ากันว่าเป็นเพราะกลิ่นหอมแรงช่วยกลบกลิ่นเหม็นคลุ้งของศพได้ดี จึงเกิดความเชื่อสืบต่อกันมาว่าเป็นไม้อวมงคล จำได้ว่าญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของผู้เขียนนั้นต่อต้านนักหนา เมื่อปรารภให้ฟังว่าอยากหาต้นซ่อนกลิ่นมาปลูกไว้ในบ้าน แสดงว่าแม้กาลเวลาล่วงเลยมานานเพียงใด ความคิดความเชื่อเก่าๆ บางอย่างก็ยังคงฝังในใจคนอย่างยากที่จะเปลี่ยนแปลง
แต่นอกจากจะมีชื่อเสียงว่าเป็นดอกไม้งานศพแล้ว คนไทยสมัยก่อนก็ยังใช้บูชาพระด้วยเช่นกัน เลยเดาเอาเองเล่นๆ ว่า คงเพราะเป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมแรงเช่นเดียวกับมะลิ จึงนิยมนำไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิที่ถือเป็นของสูง หรืออีกนัยหนึ่ง อาจเป็นการ ‘แก้เคล็ด’ คือนำไปบูชาพระเสีย แทนที่จะส่งเสริมค่านิยมการหลงใหลในกลิ่นอันเย้ายวน เพราะความหอมของซ่อนกลิ่นนั้น ‘อันตราย’ เสียจนมีเรื่องเล่าว่า พวกผู้ใหญ่ชาวอินเดียจะห้ามเด็กสาวแรกรุ่นเข้าไปใกล้ต้นซ่อนกลิ่นในยามวิกาล เพราะเชื่อว่ากลิ่นของมันจะพาให้อารมณ์เตลิดเปิดเปิง จนเกิดอาการใจแตกก่อนวัยอันควรเอาง่ายๆ ส่วนในไร่ดอกซ่อนกลิ่นนั้น ว่ากันว่าจะอนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้นเป็นคนเก็บดอก เพราะกลัวว่าถ้าใช้สาวๆ วัยขบเผาะ ก็อาจจะทำให้หนุ่มคนงานในไร่พากันหูอื้อตาลาย อารมณ์ปั่นป่วนเพราะหลงเสน่ห์สาวน้อยและกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ จนไม่เป็นอันทำการทำงาน
วัฒนธรรมอินเดียนั้นยกย่องความงามและความหอมของซ่อนกลิ่นกันอย่างแพร่หลาย ตรงข้ามกับไทยชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ชาวอินเดียตะวันออกเรียกซ่อนกลิ่นว่า “รัชนิคันธะ” มาจากคำว่า “รัชนี” แปลว่ากลางคืน และ “คันธ” ซึ่งหมายถึงกลิ่นหอม ส่วนทางภาคใต้ของอินเดียเรียกว่า “สุคนธราชา” หรือ ราชาแห่งกลิ่นหอม ในบางท้องที่ของอินเดียก็เรียกว่า “ชู้แห่งรัตติกาล” อีกด้วย จึงมักมีผู้นำไปสับสนกับดอกไม้อีกชนิดหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนในยามค่ำคืนเช่นเดียวกันอย่างดอก “ราตรี” ซึ่งคนไทยเราก็รู้จักกันดี
ตำราอายุรเวทของอินเดียถือว่าหัวน้ำมันดอกซ่อนกลิ่นมีค่ามาก เพราะเชื่อว่าให้กลิ่นหอมที่มีสรรพคุณเสริมสร้างพลังจิต สร้างแรงบันดาลใจทางศิลปะ กระตุ้นสมองซีกขวาที่ควบคุมความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลาย

(ซ้าย) ดอกซ่อนกลิ่นในตลาดที่กัลกัตตาจะขายดีมากในช่วงที่ชาวอินเดียนิยมจัดงานแต่งงาน โดยมักนำไปร้อยเป็นมาลัยคล้องคอคู่บ่าวสาวหรือทำมงกุฎดอกไม้สำหรับเจ้าสาว ที่มาภาพ : www.humanflowerproject.com, (ขวา) เจ้าสาวชาวอินเดียใช้ดอกซ่อนกลิ่นแซมผม ที่มาภาพ http://blog.michelleragoltd.com
ชาวอินเดียยังนิยมใช้ดอกซ่อนกลิ่นประดับตกแต่งสถานที่สำหรับงานวิวาห์อีกด้วย ว่ากันว่าในช่วงเดือนที่นิยมจัดงานกันนั้น ดอกซ่อนกลิ่นจะเป็นที่ต้องการอย่างมากและราคาก็พุ่งสูงตามไปด้วย แต่ปัจจุบันความนิยมจัดงานแต่งงานแบบสมัยใหม่ก็ทำให้ชาวภารตะหันไปใช้ดอกไม้สีสันสดใสเจิดจ้าอย่างกุหลาบ คาร์เนชั่น กล้วยไม้หรือเยอร์บีร่ามากขึ้น ความนิยมใช้ดอกซ่อนกลิ่นจึงลดลงไปด้วย
ค่านิยมเกี่ยวกับดอกซ่อนกลิ่นของชนชาติอื่นๆ ในโลกก็ไม่ต่างจากอินเดียนัก ชาวสิงคโปร์เรียกซ่อนกลิ่นว่า “ซินเซียว” แปลว่าที่สถิตของผีเสื้อกลางคืน ส่วนชาวอินโดนีเซียเรียกว่า “บุหงาซดัปมาลัม” หมายถึงดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมยามค่ำคืน สวรรค์เมืองร้อนอีกแห่งของโลกอย่างเกาะฮาวายนั้นนิยมใช้ดอกซ่อนกลิ่นร้อยเป็นมาลัยสำหรับใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ชาวฮาวายโบราณจัดพิธีแต่งงานก็ต้องให้เจ้าสาวสวมมงกุฎดอกซ่อนกลิ่นและมะลิ ซึ่งประเพณีดังกล่าวก็ยังสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้ ซ่อนกลิ่นจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติกและเสน่ห์ทางเพศของหญิงสาว
เรื่องอาถรรพ์ของซ่อนกลิ่นนั้นหากจะมีกล่าวถึงอยู่บ้างก็คงเป็นที่มาเลเซีย ซึ่งเรียกไม้หอมชนิดนี้ว่า “บุหงาซุนดัลมาลัม” มีความหมายทำนองเดียวกับชื่อที่เรียกในประเทศอื่นๆ ผู้เขียนนั้นไม่ได้มีความรู้เรื่องภาษามลายูอะไรนัก จึงอดขำไม่ได้เมื่อเห็นชาวมาเลย์คนหนึ่งมาโพสต์ความหมายของคำนี้ไว้ในเว็บไซต์ว่า ‘whore of the night’ เลยจะขอแปลให้ฟังรื่นหูหน่อยว่า ‘ชู้แห่งรัตติกาล’ ก็แล้วกัน ไม่นานมานี้มีหนังสยองขวัญของมาเลเซียชื่อว่า “ปุนตียานะก์ ฮารุม ซุนดัลมาลัม” ปุนตียานะก์นี้เป็นผีในตำนานพื้นบ้านของมาเลเซีย เป็นหญิงสาวที่ตายขณะคลอดลูกแล้วกลายเป็นผีดิบ คนในแถบหมู่เกาะมลายูอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ต่างรู้จักกันดี ทำนองเดียวกับแดร็กคูล่าของฝรั่งหรือแม่นาคของไทยเรา หนังเรื่องนี้เล่าถึงผีดิบสาวที่ออกไล่ล่าเอาชีวิตคนที่เคยทำร้ายเธอด้วยแรงอาฆาตแค้น ผีสาวหลงใหลดอกซ่อนกลิ่นมากที่สุด จึงให้ชื่อหนังว่า ฮารุม ซุนดัลมาลัม แปลว่า กลิ่นหอมดอกซ่อนกลิ่นนั่นเอง

โปสเตอร์และฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง "ปุนตียานะก์ ฮารุม ซุนดัลมาลัม" ที่มาภาพ : www.cinemedioevo.net
ซ่อนกลิ่นเป็นไม้หัวในวงศ์ Amaryllidaceae สมาชิกอื่นๆ ของวงศ์นี้ก็มีอาทิ ดอกพลับพลึงและอะมาริลลิส ซึ่งบ้านเราเรียกว่านสี่ทิศ หัวซ่อนกลิ่นนี้เมื่อนำไปปลูกจะแตกออกเป็นกอ ใบสีเขียวสดยาวเรียว ออกดอกเป็นช่อ ก้านช่อแข็งแรงตั้งตรงขึ้นเหนือพุ่มใบสูงได้ถึง 2 ฟุต ดอกสีขาวมักเริ่มบานจากโคนช่อขึ้นสู่ยอดตามลำดับ ชื่อพฤกษศาสตร์ Polianthes tuberosa มาจากคำกรีก “polios” แปลว่าสีเทาหรือสีออกขาว และ “anthos” หมายถึงดอกไม้ ส่วนคำว่า “tuberosa” นั้นเป็นภาษาละติน แปลว่า โป่งพองหรือนูน หรืออาจหมายถึงพืชที่มีหัวอยู่ใต้ดินก็ได้ ซ่อนกลิ่นมีทั้งหมดราว 12 พันธุ์ ที่รู้จักแพร่หลายที่สุดในโลกคือพันธุ์ “Single Mexican” หรือชนิดดอกลาที่มีกลีบชั้นเดียวนั่นเอง ส่วนชนิดดอกซ้อนนั้นมีชื่อพันธุ์ว่า “Double Pearl” เพราะดอกมีกลีบเรียงซ้อนกันสองชั้นสวยงาม จึงนิยมนำไปใช้จัดดอกไม้สำหรับประดับตกแต่งสถานที่หรือใช้ในงานพิธีต่างๆ แต่กลิ่นไม่หอมแรงเท่าซ่อนกลิ่นดอกลา ซึ่งนิยมนำไปสกัดน้ำหอมมากกว่า ซ่อนกลิ่นพันธุ์ผสมจากอินเดียก็เป็นที่นิยมอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน เช่นพันธุ์ “รชตเรขา” เป็นชนิดดอกลา มีเส้นสีขาวตรงกลางใบ และพันธุ์ “สุวรรณเรขา” เป็นชนิดดอกซ้อน มีแถบสีเหลืองตรงขอบใบ คำว่า “รชตะ” แปลว่า เงิน ส่วน “สุวรรณ” แปลว่า ทอง ซึ่งก็สะท้อนลักษณะเด่นของซ่อนกลิ่นทั้งสองชนิดได้เป็นอย่างดี
ซ่อนกลิ่นเจริญเติบโตได้ดีในเขตภูมิอากาศร้อน จะออกดอกสะพรั่งสวยงามหากได้รับแสงแดดเต็มที่ จึงเป็นดอกไม้อีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีว่าเป็นสัญลักษณ์ของโลกตะวันออก ซ่อนกลิ่นนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ต่อมามีผู้นำไปปลูกในฟิลิปปินส์และอีสต์อินดีส์ จนกระทั่งแพทย์ชาวสเปนผู้หนึ่งได้นำต้นพันธุ์เข้าสู่ฝรั่งเศสและอิตาลีครั้งแรกในยุคศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้นก็คงจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเล่ากันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสได้สั่งต้นซ่อนกลิ่นจำนวนมากถึง 10,000 ต้นไปปลูกที่เมืองตริอานง
ส่วนในบ้านเรานั้น หนังสือ “ตำนานไม้ต่างประเทศบางชนิดในเมืองไทย” ของพระยาวินิจวนันดร กล่าวไว้ว่าดอกซ่อนกลิ่นนี้มีในประเทศไทยมากว่า 200 ปีแล้ว หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2483 หากนับย้อนไปอีกราว 200 ปี ก็อยู่ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง แต่จะเข้ามาอย่างไรนั้นไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าชาวจีนน่าจะนำเข้ามา เพราะชาวจีนมักใช้ดอกซ่อนกลิ่นปักแจกันบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ หรือตากแห้งใส่แกงจืดรับประทาน และว่าชาวจีนน่าจะได้รับพันธุ์จากฟิลิปปินส์อีกต่อหนึ่ง เพราะติดต่อค้าขายกันมาช้านานแล้ว ส่วนหนังสือ “ปทานุกรมพรรณไม้ในตำนานเมือง” ของคุณสังข์ พัธโนทัย ก็สันนิษฐานว่าชาวฝรั่งเศสน่าจะนำเข้ามาปลูกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยอ้างคำกล่าวของบาทหลวงนิโกลาส์ แชร์แวส ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” ว่า ดอกซ่อนกลิ่นที่ปลูกในกรุงศรีอยุธยานี้มีกลิ่นหอมเย็นกว่าที่ปลูกในฝรั่งเศสมาก

สวนสวยด้วยดอกไม้สีขาวล้วนสไตล์ moon garden ดูงามละมุนตา ที่มาภาพ : www.hollywoodsandvines.com
ดอกซ่อนกลิ่นนี้หลังจากถูกนำเข้าไปปลูกในยุโรปแล้ว ก็กลายเป็นที่นิยมใช้ประดับสวนดอกไม้ซึ่งเรียกกันว่า “moon garden” สวนสไตล์นี้จะมีแต่ไม้ดอกโทนสีขาวล้วนหรือสีพาสเทลอ่อนหวาน ที่มักแย้มกลีบและส่งกลิ่นหอมกรุ่นกำจายในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น จะไม่ใช้ดอกไม้สีสันสดใสจัดจ้านเอาเสียเลย เพราะส่วนใหญ่มักไร้กลิ่นหอมจรุงใจ ว่ากันว่าเป็นรูปแบบการแต่งสวนที่ฮ็อตฮิตในหมู่สาวๆ ยุควิคตอเรียนของอังกฤษ ซึ่งนิยมความงามอ่อนหวานละมุนละไมมากกว่าความฉูดฉาดบาดตา แต่ต่อมาความนิยมปลูกดอกซ่อนกลิ่นประดับบ้านก็ลดน้อยลง เพราะมีผู้นำไปใช้ในพิธีศพกันอย่างแพร่หลาย จะเห็นว่าฝรั่งสมัยนั้นก็เชื่อถือเรื่องโชคลางไม่น้อยไปกว่าคนไทยเหมือนกัน
แต่กระนั้น ฝรั่งตะวันตกก็ยังถือว่าซ่อนกลิ่นเป็นดอกไม้สำคัญอีกชนิดในอุตสาหกรรมเครื่องหอม ที่เมือง กราสส์ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจน้ำหอมโลกและที่อิตาลีก็เคยมีการปลูกซ่อนกลิ่นจำนวนมากเพื่อสกัดน้ำหอม แต่ต้นทุนการผลิตที่สูงมากในปัจจุบัน ทำให้มีการนำเข้าหัวน้ำมันซ่อนกลิ่นจากแหล่งใหญ่อย่างโมร็อคโค อินเดีย จีน หมู่เกาะโคโมโร ฮาวาย และแอฟริกาใต้แทน

ไร่ดอกซ่อนกลิ่นที่ปลูกเพื่อสกัดน้ำหอม ที่มาภาพ : www.biolandes.com
หัวน้ำมันสกัดจากซ่อนกลิ่นแท้นั้นทั้งหายากและราคาสูงมาก เพราะกลีบดอกไม่สามารถทนความร้อนในกระบวนการกลั่นซึ่งใช้ไอน้ำเป็นตัวแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากกลีบดอกได้ จึงต้องใช้กรรมวิธีที่สืบทอดมาแต่โบราณ เรียกว่า enfleurage หรือการสกัดด้วยไขมันเย็น โดยวางกลีบดอกลงบนไขมันสัตว์ ทิ้งไว้กระทั่งกลิ่นหอมของซ่อนกลิ่นละลายออกมาในไขมัน และต้องเปลี่ยนกลีบดอกใหม่ทุก 2 วัน ไขมันที่ชุ่มกลิ่นนี้จะถูกนำไปแช่แอลกอฮอล์เพื่อสกัดเอาเฉพาะกลิ่นหอมออกมา เมื่อระเหยเอาแอลกอฮอล์ออกแล้วก็จะได้หัวน้ำมันซ่อนกลิ่นบริสุทธิ์ กว่าจะได้หัวน้ำมันสัก 1 กิโลกรัม ต้องใช้ดอกซ่อนกลิ่นมากถึง 3,600 กิโลกรัมเลยทีเดียว อีกกรรมวิธีซึ่งเป็นที่นิยมคือ solvent extraction หรือการสกัดด้วยตัวทำละลาย ทั้งสองวิธีนั้นล้วนแต่ต้องอาศัยเวลาและต้นทุนสูง ผู้ผลิตน้ำหอมในปัจจุบันจึงมักใช้หัวน้ำมันซ่อนกลิ่นแท้ในปริมาณน้อย ที่เหลือก็อาจเติมแต่งกลิ่นสังเคราะห์ หรือใช้หัวน้ำมันดอกไม้หรือสมุนไพรชนิดอื่นผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะเพื่อให้ได้ความหอมใกล้เคียงกับซ่อนกลิ่น
ฝรั่งตะวันตกนั้นนิยมยกย่องกลิ่นหอมดอกซ่อนกลิ่นว่าเป็นสุดยอดแห่งความเซ็กซี่เย้ายวน น้ำหอมใดที่ใช้ซ่อนกลิ่นเป็นส่วนผสมหลัก ก็มักใช้พรีเซ็นเตอร์สาวงามที่โชว์เสน่ห์ทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง ดอกมะลิที่ว่ามีสรรพคุณทางอีโรติคเหมือนกันยังแพ้ซ่อนกลิ่นในเรื่องความหอมเข้มข้นและความเป็นตะวันออก กลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้มักทำให้ผู้เขียนนึกถึงความหอมแรงของดอกไม้เมืองร้อนเจือกลิ่นครีมหรือน้ำผึ้งเล็กน้อย กลายเป็นกลิ่นหวานอบอุ่นคล้ายผิวกายคนซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แปลกพิเศษกว่าดอกไม้อื่นๆ น้ำหอมซึ่งขึ้นชื่อว่าใช้หัวน้ำมันซ่อนกลิ่นแท้เป็นปริมาณมากที่สุดในโลก ก็คือกลิ่น Carnal Flower ของ Frederic Malle แบรนด์ระดับ exclusive จากฝรั่งเศส หนุ่มหนึ่งในเว็บบอร์ดถึงกับกล่าวว่า ยินดีจะแต่งงานกับสาวใดก็ได้ที่มีกลิ่นตัวหอมรัญจวนเหมือน Carnal Flower ขวดนี้ ผู้เขียนว่าเป็นกลิ่นที่ชวนให้จินตนาการถึงสาวงามจากชนเผ่าในป่าอะแมซอน เพราะกลิ่นที่สัมผัสจมูกครั้งแรกเป็นกลิ่นใบไม้เขียวขจี ทำให้นึกถึงความเขียวชอุ่มลึกล้ำของป่าดิบชื้น ก่อนจะเผยกลิ่นยวนเย้าของดอกไม้อย่างซ่อนกลิ่น กระดังงา และดอกส้ม เจือกลิ่นหวานของลูกเมลอนและมะพร้าว ได้กลิ่นนี้แล้วนึกเห็นภาพหญิงสาวที่เผยผิวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยแบบชาวป่า เป็นความเซ็กซี่แบบดิบๆ ที่ปราศจากการปรุงแต่งให้ละเมียดละไมแบบสาวชาวกรุง

(ซ้าย) สาวงามในป่าดิบชื้น โดย Juan Silva ที่มาภาพ : www.gettyimages.com, (ขวา) น้ำหอม Carnal Flower ที่มาภาพ : www.perfume.com
ทางสุวคนธบำบัดหรือ aromatherapy เชื่อว่ากลิ่นหอมของซ่อนกลิ่นเหมาะสำหรับผู้ที่เคร่งเครียดหรือ จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบมากเกินไป จนมักปฏิเสธความรื่นรมย์หรือความหรูหราฟุ่มเฟือยซึ่งเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ให้กับชีวิต กลิ่นหอมของดอกซ่อนกลิ่นที่สื่อถึงความงามประณีต ความเย้ายวน และความหรูหรา จะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิตอย่างสุนทรีย์และการเชื่อมั่นในความรัก
ดอกซ่อนกลิ่นนี้ส่งกลิ่นขจรขจายในยามราตรี ก็เพื่อดึงดูดผีเสื้อกลางคืนให้มาผสมเกสรเพื่อขยายพันธุ์นั่นเอง เป็นที่น่าสังเกตว่า ดอกไม้เมืองร้อนส่วนใหญ่จะไม่มีสีสันสดใสจัดจ้านเหมือนในเมืองหนาว แต่มีดีที่กลิ่นหอมตราตรึงใจ เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างสมดุลให้ดอกไม้ ชนิดที่สีสันสวยสะดุดตาก็มักไร้กลิ่นหอม จึงต้องใช้สีเป็นเครื่องล่อแมลง ส่วนชนิดที่ไร้สี ก็ต้องใช้กลิ่นแทน ผู้เขียนนั้นตกหลุมรักดอกไม้เมืองร้อนมากกว่าดอกไม้เมืองฝรั่ง เพราะถูกใจรูปลักษณ์ที่บอบบางกระจุ๋มกระจิ๋ม ส่วนใหญ่สีออกขาวบริสุทธิ์ไปจนถึงเหลือง ทว่ามีกลิ่นหอมพิเศษยิ่งนัก เหมือนคนที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกอาจดูไม่โดดเด่น แต่มีความดีงามเป็นเครื่องเชิดชูตน ย่อมเลิศกว่าคนที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมเป็นไหนๆ
บางคนบอกว่าซ่อนกลิ่นเป็นดอกไม้ประเภท ‘love or hate’ หมายความว่า ใครที่ชอบกลิ่นนี้ ก็จะหลงใหลเอามาก ส่วนใครที่ไม่ชอบก็ถึงขั้นทนไม่ได้เอาเลยทีเดียว ลองจินตนาการเล่นๆ ถึงหญิงสาวที่เซ็กซี่เย้ายวนและแสดงออกทางเพศอย่างร้อนแรง ใครที่หลงใหลเธอก็ถึงขั้นโงหัวไม่ขึ้น แต่เธอก็อาจเป็นที่ ‘น่าหมั่นไส้’ หรือขัดหูขัดตาเอาได้ง่ายๆ สำหรับบางคน ดอกซ่อนกลิ่นก็ไม่ต่างกัน

น้ำหอม Fracas หนึ่งในกลิ่นอมตะซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคนดังระดับโลก เช่น Madonna, Kim Basinger, Martha Stewart และ Courtney Love ที่มาภาพ : www.mimifroufrou.com
มีเรื่องเล่าสนุกๆ จากสาวฝรั่งคนหนึ่งในเว็บบอร์ด ว่าวันหนึ่งเธอได้ประพรมน้ำหอม Fracas ของ Robert Piquet ซึ่งถือเป็นหนึ่งในน้ำหอมกลิ่นแรกๆ ของโลกที่ใช้ซ่อนกลิ่นเป็นส่วนผสมหลัก เมื่อเข้าไปซื้อเครื่องดื่มในร้านแห่งหนึ่ง ก็พบว่าพนักงาน 2-3 คนในที่นั้นหันไปสบตากันและหัวเราะคิกคักเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมของเธอเข้า ซึ่งถือเป็นการ ‘สบประมาท’ กันอย่างรุนแรงเลยทีเดียว เจ้าตัวเธอยืนยันว่าประพรมแต่เพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่อนิจจากลิ่นนั้นฟุ้งแรงเสียจนบางคนทนไม่ได้ ก็ถือเป็นบทเรียนในการเลือกประพรมเครื่องหอมไปในที่สาธารณะ ถ้าไม่อยากให้กลิ่นกายของเราไปรบกวนผู้อื่นเข้า ก็ควรเลือกกลิ่นอ่อนๆ ประเภทปลอดภัยไว้ก่อน ส่วนกลิ่นที่น่าจะเฉียวฉุนรุนแรงเกินไปสำหรับคนทั่วไปที่มักจมูกไวต่อน้ำหอม อย่างเช่นกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นนี้ ก็น่าจะเก็บเอาไว้ใช้ยามอยู่คนเดียวหรืออยู่ในกลุ่มคนรสนิยมเดียวกันดีกว่า จะได้ไม่ต้องพานพบประสบการณ์เลวร้ายซึ่งชวนให้เสียความมั่นใจไปเปล่าๆ
น้ำหอมกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นหรือที่ใช้ซ่อนกลิ่นเป็นส่วนผสม
mass market/counter brands : Velvet Tuberose by Bath & Body Works, Michael Kors และ Very Michael Kors by Michael Kors, Flowerbomb by Viktor & Rolf, Fragile by Jean Paul Gaultier, Mahora และ Jardins de Bagatelle by Guerlain, Blonde by Versace, Chloe (original version) by Chloe, Carolina Herrera by Carolina Herrera, Boucheron Femme by Boucheron, Poême by Lancôme, Amarige by Givenchy, Escada pour Femme by Escada, Gianfranco Ferre by Gianfranco Ferre, Red Door by Elizabeth Arden, White Diamonds by Elizabeth Taylor
niche/exclusive brands : Fracas by Robert Piquet, Carnal Flower by Frederic Malle, Tubereuse by Caron, Tubereuse Criminelle by Serge Lutens, Tubereuse Indiana by Creed, Tubereuse และ La chasse aux Papillons by L’Artisan Parfumeur, Tubereuse by Maitre Parfumeur et Gantier, Tubereuse by Annick Goutal, Mayotte by Guerlain, Noix de Tubereuse by Miller Harris, Tubereuse Couture by Parfumerie Generale, Eclair de Tubereuse by IL PROFUMO, White Tuberose by Anthousa, Blu by Bruno Acampora, Do Son by Diptyque, Beyond Love by By Kilian, Tubereuse 40 (New York) by Le Labo, Tuberosa by Profumum, Tiptoeing through Chambers of the Moon by Pilar and Lucy, Nasomatto by Narcotic Venus, Tuberose by Renee, Tuberosa d’Autonno by i Profumi di Firenze, Tuberose Gardenia by Estee Lauder Private Collection, Viva และ Tuberose Diabolique by Ava Luxe, Carolina by Mazzolari, Osa by Laura Tonatto, Tuberose by Jo Malone, La Roue de La Fortune 10 และ La Lune 18 by Dolce & Gabbana Fragrance Anthology, Tubereuse Parfum – No. 6 by Prada, Cepes and Tuberose by Aftelier, A Travers Le Miroir by Thierry Mugler, Galatea by Strange Invisible Perfumes, Fleur Sauvage by Tsi~La, Tuberosa by Fresh, Spiced Tuberose & Orchid by Potter & Moore, Tuberosa by Antica Farmacista, Perfect Tuberose by Creative Scentualization, Tubereuse by Creation Mathias, Mea Culpa by Les Parfums de Rosine, Tubereuse by Dawn Spencer Hurwitz, Heavenly Ginger Lily by Molton Brown, Number One by Parfums de Nicolai, Cleopatra by Tocca, The Sands of Aqaba by Aqaba, Enlevement au Serail by Parfums MDCI, Shalini by Shalini, Amoureuse by Parfums Delrae, Possessive by Yvona K., White Flowers 1.41 และ Omniscent 0.96 by Yosh, Bolt of Lightning by Jar, Exotic Floral by Filles des Iles
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ
Tropical Life

ที่มาภาพ : http://ecoworldly.com
ถ้าถามผู้เขียนว่าภูมิใจอะไรมากที่สุดในการเกิดเป็นคนไทย ผู้เขียนก็คงต้องตอบว่า ภูมิใจเหลือเกินที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร อีกทั้งงดงามด้วยธรรมชาติอันเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำตามแบบฉบับของผืนป่าเขตร้อน ซึ่งผู้เขียนคุ้นเคยใกล้ชิดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะคุณพ่อของผู้เขียนนั้นโตมากับป่า จึงผูกพันกับป่าและอยากให้ลูกคุ้นเคยกับชีวิตในธรรมชาติ จึงมักพาลูกๆ ไปเดินทางท่องป่าเขาลำเนาไพรอยู่เสมอ ภาพความงามของธรรมชาติอันเขียวขจีจึงกลายเป็นความทรงจำที่ฝังแน่นในใจผู้เขียนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทุกวันนี้ผู้เขียนก็ยังติดนิสัยชอบสอดส่ายสายตามองหาแต่ต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ด้วยความโหยหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในยามอยู่เมืองกรุงที่อัดแน่นไปด้วยตึกรามบ้านช่องจนหาพื้นที่สีเขียวให้พักสายตาได้ยากเต็มที เวลาแวะเวียนมาเที่ยวกรุงเทพเป็นครั้งคราวผู้เขียนจึงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะมีอันต้องคิดถึงความสงบงามของธรรมชาติที่บ้านจนอยากกลับเร็วๆ ทุกครั้งไป คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงไปนัก หากจะบอกว่าป่าเป็นเหมือนชีวิต จิตใจ และวิญญาณของผู้เขียน ซึ่งก็คงไม่ต่างจากชาวไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในชนบทและต้องพึ่งพิงอิงอาศัยป่ามาแต่โบราณ ถ้าจะกล่าวว่าป่าเป็นรากฐานชีวิตของคนไทยก็คงไม่ผิดนัก การทำลายป่าซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำก็เท่ากับทำลายชีวิตคนไทยให้หมดสิ้นไปเสียเท่านั้น

ที่มาภาพ : www.vogue.co.uk (ซ้าย), www.thaisilks.com (ขวา)
ความหลงใหลในความงามของธรรมชาติเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนหันมาสนใจเรื่องกลิ่นหอมและการสกัดกลิ่นจากพรรณพฤกษาต่างๆ เนื่องด้วยกลิ่นเหล่านี้มักจะกระตุ้นให้จินตนาการถึงภาพความสวยงามของต้นไม้ ใบไม้เขียวขจี และดอกไม้สีสันอ่อนหวานสดใส ก่อให้เกิดความสุขความรื่นรมย์ใจราวกับได้จำลองป่าและสวนดอกไม้มาไว้ใกล้ตัว นอกจากกลิ่นหอมๆ ซึ่งสร้างความพอใจให้กับฆานประสาทแล้ว ภาพสีสันอันสอดประสานกลมกลืนของป่าก็ยังดูชื่นตา เป็นสุนทรียะทางจักษุประสาทด้วยเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นว่าความงามของป่าเขตร้อนหรือ tropical forest มักถูกถ่ายทอดผ่านชิ้นงานของดีไซเนอร์ดังระดับโลกหลายคน ไว้เป็นไอเดียสำหรับผู้ที่อยากนำความงามของธรรมชาติมาสวมใส่ไว้บนเรือนร่างแทนการได้ไปเที่ยวชมป่าจริงๆ ซึ่งนับวันจะหายากมากขึ้นทุกที

ที่มาภาพ : www.vogue.co.uk (ซ้าย), www.ebay.com (ขวา)
แฟชั่นที่ได้แรงบันดาลใจจากป่าเขตร้อนเหล่านี้ มักสะท้อนรูปฟอร์มสวยแปลกตาและสีสันเขียวชอุ่มลึกล้ำของใบไม้ อย่าง เฟิร์น มอส ปาล์ม หรือ ใบมะพร้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์เมืองร้อน รวมถึงดอกไม้ป่าหายากหรือดอกไม้ถิ่นร้อนสีสันเจิดจ้า เช่น กล้วยไม้หรือชบา แม้กระทั่งนกป่านานาชนิดที่มีสีสันสดใสเลื่อมพรายระยับ เห็นแล้วก็อยากจะลุกขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นนางไพรกับเขาบ้าง คงจะสร้างความแช่มชื่นมีชีวิตชีวาให้ได้ไม่น้อย ผู้อ่านท่านใดที่นึกสนุก อยากแต่งกายให้ได้กลิ่นอายของป่าดิบชื้นบ้าง ก็สามารถสร้างสรรค์แฟชั่นในแบบฉบับของตัวเองได้ไม่ยาก เพราะปัจจุบันก็มีเนื้อผ้าหลากลวดลายที่จำลองภาพธรรมชาติสีสันสดใสกระจ่างตาไว้ให้เลือกนำมาใช้ตัดชุดได้ตามสไตล์ของตนเอง

ที่มาภาพ : www.vogue.co.uk (ซ้าย), www.animalpicturegallery.net (ขวา)

ที่มาภาพ : www.vogue.co.uk (ซ้าย), www.patchworkcabin.com (ขวา)
เพราะความงามลึกล้ำของป่านั้นสามารถจรรโลงจิตมนุษย์และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานของศิลปินหลากหลายแขนงเช่นนี้เอง ผู้เขียนจึงได้แต่ภาวนาขอให้ชาวโลกเราเกิดการตื่นตัว เร่งสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความสำคัญของป่าให้มากๆ จะได้ช่วยกันรักษาผืนป่าซึ่งนับวันจะถูกบุกรุกทำลายมากขึ้นทุกที ให้สามารถอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพื่อให้เด็กๆ รุ่นหลังได้ประจักษ์ถึงพระคุณของธรรมชาติ ที่ได้สร้างสรรค์ผืนแผ่นดินอันสวยงามให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้อยู่อาศัยและได้เรียนรู้เพื่อยกระดับจิตวิญญาณ ก่อนที่ร่างกายจะแก่ชราและสูญสลายกลับคืนสู่พื้นพิภพอีกครั้ง ดังคำกล่าวที่ว่ามนุษย์และธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก หากไร้ซึ่งธรรมชาติ เผ่าพันธุ์มนุษย์และสัตว์อื่นๆ ก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ รู้อย่างนี้แล้ว ก็คงต้องเร่งดูแลรักษาธรรมชาติกันให้ดีก่อนที่จะสายเกินเยียวยา
บัว : ราชินีแห่งไม้น้ำ

ภาพบัวหลวงสีขาว โดย virgofox ที่มาภาพ : http://media.photobucket.com
“เห็นบัวขาวพราวอยู่ในบึงใหญ่ ดอกใบบุปผชาติสะอาดตา
น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายวนไปมาน่าเอ็นดู
หมู่ภุมรินบินเวียนว่อน คอยว่อนดมกินกลิ่นเกสร
พายเรือน้อยคล้อยเคลื่อนในสาคร ค่อยพาจรห่างไปในกลางน้ำ”
เห็นบทร้อยกรองข้างต้นแล้วท่านผู้อ่านคงจำได้ว่าเป็นเนื้อเพลง “บัวขาว” บทเพลงอมตะที่แต่งทำนองโดยหม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ (อภัยวงศ์) และประพันธ์คำร้องโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล อัจฉริยภาพในการประพันธ์ทั้งเนื้อร้องและทำนองล้วนสื่อให้เห็นภาพความงามผุดผาดของดอกบัวสีขาวที่ชูช่อเหนือผิวน้ำ ส่งกลิ่นหอมขจรขจายล่อเหล่าแมลงที่บินว่อนตอมกลิ่นเกสร เพราะความสวยพิสุทธ์และกลิ่นหอมตราตรึงใจนี้เอง ที่ทำให้ดอกบัวได้รับการขนานนามว่า “ราชินีแห่งไม้น้ำ” เป็นดอกไม้โปรดในใจใครหลายคน
ในที่นี้จึงจะกล่าวถึงดอกบัว 2 สกุลที่มีความสำคัญในด้านสุวคนธบำบัด (aromatherapy) และการสกัดน้ำหอม ชนิดแรกคือ บัวหลวง หรือ ปทุมชาติ ที่ฝรั่งเรียกว่า Indian lotus, sacred lotus หรือ bean of India มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera อยู่ในวงศ์ Nelumbonaceae
บัวชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ตั้งแต่เวียดนามจนถึงอัฟกานิสถาน และนำเข้าไปปลูกในยุโรปตะวันตกครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1787 โดยนักพฤกษศาสตร์ Joseph Banks ปัจจุบันบัวหลวงเป็นไม้หายากและใกล้สูญพันธุ์ในสภาพธรรมชาติของทวีปแอฟริกา แต่เจริญเติบโตแพร่หลายในเอเชียใต้และออสเตรเลีย ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของอินเดียและเวียดนามด้วย
ดอกบัวหลวงจะหยั่งรากในดินโคลนใต้สระหรือแม่น้ำ ใบทรงกลมขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางราว 60 เซนติเมตร ลอยอยู่บนผิวน้ำ ส่วนดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 เซนติเมตร กลีบซ้อนกันหลายชั้นสวยงาม ก้านดอกยาวแข็งแรงตั้งตรงขึ้นเหนือน้ำ ดอกมีหลากหลายสีสัน อาทิ ดอกขนาดใหญ่สีชมพูมีชื่อเรียกว่า ปทุม ปทุมมาลย์ ปัทม์ ปัทมา โกกระณต หรือโกกนุท ชนิดดอกสีขาวขนาดใหญ่เรียกว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก ชนิดดอกทรงป้อมสีชมพูเรียกว่า สัตตบงกช ส่วนชนิดดอกทรงป้อมสีขาวเรียกว่า สัตตบุษย์
วิกิพีเดียหรือสารานุกรมเสรี ให้ข้อมูลไว้ว่า บัวหลวงนี้ถือเป็นพืชเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งในโลก เมล็ดดอกบัวหลวงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 1,300 ปี ขุดพบในบริเวณที่เคยเป็นทะเลสาบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน นักชีววิทยาพบว่าเมล็ดบัวหลวงที่ถูกขุดพบและมีอายุเกือบ 500 ปีมาแล้วยังสามารถงอกออกมาเป็นต้นใหม่ได้ นับว่ามีความทนทานต่อรังสีแกมมาในดิน เป็นที่น่าสนใจศึกษาถึงกลไกการซ่อมแซมตนเองของไม้ชนิดนี้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพันธุ์พืชชนิดอื่น เช่น ธัญพืชชนิดต่างๆ ให้มีวงจรชีวิตยาวนานขึ้นได้
ดอกบัวหลวงนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่สามารถปรับอุณหภูมิภายในดอกให้สูงขึ้นได้เองไม่ต่างจากมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นชนิดอื่นๆ แม้ว่าอุณหภูมิภายนอกจะลดต่ำลงก็ตาม ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อแมลงที่มาผสมเกสร ดอกบัวหลวงยังแตกต่างจากดอกไม้อื่นตรงที่ไม่ค่อยชอบแสงแดด บางพันธุ์บานตอนกลางคืนและหุบลงในเวลากลางวัน ขณะที่ดอกไม้ทั่วไปมักบานสะพรั่งรับแดดกันอย่างเต็มที่ จึงถือเป็นดอกไม้ที่มีวงจรชีวิตโดดเด่นกว่าพืชทั่วไป
ชาวเอเชียถือว่าบัวหลวงเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความสงบสันติ การบรรลุธรรม การเกิดใหม่ และความอุดมสมบูรณ์ ทั้งพุทธและพราหมณ์ต่างถือว่าดอกบัวหลวงเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิและเป็นต้นไม้ต้นแรกที่เกิดขึ้นบนโลก ชาวฮินดูเรียกบัวหลวงว่า ปัทมา ส่วนคำว่า ปทุม ในภาษาบาลีแปลว่า ต้นไม้ต้นแรก
ตำนานการสร้างโลกของศาสนาฮินดูระบุว่า พระนารายณ์ทรงรำพึงถึงการสร้างโลก จึงทรงแบ่งภาคออกเป็นพระวิษณุเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจตามพระประสงค์ พระวิษณุนี้ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์อนันตนาคราชในกษีรธาราหรือทะเลน้ำนม เมื่อบรรทมหลับไปก็สุบินนิมิตถึงพระกรณียกิจที่จะสร้างสรรค์สรรพสิ่ง พลันดอกบัวได้ผุดขึ้นจากพระนาภีและเหนือดอกบัวนั้นเป็นที่ประทับของพระพรหมซึ่งถือกำเนิดขึ้นเพื่อสร้างโลก พระพรหมองค์หนึ่งมีอายุ 100 ปีสวรรค์ เมื่อพระพรหมแต่ละองค์หมดอายุขัยลง ดอกบัวก็จะหุบกลีบ ซึ่งเป็นช่วงที่พระวิษณุจะทรงตื่นจากบรรทมเพื่อดูแลรักษาโลกมนุษย์แทนพระพรหม จนกว่าดอกบัวดอกใหม่จะบานและพระพรหมองค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อรับหน้าที่สร้างโลกต่อไป

พระลักษมี เทวีแห่งความงามของฮินดู ที่มาภาพ : www.happyandfree.com
ชาวอินเดียจึงเชื่อว่าดอกบัวคือต้นกำเนิดของจักรวาล รูปเคารพในศาสนาฮินดูมักเป็นรูปเทพเจ้าประทับอยู่บนดอกบัวขนาดใหญ่ กลีบบัวที่บานออกนี้หมายถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณ พระนารายณ์และพระพรหมต่างก็ประทับบนดอกบัว เช่นเดียวกับพระอาทิตย์ซึ่งสถิตบนแท่นดอกบัว พระลักษมีผู้ถือกำเนิดจากฟองน้ำในเกษียรสมุทรก็ประทับบนดอกบัว ทั้งยังทรงมีกลิ่นกายหอมราวกับดอกบัวฟุ้งขจรไปไกลถึง 200 โยชน์ ส่วนพระสุรัสวดี มเหสีของพระพรหม พระคงคา และพระอัคนี ต่างก็ทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ เป็นสัญลักษณ์แทนกำเนิดขององค์เทพหรือพลังอำนาจในการช่วยเหลือเกื้อกูลโลกมนุษย์
ในพุทธศาสนา ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะจำนวนดอกบัวที่งอกงามขึ้นในขณะเริ่มต้นกัปใหม่ เป็นนิมิตบ่งชี้ถึงจำนวนผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกัปนั้น พุทธประวัติยังกล่าวถึงการประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะว่า เมื่อพ้นออกจากครรภ์พระมารดาแล้วทรงดำเนินได้ทันที 7 ก้าว โดยมีดอกบัวผุดขึ้นรองรับพระบาททุกก้าว เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญพระชันษาได้ 16 พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงโปรดให้สร้างปราสาทสามฤดูเพื่อให้พระราชโอรสประทับพักผ่อน ปราสาทฤดูร้อนนั้นตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมรูปดอกบัว ทั้งยังมีอ่างบัวสีสันสวยงามและส่งกลิ่นหอมจรุงใจ ส่วนพระอินทร์ซึ่งเป็นองค์เทพสำคัญที่ชาวพุทธรู้จักกันดีเพราะมีการกล่าวถึงในพระไตรปิฎกก็ทรงมีสวนนันทโนทยาน สวนจิตรลดาและสวนปารุสกวัน ซึ่งมีสระทิพย์เต็มไปด้วยบัวหลากสีทั้งขาว เหลือง แดงและน้ำเงิน
ธรรมชาติของบัวนั้นแฝงปรัชญาลึกซึ้ง เตือนให้นึกถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ย่อมมีกิเลสอวิชชาเป็นเครื่องร้อยรัดมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบมนุษย์หลายประเภทเหมือนดอกบัว 4 เหล่า ต่างมีสติปัญญาเข้าถึงธรรมะแตกต่างกัน ตั้งแต่ระดับที่จมอยู่ในโคลนคือผู้ที่มีกิเลสอวิชชาพอกพูนมาก จะฝึกฝนขัดเกลาอย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในชาตินั้น ไปจนถึงบุคคลผู้มีสติปัญญามาก เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาเพียงครั้งเดียวก็สามารถตรัสรู้ได้ฉับพลัน เปรียบได้กับบัวที่ชูช่ออวดความงามอยู่เหนือผิวน้ำพร้อมจะผลิบานรับแสงอรุณ
ความงามและความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ของดอกบัวหลวง กลายเป็นแรงบันดาลใจของศิลปินไทยที่สะท้อนรูปลักษณ์ของดอกบัวออกมาในศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม รวมถึงการเรียงร้อยถ้อยคำกล่าวชมความงามของบัวในวรรณศิลป์และคีตศิลป์ทั้งแบบประเพณีและร่วมสมัยก็มีอยู่มากมาย สะท้อนถึงค่านิยมการชื่นชมความงามของดอกบัวหลวงที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความกรุณาก็ประทับบนดอกบัวหรือถือดอกบัวในพระหัตถ์ ชาวจีนเรียกดอกบัวว่า “เหอฮวา” หรือ “เหลียนฮวา” เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความงามและความบริสุทธิ์ ดังที่มีการกล่าวถึงมากมายในวรรณคดีโบราณของจีน ชาวจีนโบราณยังถือว่า วันที่ 24 ของเดือน 6 เป็นวันเกิดของดอกบัว จึงมีการจัดงานเทศกาลวันเกิดของดอกบัวและมีการแข่งเรือกันอย่างตระการตาในมณฑลซูโจว
บัวอีกชนิดที่รู้จักกันแพร่หลาย คือบัวสายหรืออุบลชาติ ฝรั่งเรียกว่า water lily มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nymphaea อยู่ในวงศ์ Nymphaeaceae ชื่อวงศ์นี้บ่งบอกความเป็นไม้น้ำได้อย่างดี เพราะคำว่า nymph หมายถึงนางไม้ซึ่งสิงสถิตอยู่ตามแม่น้ำ ต้นไม้ หรือภูเขาในเทพปกรณัมของกรีก บัวชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเขตภูมิอากาศร้อน คนไทยเรียกบัวสายเพราะใช้ “สายบัว” หรือก้านดอกมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู บัวสายมีหลายพันธุ์ซึ่งมีลักษณะและสีสันต่างกันไป ล้วนมีชื่อเรียกไพเราะเพราะพริ้งในภาษากวีของไทย ซึ่งในหนังสือ “ดอกไม้และประวัติไม้ดอกเมืองไทย” ของคุณวิชัย อภัยสุวรรณ นั้น ผู้เขียนได้ประมวลรายชื่อบัวสายนานาชนิดมาจากข้อมูลของสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย ดังนี้
บัวสายชนิด Nymphaea lotus (ชนิดใต้ใบไม่มีขน) และชนิด Nymphaea lotus pubescens (ชนิดใต้ใบมีขน) มีอาทิ
บัวสัตตบรรณ หรือสัตบัน ดอกขนาดใหญ่สีแดง มีกลิ่นหอมแรง
บัวกินสายสีชมพู มีดอกขนาดใหญ่สีชมพู กลิ่นหอมแรงคล้ายบัวสัตตบรรณ
บัวสัตบุต หรือ สัตตบุษย์ มีต้นใบคล้ายสองชนิดแรก แต่ดอกเป็นสีขาว
บัวรัตอุบล มีดอกสีแดงขนาดเล็กกว่าสามชนิดข้างต้น กลิ่นหอมแรง
บัวเศวตอุบล มีดอกขนาดเล็กเช่นเดียวกัน แต่ดอกสีขาว
บัวโกมุท เป็นบัวขนาดเล็ก ชาวบ้านเรียกบัวกินสายเช่นกัน ดอกสีแดง กลิ่นค่อนข้างหอม
บัวโกเมศ ลักษณะเหมือนบัวโกมุท แต่ดอกสีขาวเหลือบชมพู
บัวจงกลนี หรือจงกล ขนาดใหญ่ไล่เลี่ยกับบัวสัตตบรรณและบัวสัตตบุษย์ กลีบดอกหยิกซ้อนกันแน่น
บัวสายชนิด Nymphaea nouchali เป็นบัวสายขนาดเล็ก ดอกบานตอนสายและหุบกลีบตอนบ่าย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ หลังใบเป็นสีแดงคล้ำ ประกอบด้วย
บัวเผื่อน ดอกเล็กสีขาวซีดเจือสีครามจางๆ
บัวผัน ลักษณะเหมือนบัวเผื่อน แต่ดอกเมื่อบานแล้วเปลี่ยนจากสีครามอ่อนๆ เป็นสีม่วงเข้ม
บัวสายชนิด Nymphaea capensis ดอกบานตอนสายและหุบตอนเย็น ขอบใบเป็นจักแบบฟันเลื่อย มีอาทิ
บัวสุทธาสิโนบล มีดอกใหญ่สีม่วงอมน้ำเงินหรือม่วงอมแดงที่เรียกว่าสีกุหลาบแก่ กลิ่นหอมแรง มีถิ่นกำเนิดบนเกาะ Zanzibar ประเทศแอฟริกาใต้ พระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฎปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2444 จึงได้รับการขนานนามว่า “สุทธาสิโนบล” ฝรั่งเรียกว่า Royal Purple
บัวสายชนิด Nymphaea cyanea คล้ายบัวผัน บัวเผื่อน แต่ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ดอกบานกลางวัน กลิ่นไม่หอมมากนัก มีอาทิ
บัวนิลุบล นิลอุบล หรือนิโลตบล เรียกทั่วไปว่า บัวขาบ ภาษาถิ่นภาคเหนือเรียกว่า ป้านดำ หรือ ป้านสังก๋อน ดอกใหญ่สีม่วงคราม ก้านดอกสีม่วงแดง
ในอียิปต์สมัยโบราณนั้น ดอกบัวหลวงยังไม่เป็นที่รู้จัก เพราะถูกนำเข้ามาภายหลังในยุคที่ถูกรุกรานโดยอาณาจักรเปอร์เซีย ต่อมาเมื่อมีการค้นพบซากดอกบัวแห้งในสุสานของกษัตริย์รามเสสและตุตันคาเมน ก็เรียกกันว่า “sacred Lotus of the Nile” ทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นบัวหลวง หรือ lotus ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera อยู่นาน ก่อนที่นักพฤกษศาสตร์จะจำแนกได้ภายหลังว่าเป็นดอกบัวสาย หรือ Nymphaea lotus ดอกบัวสายนี้ได้เจริญแพร่พันธุ์ในแม่น้ำไนล์ จึงเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าชาวอียิปต์สมัยนั้นนิยมล่องเรือชมบัวในแม่น้ำไนล์ด้วย
ดอกบัวสายที่ถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิของอียิปต์ก็คือชนิดสีน้ำเงินนั่นเอง ดังจะเห็นภาพบัวชนิดนี้อยู่ทั่วไปตามผนังวิหารสมัยโบราณ เช่นเดียวกับหัวเสาซึ่งนิยมสลักรูปดอกบัวด้วย ความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้ดอกบัวชนิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอียิปต์ตอนบนไปเลยทีเดียว
ดอกบัวสีน้ำเงินนี้มีความเชื่อมโยงกับตำนานเรื่องการสร้างโลก ซึ่งชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า เดิมจักรวาลเป็นที่มืดเต็มไปด้วยมหาสมุทร ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ต่อมามีดอกบัวสีน้ำเงินขนาดยักษ์ผุดขึ้นจากน้ำและค่อยๆ แย้มกลีบออก พระผู้สร้างที่ถือกำเนิดขึ้นทรงประทับอยู่ตรงใจกลางดอกซึ่งเป็นสีทอง กลิ่นหอมหวานจากดอกบัวได้อบอวลไปทั่วพื้นน้ำ แสงสว่างสาดส่องออกมาจากร่างของพระองค์เพื่อขับไล่ความมืดให้อันตรธานไป พระผู้สร้างนี้ก็คือองค์สุริยเทพ “รา” ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิตนั่นเอง จากนั้นดอกบัวจะหุบกลีบลงเมื่อสิ้นวัน ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นตลอดทั้งคืนจนกว่าพระผู้สร้างจะปรากฏตัวอีกครั้ง เมื่อพระองค์ปรารถนาจะสร้างสรรพสิ่งมาอยู่ร่วมกันในโลกใหม่ ความคิดของพระองค์จึงก่อกำเนิดเป็นเหล่าเทพเจ้าและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ที่มาภาพ : www.hiren.info
ชาวอียิปต์ถือว่าเกสรสีเหลืองทองใจกลางดอกบัวสีน้ำเงิน เปรียบได้กับแสงสว่างของพระอาทิตย์ที่ตัดกับขอบฟ้า ดอกบัวชนิดนี้บานยามเช้าและหุบกลีบในเวลาบ่าย จึงเตือนให้นึกถึงการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ เชื่อกันว่าวิญญาณของคนตายจะกลับเข้าร่างใหม่เหมือนดอกบัวสีน้ำเงินแย้มกลีบบานอีกครั้งเพื่อรับแสงอาทิตย์ยามเช้า ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่หลังความตาย บัวชนิดนี้จึงมักถูกใช้ในพิธีศพ ดังจะเห็นว่าโลงทองชั้นในสุดของกษัตริย์ตุตันคาเมนก็ถูกโปรยทับด้วยกลีบบัวสีน้ำเงิน
ดอกบัวสีน้ำเงินยังเชื่อมโยงกับเทพสำคัญในตำนานของชาวอียิปต์ คือ เทวีไอซิส เทพีแห่งความรักและไสยศาสตร์ สัญลักษณ์ของเทวีไอซิสมีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือรูปมนุษย์สวมมงกุฎดอกบัวและมีหูเป็นข้าวโพด หัตถ์ถือขาแพะ ซึ่งสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์
เทพเนเฟอร์เตม ซึ่งเป็นเทพแห่งการเยียวยา เครื่องสำอางและเครื่องหอมของชาวอียิปต์โบราณ ก็ถือเป็นเทพแห่งดอกบัวสีน้ำเงินด้วย มักปรากฏในภาพวาดโดยมีมงกุฎดอกบัวสีน้ำเงินอยู่บนเศียร บางตำราว่าพลังอำนาจในการเยียวยาของเทพเนเฟอร์เตมจะถูกส่งผ่านทางดอกไม้ ตำนานว่าเทพเนเฟอร์เตมเคยนำดอกบัวสีน้ำเงินไปถวายสุริยเทพ “รา” เพื่อใช้เยียวยาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย จึงเชื่อว่าชาวอียิปต์โบราณใช้สารเสพติดจากกลีบบัวเพื่อรักษาโรคและใช้ผสมไวน์ดื่มในงานเฉลิมฉลองต่างๆ ส่วนชนชั้นสูงก็มักใช้บัวสีน้ำเงินและแมนเดรกผสมในตัวยาสำหรับบำบัดโรค ใช้สะกดจิตและใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิหรือการบูชาเทพเจ้า สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยในปัจจุบันที่พบว่าดอกบัวสีน้ำเงินนี้มีสาร nuciferine และaporphine ซึ่งทำให้เกิดอาการเคลิมเคลิ้มมึนเมาคล้ายเสพกัญชา หากใช้ในปริมาณมากอาจทำให้ประสาทหลอนได้
ดอกบัวสายถือเป็นสัญลักษณ์ของความเย้ายวนทางเพศอีกด้วย บันทึกในกระดาษปาปิรุสมีภาพวาดหญิงกึ่งเปลือยมีดอกบัวประดับอยู่บนศีรษะ ส่วน Qedeshet เทวีแห่งความรักของซีเรียซึ่งชาวอียิปต์นับถือด้วยก็เป็นหญิงเปลือยประทับอยู่บนหลังสิงโต หัตถ์ถืองูและดอกบัวตูม ดอกบัวตูมนี้สื่อถึงเพศและการสืบพันธุ์ เพราะชาวอียิปต์เชื่อว่าเรื่องเพศเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรพชีวิต ดอกบัวซึ่งเป็นดอกไม้แห่งการกำเนิดของสรรพสิ่งจึงถูกเชื่อมโยงกับความเย้ายวนทางเพศไปโดยอัตโนมัติ ภาพสตรีถือดอกบัวอาจสื่อถึงความสามารถในการสืบพันธุ์หรือเสน่ห์ทางเพศของหญิงผู้นั้น
ดอกบัวสายหรือ water lily นี้ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินตะวันตกในยุคหลังอย่าง Claude Monet จิตรกรเอกในกลุ่ม Impressionism ซึ่งวาดภาพบัวไว้ทั้งหมดราว 250 ภาพ ต้นแบบของภาพเหล่านี้ก็คือดอกบัวในสวนของเขาเองที่ Giverny ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นธีมหลักในงานของ Monet ตลอดช่วง 30 ปีสุดท้ายในชีวิต อันเป็นระยะที่เขาทนทุกข์ทรมานจากโรคต้อกระจก ในปี ค.ศ. 1923 Monet ได้ผ่าตัดเอาเลนส์ตาข้างขวาออกซึ่งแม้จะรักษาอาการให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ทำให้ตาของเขาไวต่อแสงอัลตราไวโอเล็ต ภาพวาดดอกบัวของเขาก็เลยออกโทนน้ำเงินมากกว่าปกติไปด้วย ปัจจุบันภาพเหล่านี้ยังถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ในปี 2007 ภาพดอกบัวสายภาพหนึ่งของเขาถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 18.5 ล้านปอนด์ (ราว 1,017.5 ล้านบาท) ที่สถาบัน Sotheby’s ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
กลิ่นหอมของดอกบัว
ดอกบัวหลวงมีกลิ่นหอมอ่อนละมุนเจือกลิ่นชุ่มฉ่ำของน้ำและกลิ่นเย็นสดชื่นคล้ายมินต์ ชวนให้นึกถึงความงามของธรรมชาติอันเขียวขจีในสวนหรือป่าเขตร้อน กลิ่นบัวหลวงมีสรรพคุณสร้างสมดุลทางอารมณ์ ทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย เกิดสมาธิหรือการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดอยู่ในอดีตหรือวิตกกังวลถึงอนาคต ว่ากันว่าดอกบัวหลวงสีชมพูนั้นให้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมหวานมากที่สุดในบรรดาดอกบัวหลวงทุกพันธุ์ ชาวโรมันโบราณใช้สารสกัดจากดอกบัวหลวงในรูปขี้ผึ้งทารักษาอาการหืดและอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เชื่อว่ากลิ่นบัวหลวงมีสรรพคุณช่วยให้หายใจลึกและสะดวกขึ้น ทำให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนดอกบัวสายนั้นกลิ่นจะออกหวานเข้มข้นกว่า มีผู้เปรียบว่าคล้ายกลิ่นดอกไฮยาซินธ์ เจือกลิ่นกล้วยหอมสุกเล็กน้อย เชื่อว่ามีสรรพคุณทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้มเป็นสุข ทำให้อารมณ์สงบเย็นและเกิดความตระหนักรู้
ชาวอินเดียถือว่ากลิ่นดอกบัวแต่ละชนิดมีสรรพคุณแตกต่างกัน ซึ่งล้วนมีประโยชน์ในการชำระจักรต่างๆ ให้บริสุทธิ์ ทำให้เกิดความสงบ สมาธิและการหยั่งรู้ ดอกบัวสีขาวมีผลต่อจักรสหัสธารซึ่งอยู่ตรงกลางกระหม่อม ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสมองและระบบประสาท ดอกบัวสีชมพูมีผลต่อจักรอนาหตะซึ่งอยู่ตรงกลางหน้าอก ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจและระดับความดันโลหิต ส่วนบัวสีน้ำเงินมีผลต่อจักรวิสุทธะซึ่งอยู่ตรงคอหอย ทำหน้าที่ควบคุมระบบการหายใจและภูมิต้านทานในร่างกาย
ทั้งดอกบัวหลวงและดอกบัวสายสามารถนำไปสกัดหัวน้ำมันสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและสุวคนธบำบัด แน่นอนว่าหัวน้ำมันดอกบัวหลวงและบัวสายต่างก็หายากและมีราคาแพงมาก เพราะต้องใช้กลีบดอกจำนวนมากในการสกัดหัวน้ำมันปริมาณเล็กน้อย จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าหัวน้ำมันดอกบัวที่มีขายตามร้านผลิตภัณฑ์ aromatherapy ทั่วไปนั้นเป็นของแท้หรือไม่ ผู้เขียนสรุปเอาเองว่าคงไม่ต่างจากดอกไม้ชนิดอื่นอย่างมะลิ หรือ ซ่อนกลิ่น ซึ่งการผลิตหัวน้ำมันแท้มีต้นทุนสูงมาก ผู้ผลิตบางรายจึงอาจใช้วิธีเติมสารสังเคราะห์ลงไปบ้างหรือใช้สารสกัดจากพืชชนิดอื่นๆ ผสมกันให้ได้กลิ่นใกล้เคียงของจริง ทั้งนี้หัวน้ำมันดอกบัวหลวงหรือบัวสายของแท้ที่มีขายทั่วไปมักผ่านกรรมวิธี solvent extraction คือการสกัดกลิ่นโดยใช้ตัวทำละลาย อีกวิธีที่ให้กลิ่นหอมคุณภาพสูงกว่าคือ supercritical CO2 extraction แต่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งทำให้หัวน้ำมันดอกบัวที่ผลิตได้มีราคาแพงมาก

น้ำหอมกลิ่นบัวและดอกไม้น้ำ ที่เน้นความบริสุทธิ์อ่อนโยนของสาวน้อยแรกรุ่น ที่มาภาพ : www.imagesdeparfums.fr
กลิ่นดอกบัวนั้นสามารถผสานเข้ากันได้ดีกับกลิ่นสังเคราะห์แนว marine หรือกลิ่น ozone ซึ่งชวนให้นึกถึงความสดชื่นของน้ำและอากาศบริสุทธิ์, กลิ่นออกเปรี้ยวซาบซ่านของผลไม้ตระกูลส้มและผลไม้หวานหอมอย่างลูกเมลอน หรือกลิ่นดอกไม้ชนิดอื่นที่หอมเย็นชื่นใจ เช่น มะลิ, ลิลลี่ ออฟ เดอะ แวลลีย์, ไซคลาเมน, ฟรีเซีย และดอกโบตั๋นหรือพีโอนี น้ำหอมกลิ่นบัวหรือดอกไม้น้ำที่โด่งดังจนสาวๆ รุ่นใหม่รู้จักกันดี คือ L’Eau d’Issey ของ Issey Miyake และ L’Eau par Kenzo ของ Kenzo สองดีไซเนอร์ดังชาวญี่ปุ่น ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเอเชีย ในการสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่สดชื่นใสเย็นราวกับกระแสน้ำ สื่อถึงความบริสุทธิ์และอ่อนเยาว์ของสาวแรกรุ่นได้อย่างดี
น้ำหอมกลิ่นบัวหรือที่ใช้กลิ่นบัวเป็นส่วนผสม
mass market/counter brands : Chic by Celine Dion Parfums, Into the Blue by Escada, Splash – Gardenia by Marc Jacobs, Omnia Crystalline by Bulgari, L’Eau d’Issey by Issey Miyake, L’Eau par Kenzo และ Kensoki by Kenzo, Blue by Ralph Lauren, Cool Water Woman by Davidoff, Ô Oui! by Lancôme, Fleur d’Eau by Rochas, Oh! De Moschino
niche/exclusive brands : Lotus Blossom & Dark Amber และ Lotus Blossom & Water lily by Jo Malone (limited edition), Lys Méditerranée by Frederic Malle, Eau des Lagons by Comptoir Sud Pacifique, Waterlily by Ava Luxe, Vicolo Fiori by Etro, Lotus by Matthew Williamson, Incanto by i Profumi di Firenze, Trish by Trish McEvoy, Lotus Garden by Pacifica, Loto by I Coloniali, Miss Marisa by Ebba, Nymphea by IL PROFUMO, Nenúfar by Scents of Time, Pink Lotus by Aftelier, Lotus Blossom by Susanne Lang, Lotus Blossom และ Padme Lotus by Dawn Spencer Hurwitz, Eau Egyptienne by Cinq Mondes
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ
หอมหมื่นลี้…มาลีแห่งดวงจันทร์

ดอกหอมหมื่นลี้ชนิด Osmanthus fragrans ที่มาภาพ : www.geocities.com
ไม้ในสกุลหอมหมื่นลี้ (Osmanthus) ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า สารภีฝรั่ง นั้น มีอยู่ราว 30 ชนิด อยู่ในวงศ์ Oleaceae (มะกอก) ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในเขตอากาศอบอุ่นของเอเชีย ตั้งแต่บริเวณคอเคซัสตะวันออกถึงญี่ปุ่น ลำต้นสูงราว 2-12 เมตร ใบขนาดเล็กสีเขียวเข้ม ขอบใบจักคล้ายฟันเลื่อย มักออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ดอกขนาดเล็กมากมีกลิ่นหอมหวานชวนให้น้ำลายสอ ชนิดที่รู้จักกันดี อาทิ Sweet Osmanthus (ชื่อวิทยาศาสตร์ Osmanthus fragrans), Delavay’s Osmanthus (Osmanthus delavayi) และ Chinese Osmanthus (Osmanthus heterophyllus)
Sweet Osmanthus นี้บ้างก็เรียกว่า Sweet Olive, Tea Olive หรือ Fragrant Olive มีถิ่นกำเนิดในบริเวณตะวันออกของภูเขาหิมาลัยจนถึงทางใต้ของจีน ซึ่งรวมถึงมณฑลกุ้ยโจว เสฉวนและยูนนาน จนถึงทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
หอมหมื่นลี้ชนิดนี้มีลำต้นสูงราว 3-12 เมตร ใบสีเขียวเข้มยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ขอบใบจักละเอียด ดอกเล็กน่ารักเส้นผ่านศูนย์กลางราว 5 มิลลิเมตร กลีบดอกทรงมนมี 4 กลีบ มีหลากหลายสีตั้งแต่ขาว เหลือง เหลืองอมส้มไปจนถึงสีส้มออกแดง ออกดอกเป็นช่อ ผลิบานตั้งแต่ช่วงปลายฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง ผู้เขียนสังเกตว่าชนิดดอกสีขาวนั้นมีกลิ่นหอมเย็นคล้ายมะลิเจือกลิ่นหวานอบอวลคล้ายขนมอบ ส่วนชนิดดอกสีเหลืองนั้นกลิ่นออกเปรี้ยวคล้ายลูกพีชสุก เป็นดอกไม้อีกชนิดที่ให้กลิ่นหอมซึ้งตรึงใจมากจริงๆ
ดอกหอมหมื่นลี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองกุ้ยหลินในประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องทัศนียภาพอันงดงามซึ่งประกอบด้วยทะเลสาบและไร่ดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกกันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ ชื่อ “กุ้ยหลิน”แปลว่า “ป่าหอมหมื่นลี้” สันนิษฐานว่าดอกหอมหมื่นลี้นี้มีมาราว 10,000 ปีแล้ว เพราะมีการค้นพบละอองเรณูดอกหอมหมื่นลี้ในซากถ้ำยุคหินใหม่ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองกุ้ยหลิน

ทัศนียภาพอันงดงามของเมืองกุ้ยหลิน ที่มาภาพ : www.chinahighlights.com
ที่เมืองนี้ยังมีโรงแรม “หอมหมื่นลี้” ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงของเมือง โลโก้ของโรงแรมก็ใช้รูปดอกหอมหมื่นลี้ล้อมกรอบภาพภูเขา “งวงช้าง” ซึ่งทอดเงาลงบนแม่น้ำ สื่อถึงธรรมชาติอันงดงามซึ่งเป็นจุดเด่นของเมือง
ชาวจีนเรียกต้นหอมหมื่นลี้ว่า “มู่ซี” และเรียกดอกหอมหมื่นลี้ว่า “กุ้ยฮัว” แปลว่า ดอกอบเชย

แสตมป์รูปดอกหอมหมื่นลี้จากเมืองจีน ที่มาภาพ : www.xabusiness.com
หนังสือ “มิ่งไม้มาลีจีน” ของอีนเติงกั๋ว ซึ่งคุณพรพรรณ จันทโรนานนท์ แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย ได้จำแนกสีและลักษณะของดอกหอมหมื่นลี้หรือ Sweet Osmanthus พร้อมทั้งชื่อเรียกในภาษาจีนไว้ดังนี้
ชนิดดอกสีขาว มีดอกเล็กและกลิ่นหอมอ่อนๆ เรียกว่า “อิ๋นมู่ซี” หรือ “อิ๋นกุ้ย” แปลว่า กุ้ยฮัวสีเงิน
ชนิดดอกสีเหลือง มีดอกใหญ่กว่าและกลิ่นหอมแรง เรียกว่า “จินมู่ซี” หรือ “จินกุ้ย” แปลว่า กุ้ยฮัวสีทอง
ชนิดดอกสีแดง มีกลิ่นหอมแรงขจรขจายไปไกลที่สุดในบรรดากุ้ยฮัวทั้ง 3 สี เรียกว่า “ตันกุ้ย” แปลว่า กุ้ยฮัวสีแดง
ชาวจีนนิยมใช้กลีบแห้งของดอกหอมหมื่นลี้ชนิด Sweet Osmanthus นี้ผสมในชาดำหรือชาเขียว เรียกว่า ชากุ้ยฮัว กรรมวิธีดังกล่าวก็คล้ายคลึงกับการใช้กลีบดอกมะลิแห้งผสมในชา กลายเป็น jasmine tea หรือชาหอมมะลิอันลือชื่อของชาวจีนนั่นเอง

ชาหอมหมื่นลี้ของจีน ที่มาภาพ : www.toptropicals.com
นอกจากนี้ยังใช้ปรุงกลิ่นรสของแยม ขนมไหว้พระจันทร์ เกี๊ยว ซุป และเหล้า ของหวานขึ้นชื่อของนครเทียนจินเรียกว่า “ฉาทัง” ทำจากแป้งข้าวฟ่างคั่ว เติมน้ำดอกหอมหมื่นลี้ลงไปคนจนแป้งเหนียว จากนั้นเทน้ำเดือดลงไปเพื่อให้แป้งเหลว โรยน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดงให้มีรสชาติหวานอร่อย เป็นที่นิยมรับประทานกันแพร่หลายในกรุงปักกิ่งอีกด้วย
ชาวจีนโบราณยังรู้จักนำเมล็ดดอกหอมหมื่นลี้ไปกวนให้เหนียวจนได้น้ำมัน เรียกว่า “กุ้ยอิ๋ว” หรือน้ำมันดอกหอมหมื่นลี้ นอกจากนี้ยังนำรวงผึ้งมาผสมกับดอกหอมหมื่นลี้และนำไปทอดในน้ำมัน จนได้ขนมที่มีรสชาติหอมอร่อย เรียกว่า “กุ้ยเกา” ดอกหอมหมื่นลี้นี้หากนำมาเก็บไว้ในขวดเหล้า รอจนหุงข้าวสุกแล้วนำไปนึ่งก็จะได้เหล้าดอกหอมหมื่นลี้อีกด้วย
ดอกหอมหมื่นลี้ชนิดสีเหลืองทองมักใช้สกัดหัวน้ำหอม หัวน้ำมันดอกหอมหมื่นลี้ที่ส่งออกจากประเทศจีนนี้ราคาแพงมหาศาลถึงกิโลกรัมละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 130,000 บาท) มักใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมชั้นสูงหรืออุตสาหกรรมอาหาร
สารหอมหลักๆ ในดอกหอมหมื่นลี้นี้ก็ประกอบด้วยสารจำพวก ionone ที่พบมากในดอกไอริสหรือไวโอเล็ตด้วยเช่นกัน ให้กลิ่นหวานละมุนคล้ายแป้ง นอกจากนี้ก็มี cis-jasmone ซึ่งเป็นสารหอมชนิดเดียวกับที่พบในดอกมะลิ มีกลิ่นหอมเย็นนุ่มนวล รวมทั้งสารจำพวก lactone ที่มีกลิ่นหวานหอมน่ารับประทานคล้ายลูกพีชหรือแอพปริค็อต
ปัจจุบันบริษัทน้ำหอมในต่างประเทศก็นิยมผลิตน้ำหอมที่ใช้ดอกหอมหมื่นลี้เป็นกลิ่นหลัก โดยมากจะเป็นแบรนด์ประเภท niche ที่เจาะกลุ่มลูกค้าแฟนพันธุ์แท้น้ำหอมโดยเฉพาะ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพสูงและศิลปะในการปรุงน้ำหอมที่สร้างกลิ่นโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ผู้ผลิตมักผสมกลิ่นหอมหมื่นลี้เข้ากับดอกไม้เมืองร้อนกลิ่นหอมหวานชนิดอื่นเพื่อให้กลิ่นเสริมกัน อาทิ ลำโพง ซ่อนกลิ่น มะลิ ดอกส้มหรือเนโรลี โดยอาจใช้วานิลลาหรือมัสค์เป็นกลิ่นฐาน (base note) เพื่อเพิ่มความหอมอบอุ่นเย้ายวน น้ำหอมจำพวกนี้มีอยู่หลายกลิ่นด้วยกัน เช่น Osmanthus ของ Keiko Mecheri หรือ Datura Noir ของ Serge Lutens

น้ำหอม Osmanthe Yunnan ของ Hermes ที่มาภาพ : www.osmoz.it
ผู้ผลิตน้ำหอมบางรายก็ปรุงกลิ่นให้หอมสดชื่นด้วยการผสมกลิ่นผลไม้ตระกูลส้ม สมุนไพร หรือกลิ่นใบชาเพื่อตัดกับความหอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ซื้อ ตัวอย่างกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ผสมใบชาก็ได้แก่ Osmanthe Yunnan ของ Hermes แบรนด์เครื่องหนังและแฟชั่นสุดหรูสัญชาติฝรั่งเศสที่สาวๆ ชาวไทยผู้มีรสนิยมวิไลคงรู้จักกันดี น้ำหอมกลิ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมจีน จึงตั้งชื่อให้สื่อถึงมณฑลยูนนานอันเป็นถิ่นกำเนิดของดอกหอมหมื่นลี้นั่นเอง
หอมหมื่นลี้อีกชนิดคือ Delavay’s Osmanthus นั้นได้ชื่อมาจาก Abbe Jean Marie Delavay ซึ่งเป็นผู้นำพันธุ์ไม้ดังกล่าวไปปลูกในฝรั่งเศสครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1890 หลังจากนั้นไม่กี่ปี นักพฤกษศาสตร์ George Forrest ก็นำพันธุ์ไม้ชนิดนี้เข้าสู่ประเทศอังกฤษจนมีการปลูกแพร่หลายนับจากนั้น หอมหมื่นลี้ชนิดนี้มีลำต้นสูงราว 2 – 3 เมตร แต่ที่เจริญเติบโตในป่านั้นอาจสูงได้ถึง 6 เมตร ใบเล็กทรงรีสีเขียวเข้ม ดอกเล็กโคนดอกเป็นหลอด ปลายบานออกเป็น 4 กลีบ ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งช่อดอกสีขาวบริสุทธิ์จะบานสะพรั่งเต็มต้นส่งกลิ่นหอมเย็น ถือเป็นหอมหมื่นลี้ที่แปลกกว่าชนิดอื่น ตรงที่ออกดอกช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่หอมหมื่นลี้ส่วนใหญ่ออกดอกในฤดูใบไม้ร่วง

หอมหมื่นลี้ชนิด Osmanthus delavayi ที่มาภาพ : http://dic.academic.ru
ส่วนหอมหมื่นลี้ที่ปลูกกันในประเทศไทยนั้น ก็คือชนิดที่เรียกว่า Sweet Osmanthus นั่นแหละ เจริญเติบโตได้ดีในเขตภูมิอากาศหนาวเย็นอย่างเช่นบนดอยแม่สลองในจังหวัดเชียงราย หรือดอยอ่างขางในจังหวัดเชียงใหม่ บนดอยแม่สลองนี้เขาผลิตชาหอมหมื่นลี้ออกขายด้วย ใครที่มีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมชมความงามบนดอยแห่งนี้ ก็อย่าลืมซื้อหาติดไม้ติดมือมาลองชิมดู แต่ปัจจุบันก็มีการส่งขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำให้คนเมืองกรุงได้ลิ้มชิมรสกันแล้ว ส่วนในภาคกลางเช่นที่กรุงเทพมหานครนั้นก็มีผู้นิยมซื้อหาต้นหอมหมื่นลี้มาปลูกประดับบ้านเช่นเดียวกัน แต่ทราบมาว่าดอกไม่ใคร่ดกสะพรั่งเหมือนต้นหอมหมื่นลี้ที่ปลูกบนภูสูง
หอมหมื่นลี้ถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิในตำนานของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายาน เห็นได้จากการที่ชาวจีนและญี่ปุ่นนิยมปลูกต้นหอมหมื่นลี้ในวัด เชื่อกันว่าการคุกเข่าลงเบื้องหน้าต้นหอมหมื่นลี้เพื่อสูดดมกลิ่นหอมหวานเปรียบได้กับการน้อมคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ ในฤดูใบไม้ร่วงซึ่งหอมหมื่นลี้หลายพันธุ์ในประเทศจีนแย้มกลีบบานสะพรั่ง ก็จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกหอมหมื่นลี้ซึ่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สถานที่สำคัญอย่างสวนสาธารณะกุ้ยหลินหรือสวนพฤกษศาสตร์แห่งนครเซี่ยงไฮ้ล้วนเป็นแหล่งรองรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาชมความงามของดอกหอมหมื่นลี้และอธิษฐานขอพรจากเทวีแห่งดวงจันทร์ให้ชีวิตประสบแต่ความสุข ส่วนใครที่พลาดโอกาสในช่วงนี้ก็สามารถรอถึงฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงที่ดอกหอมหมื่นลี้ชนิด Delavay’s Osmanthus ชูช่องดงามเช่นเดียวกัน
ผู้เขียนไปอ่านพบตำนานเกี่ยวกับเทวีแห่งดวงจันทร์ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง (www.paghat.com) ซึ่งเล่าขานเรื่องราวไว้อย่างสนุกน่าติดตาม จึงจะขอเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้ แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าเรื่องที่เล่านี้อาจไม่ตรงกับตำนานจีนเกี่ยวกับพระจันทร์เวอร์ชั่นอื่นๆ ที่คนไทยเราเคยอ่านผ่านตากันมาแล้ว เพราะตำนานเหล่านี้มีอยู่มากมายหลายเวอร์ชั่น และไม่ตรงกันเสียทีเดียวนัก
ตำนานที่ผู้เขียนเลือกมานี้ เล่าว่า เทวีแห่งดวงจันทร์เดิมเป็นเทพธิดานามว่า ฉังเอ๋อ สามีของนางเป็นนักแม่นธนูแห่งสรวงสวรรค์นาม โฮ่วอี้ ผู้มีพระจันทร์เสี้ยวเป็นคันศรประจำกาย ในช่วงปฐมกาลของโลก โอรส 10 องค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ ประมุขแห่งสรวงสวรรค์ ได้ส่องแสงสว่างมายังโลก ทว่าการที่โอรสทั้ง 10 หรือพระอาทิตย์ทั้ง 10 ดวงต่างสาดแสงแรงกล้ามายังโลกพร้อมกัน ทำให้โลกร้อนระอุและเกิดความแห้งแล้งอดอยาก โฮ่วอี้ได้ยินเสียงอธิษฐานวิงวอนของมนุษย์ที่เดือดร้อนแสนสาหัส จึงห้ามมิให้ดวงอาทิตย์ทั้ง 10 ขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน ทว่าทั้งหมดไม่ยินยอม โฮ่วอี้จึงเล็งศรยิงดวงอาทิตย์ 9 ดวงตกลงไป เหลือเพียงดวงเดียวที่ส่องแสงมายังพื้นพิภพ ทำให้โลกกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

ฉังเอ๋อ เทวีแห่งดวงจันทร์ ที่มาภาพ : www.paghat.com
เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบความดังนั้นก็พิโรธนัก ทรงตรัสแก่โฮ่วอี้ว่า “เจ้ารักใคร่โลกมนุษย์มากเสียจนกล้าทำลายแสงสว่างแห่งสวรรค์เชียวหรือ ถ้าเช่นนั้น เจ้าจะถูกเนรเทศจากสวรรค์และไปอยู่กับมนุษย์ผู้ไร้ความเป็นอมตะเหล่านั้นเสียเถิด” โฮ่วอี้จึงจุติลงมาเกิดเป็นจักรพรรดิสวนจงแห่งราชวงศ์ถัง ได้ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขสืบมา ทว่าเทพธิดาฉังเอ๋อซึ่งลงมาเกิดเป็นมเหสีของพระองค์นั้นกลับเฝ้าคิดถึงแต่ชีวิตอมตะบนสวรรค์ มิได้สนใจพระสวามี นางมักรอจนพระจักรพรรดิเข้าบรรทม จึงแอบมาอธิษฐานรำพึงรำพันต่อพระจันทร์เต็มดวงว่า “สามีของเราถูกเนรเทศจากสวรรค์ แต่เหตุใดเราจึงต้องมาทนทุกข์ยากร่วมกับเขา เราปรารถนาแต่ความอ่อนเยาว์ตลอดกาลและชีวิตอันแสนสุขในพระราชวังบนสรวงสวรรค์ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยเรือกสวนไร่นาอันสวยงาม” เมื่อโฮ่วอี้จับได้ว่าพระมเหสีมิได้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์เช่นนั้นก็พิโรธมาก ด้วยความโกรธแค้น โฮ่วอี้กลายเป็นจักรพรรดิที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน จนบ้านเมืองเกิดการกบฏวุ่นวาย
คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง โฮ่วอี้และมเหสีนั่งชมความงามของพระจันทร์ในสวนและเสวยดอกหอมหมื่นลี้ชุบน้ำตาล มีพระในลัทธิเต๋ารูปหนึ่งขอเข้าเฝ้าและถวายเหล้าไวน์ที่ทำจากดอกหอมหมื่นลี้ พระรูปนั้นแกะห่อกระดาษที่นำมาด้วย และโรยผงที่มีประกายระยิบระยับลงไปในถ้วยไวน์ พลางทูลพระจักรพรรดิว่า “ยานี้จะทำให้พระองค์กลับเป็นอมตะอีกครั้ง” โฮ่วอี้ได้ฟังดังนั้น ก็คิดในใจว่า ‘เวลานี้ประชาชนเป็นกบฏต่อเรา ชะรอยพระรูปนี้จะคิดวางยาพิษเรา อย่ากระนั้นเลย เราจะให้ภรรยาของเราลองดื่มยานี้ก่อน’ พระองค์จึงตรัสแก่มเหสีว่า “ในเมื่อเจ้าปรารถนาความเป็นอมตะ ก็จงดื่มก่อนเถิด”
ฝ่ายพระมเหสีเมื่อรับถ้วยไวน์จากพระสวามีก็คิดว่า “สามีของเรากลายเป็นทรราชไปเสียแล้ว หากทำให้เขากลายเป็นอมตะ ก็จะเป็นภัยต่อโลกยิ่งนัก” เมื่อคิดได้ดังนั้นพระนางจึงดื่มยาเข้าไปทั้งหมด พระจักรพรรดิเห็นดังนั้นก็กริ้วมาก ทรงชักดาบขึ้นหมายจะตัดเศียรพระมเหสี ทว่าพลังของน้ำอมฤตทำให้พระนางสามารถเหาะหนีไปโดยหมายจะกลับไปสวรรค์ แต่พลังอำนาจของน้ำอมฤตก็หมดลงทันทีที่เสด็จถึงดวงจันทร์ ที่นั่นพระนางพบทางเข้าพระราชวังน้ำแข็งอันงดงาม และต้นหอมหมื่นลี้ขนาดยักษ์ซึ่งข้างใต้มีกระต่ายหยกกำลังตำสมุนไพรเพื่อปรุงน้ำอมฤต พระนางได้พบทุกสิ่งที่เคยฝันถึง แต่ไม่นานก็พบว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดเลยนอกจากกระต่ายตัวนั้น จึงรู้สึกโศกเศร้าเสียใจในความผิดที่ได้ทรยศต่อสามี จนต้องใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพัง
ชาวจีนบางคนเชื่อว่า เทพธิดาฉังเอ๋อเป็นพระโพธิสัตว์ที่เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ในเวลาเดียวกับที่ทรงบรรลุธรรม เพราะเป็นเวลาที่พระนางเกิดความเมตตาแก่ชาวโลกอย่างหาที่สุดมิได้ พระนางจึงเลือกที่จะไม่เหาะไปไกลกว่าดวงจันทร์ เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆ คอยคุ้มครองชาวโลกที่เดือดร้อน ในช่วงพระจันทร์เต็มดวงในฤดูใบไม้ร่วง พระนางจะเสด็จกลับลงมายังโลกเพื่อโปรดเหล่ามนุษย์
ตำนานเล่าว่า หลายร้อยปีหลังเทพธิดาฉังเอ๋อเสด็จสู่ดวงจันทร์ คนตัดไม้ผู้หนึ่งนามว่า อู๋กัง ได้ลักลอบเข้าไปในสวนของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ พระแม่เจ้าแห่งตะวันตก เพื่อจะตัดไม้จากต้นหอมหมื่นลี้เก่าแก่ของพระนางไปทำฟืนขาย
อู๋กังแบกไม้ไว้บนหลังและเล็ดลอดหนีไปได้ แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาทิ้งตัวลงนอนพัก และเมื่อลืมตาขึ้น ก็ได้เห็นสวนอันสวยงามแห่งหนึ่ง จึงลุกขึ้นเดินไปเรื่อยๆ จนพบกระต่ายหยกใต้ต้นหอมหมื่นลี้ขนาดยักษ์ เขาจึงถามกระต่ายว่า “นี่คือที่ใดกันหรือ” กระต่ายตอบว่า “นี่เป็นสวนบนดวงจันทร์ของฉังเอ๋อ” อู๋กังจึงถามต่อว่า “แล้วท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
กระต่ายจึงตอบว่า “นานมาแล้ว เทพเจ้า 3 องค์ได้ปลอมแปลงกายเป็นขอทานเพื่อทดสอบคุณธรรมของสุนัขจิ้งจอก ลิง และตัวข้า พวกเขาขออาหารจากเจ้าหมาจิ้งจอก และจิ้งจอกก็ให้องุ่นไป พวกเขาขออาหารจากลิง และลิงก็ให้ผลแตงแก่พวกเขาคนละชิ้น แต่เมื่อพวกเขามาขออาหารจากข้า ข้าก็มีเพียงหญ้าซึ่งคงไม่พอประทังชีวิตพวกเขา ด้วยความสงสาร ข้าจึงขอให้พวกเขาฆ่าข้าและถลกหนังเพื่อเอาเนื้อไปทำอาหาร คุณความดีในครั้งนั้นทำให้ข้ามีชีวิตอมตะและได้มาอาศัยอยู่ในสวนแห่งนี้ซึ่งข้าจะได้ฝึกวิชาสมุนไพรอย่างมีความสุข แต่สำหรับมนุษย์แล้ว ดวงจันทร์นั้นทั้งกว้างใหญ่และหนาวเย็น”
“แล้วเหตุใดข้าจึงตื่นขึ้นมาในสวนของท่าน” อู๋กัง ถาม
“เจ้าตัดต้นหอมหมื่นลี้ศักดิ์สิทธิซึ่งเป็นหลานของต้นหอมหมื่นลี้ที่ให้ร่มเงาแก่พระราชวังสีแดงและสวนบนดวงจันทร์แห่งนี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ประมุขแห่งสรวงสวรรค์จึงเนรเทศเจ้ามาที่นี่เป็นการลงโทษ แต่เจ้าสามารถกลับไปยังโลกได้ทันทีที่เจ้าโค่นต้นหอมหมื่นลี้บนดวงจันทร์ได้สำเร็จ” กระต่ายตอบ
คนตัดไม้ซึ่งคิดถึงครอบครัวของเขาบนโลกมนุษย์ จึงรีบลงมือโค่นต้นไม้ต้นนั้นทันที แต่ทุกครั้งที่เขาใช้ขวานฟันลงไป กิ่งไม้ก็กลับงอกออกมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เขายังคงตัดแล้วตัดอีกอย่างไม่จบสิ้นจนถึงทุกวันนี้

ที่มาภาพ : www.chinesetime.cn
ชาวจีนจัดงานเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์หรือเทศกาลแห่งการกลับมาพบกันอีกครั้งในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนกันยายน เพื่อคารวะต่อเทวีแห่งดวงจันทร์ กระต่าย และคนตัดไม้ เวลาค่ำในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกหอมหมื่นลี้เบ่งบาน ครอบครัวชาวจีนจะออกมานั่งล้อมวงในสนามเพื่อกินขนมไหว้พระจันทร์ คุณย่าคุณยายก็จะเล่าตำนานอันน่าประทับใจเกี่ยวกับดวงจันทร์และดอกหอมหมื่นลี้ให้ลูกหลานฟังอย่างสนุกสนาน ตำนานดังกล่าวจึงยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบัน
น้ำหอมกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้หรือที่ใช้หอมหมื่นลี้เป็นส่วนผสม
mass market/counter brands : Very Michael Kors by Michael Kors, Flora by Gucci, Un Printemps à Paris by Celine Dion Parfums, First Love by Van Cleef & Arpels, Echo by Davidoff
niche/exclusive brands : Datura Noir และ Nuit de Cellophane by Serge Lutens, Osmanthus by Ormonde Jayne, Osmanthus by The Different Company, Osmanthus by Keiko Mecheri, Osmanthus Interdite by Parfum d’Empire, Osmanthe Yunnan by Hermes, Kismet by Yosh, Iles d’Amour by Fragonard, Tanit by Profumi di Pantelleria, Frangipane by The Garden Party
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ
หอมมะลิ…หอมกลิ่นรัก

มะลิซ้อน หรือ Jasminum sambac เป็นชนิดที่นิยมปลูกกันในหลายประเทศเขตร้อน ซึ่งรวมถึงไทยเราด้วย ที่มาภาพ : www.toptropicals.com
มะลิ เป็นดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี สีขาวบริสุทธิ์และกลิ่นหอมชื่นใจ ทำให้มะลิถูกนำไปเปรียบกับความสูงส่งดีงาม กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ คนไทยยังนิยมใช้มะลิในพิธีการสำคัญ เช่น ทำพานพุ่มไหว้ครู ร้อยมาลัยถวายพระ หรือ ใช้รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ มะลิในวัฒนธรรมไทย จึงมักผูกพันกับ “ของสูง” คงเพราะมะลินั้นถือเป็นยอดของดอกไม้หอมทั้งมวล จึงเหมาะจะนำมาใช้แสดงความเคารพบูชาอย่างสูงสุดต่อผู้มีพระคุณ คำกล่าวที่ว่าความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดีนั้นอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยมาแต่โบราณกาล
เมื่อนึกถึงมะลิ จึงเชื่อว่าหลายคนก็คงอดนำไปเชื่อมโยงกับ “พระ” หรือ “แม่” ไม่ได้ ขณะที่คุณสมบัติทางโรแมนติก หรือกระทั่งอีโรติกของมะลินั้น ออกจะถูกพูดถึงอยู่น้อยในวัฒนธรรมไทย อาจมีการกล่าวถึงในวรรณคดีโบราณ แต่ก็มักไม่มีอะไรลึกซึ้งไปกว่าการที่ตัวเอกเที่ยวชมสวนหรือเดินป่า เมื่อบังเอิญได้กลิ่นหอมจรุงใจของมะลิและดอกไม้อื่นๆ ก็ให้ระลึกถึงนางผู้เป็นที่รัก
ตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความโรแมนติกของมะลินั้น กลับถูกเน้นหนักอย่างมากในวัฒนธรรมต่างชาติ กระทั่งใครที่เคยคิดว่ากุหลาบเป็นดอกไม้แห่งความรักอาจต้องเปลี่ยนใจ
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน ยกย่องมะลิเป็นดอกไม้ประจำชาติ ในอินโดนีเซียนั้น มะลิหรือ “เมลาตี” (Melati) คือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความรักนิรันดร์ และความงามของสาวแรกรุ่น มะลิมักถูกใช้ในพิธีแต่งงานของชนพื้นเมือง และพิธีกรรมทางศาสนาในเกาะชวาและบาหลี
ส่วนที่ฟิลิปปินส์นั้น มะลิมีชื่อแสนไพเราะว่า “Sampaguita” และกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรมอย่างแพร่หลาย
ชื่อ Sampaguita นี้มีที่มาจากตำนานพื้นบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าหญิงแสนสวยองค์หนึ่งนามว่าเจ้าหญิง Lakambini ทรงตกหลุมรักขุนนางหนุ่มผู้องอาจแกล้วกล้า จนเมื่อเกิดภัยจากการรุกรานของอริราชศัตรู คนรักของเจ้าหญิงจึงประกาศจะออกไปร่วมสู้รบป้องกันอาณาจักร เมื่อคู่รักต้องจากกันบนยอดเขาริมทะเล เจ้าหญิงได้กล่าวคำอำลาสุดท้ายว่า “Sumpa Kita…ฉันให้สัญญา” เพื่อแสดงถึงความรักมั่นคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของเธอ เจ้าหญิงเฝ้าคอยวันแล้ววันเล่าถึงการกลับมาของเขา แต่สุดท้ายขุนนางหนุ่มก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เจ้าหญิงจึงสิ้นพระชนม์ด้วยหัวใจแหลกสลาย ยอดเขาแห่งนั้นกลายเป็นหลุมฝังศพเจ้าหญิง เมื่อเวลาผ่านไป มีดอกไม้กลิ่นหอมสีขาวบริสุทธิ์เจริญเติบโตขึ้นบนหลุมศพ ดอกไม้นี้จึงมีชื่อเรียกว่า Sampaguita เพื่อระลึกถึงความรักอันมั่นคงของเธอ
การเชื่อมโยงมะลิกับความรักและหญิงงามยังมีให้เห็นในประวัติศาสตร์ของเกาะฮาวาย มะลิเป็นดอกไม้โปรดของเจ้าหญิงรัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรฮาวาย ก่อนตกเป็นเมืองขึ้นของอเมริกาและเปลี่ยนแปลงการปกครองในท้ายที่สุด เจ้าหญิงองค์นี้ทรงพระนามว่า Victoria Ka’iulani Cleghorn ทรงสืบเชื้อสายชนพื้นเมืองจากพระมารดา ผู้เป็นพระภคินีของพระราชินี Lili’uokalani ผู้ครองราชอาณาจักรฮาวายองค์สุดท้าย และสืบเชื้อสายยุโรปจากบิดาชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการเมืองฮอนโนลูลู พระราชินีทรงไม่มีพระราชโอรส-ธิดา จึงทรงสถาปนาเจ้าหญิง Ka’iulani เป็นรัชทายาท

เจ้าหญิง Ka'iulani ผู้ทรงพระสิริโฉม ที่มาภาพ : www.electricscotland.com
Ka’iulani ทรงพระสิริโฉมงดงามมาก ทรงได้รับการศึกษาจากยุโรป ทั้งยังเชี่ยวชาญรอบด้านในศิลปะหลายแขนง ทำให้ทรงเป็นที่รักของประชาชนอย่างยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่า “ดอกไม้แห่งฮาวาย” แต่การโค่นล้มราชวงศ์ทำให้ต้องทรงลี้ภัยไปยุโรป ทว่าระหว่างนั้นได้เสด็จไปอเมริกาครั้งหนึ่งเพื่อขอความเป็นธรรมแก่ประชาชนของพระองค์ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เจ้าหญิงได้เสด็จกลับฮาวายเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนจนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียง 23 ชันษา จากปัญหาสุขภาพ ในปี ค.ศ. 1899 ไม่นานหลังเสียเอกราชแก่อเมริกา
วีรกรรมของเจ้าหญิงผู้งดงามและกล้าหาญยังคงเป็นแรงบันดาลใจแก่นักแสดง นักดนตรี ศิลปิน และกวีร่วมสมัยของฮาวายทุกวันนี้ ดอกมะลิซึ่งเป็นดอกไม้โปรดของเจ้าหญิง ถูกขนานนามว่า “Pikake” ซึ่งเป็นคำฮาวายที่มาจากคำว่า “peacock” หรือนกยูง สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเจ้าหญิงนั่นเอง ชาวฮาวายนิยมคล้องมาลัยที่เรียกว่า Pikake lei ในงานเฉลิมฉลอง ทั้งยังมอบเป็นของขวัญแก่กันเพื่อแสดงถึงความรัก
บริษัทน้ำหอมฝรั่งต่างได้แรงบันดาลใจจากชื่ออันไพเราะเหล่านี้ ถึงกับนำไปตั้งเป็นชื่อน้ำหอม Ormonde Jayne แบรนด์น้ำหอมชั้นยอดของอังกฤษ ตั้งชื่อกลิ่นที่ใช้มะลิเป็นส่วนผสมหลักว่า Sampaguita ส่วนยี่ห้อใหม่ๆ ในวงการน้ำหอมอเมริกันก็พากันตั้งชื่อน้ำหอมตามชื่อมะลิฮาวาย อย่าง Pikake Lei ของ Ava Luxe หรือ Waikiki Pikaki ของ Pacifica นัยว่าให้ได้ feeling หรูหราเหมือนส่งตรงจากแดนไกล เอาไว้ล่อใจลูกค้าที่หลงใหลวัฒนธรรมตะวันออกและอยากมีกลิ่นพิเศษไม่ซ้ำใครนั่นเอง ฝรั่งนั้นคลั่งไคล้น้ำหอมกันจริงๆ จังๆ หนึ่งในกลิ่นที่สาวฝรั่งนิยมหลงใหลและถือกันว่าแพงนักหนาก็คือมะลินี่แหละ แทบทุกยี่ห้อจึงต้องทำกลิ่นมะลิออกขาย และสร้าง image ของกลิ่นให้ดู exotic เข้าไว้ นัยว่าทำกำไรได้มหาศาล
ความจริงแล้วมะลิที่ปลูกในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และฮาวายนี้ ก็คือสายพันธุ์เดียวกับมะลิซ้อน มะลิลา บ้านเรานั่นแหละ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum sambac ฝรั่งเรียกว่า Arabian jasmine มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มะลิที่รู้จักกันทั่วไปในโลกก็มี 2 ชนิดหลัก คือ J. sambac และ J. grandiflorum ซึ่งชนิดหลังนี้เรียกกันทั่วไปว่า Spanish jasmine มะลิที่ปลูกในเมืองไทยยังมีอีกหลายชนิด อาทิ มะลิวัลย์ (J. undulatum) มะลุลี (J. pubescens) แต่ที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายคือมะลิลาและมะลิซ้อนนี่เอง

น้ำหอมกลิ่น Night Scented Jasmine ของ Floris of London แบรนด์น้ำหอมเก่าแก่ของอังกฤษ ที่มาภาพ : www.mimifroufrou.com
มะลิ sambac นี้หอมแรงและบานตอนกลางคืน ผู้เขียนสังเกตว่ากลิ่นหอมแรงที่สุดตอนกลีบดอกกำลังแย้มออกในเวลาหัวค่ำ ก่อนจะบานเต็มที่ตอนกลางคืน น้ำหอมฝรั่งบางกลิ่นที่ใช้มะลินี้เป็นส่วนผสม จึงตั้งชื่อว่า Night Scented Jasmine บ้างก็ตั้งชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Jasmin de Nuit ให้อารมณ์โรแมนติกดีแท้ แต่ผู้เขียนได้ลองแล้วก็ไม่ประทับใจนัก เพราะกลิ่นไม่ใคร่จะใกล้เคียงกับมะลิจริง
ชาวตะวันตกขนานนามมะลิโดยทั่วไปว่า King of Flowers และให้กุหลาบเป็น Queen ที่เรียก king คงเพราะมะลิมีกลิ่นหอมแรง จึงถูกใช้เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหอมคู่กับกุหลาบ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า มะลิ sambac นั้นสมเป็นราชาแห่งดอกไม้ เพราะมีกลิ่นเข้มข้นเย้ายวนกว่าพันธุ์ grandiflorum และหากใครเคยลองเด็ดมะลิที่บ้านมาดมดูนานๆ จะพอจับได้ว่า ในกลิ่นหอมหวานนั้น มีกลิ่นออกเขียวสาบๆ เจืออยู่เล็กน้อย กลิ่นนี้เกิดจากสาร indole ซึ่งเป็นสารประกอบในกลีบดอกมะลิ มีไว้เพื่อดึงดูดผีเสื้อกลางคืน ซึ่งจะมาผสมเกสรเพื่อขยายพันธุ์ให้แก่ต้นไม้นั่นเอง
สาร indole ในมะลิ sambac มีปริมาณมากกว่าในมะลิ grandiflorum ทำให้มะลิ sambac มีกลิ่นแบบ animalic คือเจือกลิ่นสาบเล็กน้อยคล้ายกลิ่นผิวกายคนหรือสัตว์ มะลิจึงถูกเปรียบเป็นราชา ซึ่งก็คงเพราะมีลักษณะ ‘ความเป็นชาย’ (masculinity) มากกว่ากุหลาบที่มีกลิ่นหอมอ่อนหวานสดใสแบบผู้หญิงนั่นเอง
ถ้ามะลิ sambac เป็นราชาแห่งสนธยา มะลิ grandiflorum ก็คงเป็นราชินีแห่งรุ่งอรุณ เพราะบานยามเช้าตรู่ มะลิ grandiflorum นี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ และปลูกแพร่หลายทั่วโลกในเขตภูมิอากาศอบอุ่นเช่นแถบเมดิเตอร์เรเนียน มะลินี้นิยมใช้ทำน้ำหอมมากที่สุด เพราะกลิ่นหอมหวานมาก ทั้งยังมีรูปลักษณ์สวยบอบบาง ให้อารมณ์อ่อนหวานแบบผู้หญิงมากกว่ามะลิ sambac

มะลิชนิด J. grandiflorum ที่เรียกกันทั่วไปว่า Spanish jasmine ที่มาภาพ : www.logees.com
มะลินั้นเป็นที่รู้กันดีในวงการสุวคนธบำบัด (aromatherapy) ว่ามีสรรพคุณกระตุ้นอารมณ์โรแมนติกหรือ ความต้องการทางเพศ ที่ฝรั่งเรียกว่า “aphrodisiac” ซึ่งก็มาจากคำว่า Aphrodite เป็นชื่อของเทพธิดาแห่งความรักและเสน่ห์ทางเพศอันเย้ายวนในเทพปกรณัมของกรีกนั่นเอง Aphrodite นี้ก็คือองค์เดียวกับเทพีวีนัสในตำนานของชาวโรมันนั่นแหละ ฟังดูแล้วก็อดขันไม่ได้เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่ามะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่และใช้สำหรับบูชาพระในเมืองไทย
ความโรแมนติกเย้ายวนของกลิ่นมะลิ มีกล่าวไว้ในเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพระนางคลีโอพัตรา ราชินีผู้เลอโฉมแห่งอียิปต์ และมาร์ค แอนโทนี ขุนพลผู้ทรงอำนาจแห่งโรม หลังจากจูเลียส ซีซาร์ ผู้ปกครองโรมซึ่งเป็นชู้เก่าของพระนางถูกลอบสังหาร ด้วยความมุ่งหวังจะหาขั้วอำนาจใหม่ไว้คุ้มครองตัวเอง พระนางจึงวางแผนใช้เสน่ห์ยั่วยวนเพื่อมัดใจนายทหารใหญ่แห่งโรม ด้วยการเชื้อเชิญมาร์ค แอนโทนี ล่องเรือชมแม่น้ำไนล์
เล่ากันว่า พระนางจัดพิธีต้อนรับยิ่งใหญ่บนเรือทองสุดอลังการ มีนักดนตรีขับกล่อมเพลงไพเราะ เหล่านางสนมสวยสะคราญคอยปรนนิบัติรับใช้ แถมมีเด็กหนุ่มหน้าตาดีถือพัดนั่งเรียงรายล้อมรอบราวกับกามเทพคิวปิด ส่วนตัวพระนางคลีโอพัตรานั้นงามราวกับเทพีวีนัสในชุดภูษาสีทอง ใบเรือสีม่วงถูกประพรมด้วยน้ำดอกมะลิหอมรัญจวนใจ ส่งกลิ่นฟุ้งตลบอบอวลไปถึงอีกฝั่งของแม่น้ำเลยทีเดียว มาร์ค แอนโทนี เห็นแล้วถึงกับตะลึงจังงังราวต้องมนตร์สะกด เรียกว่าหลงเสน่ห์พระนางจนโงหัวไม่ขึ้นนับแต่นั้น
ในศาสนาฮินดู ก็มีเทพเจ้าแห่งความรัก ที่เรียกว่า กามเทวะ หรือพระกามเทพ ท่านผู้อ่านอย่านำไปสับสนกับคิวปิดที่เป็นเด็กอ้วนตุ้ยนุ้ยในเทพนิยายโรมันเชียวนา เพราะพระกามเทพของฮินดูนั้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม บางตำราก็ว่าทรงเป็นโอรสของพระลักษมีกับพระนารายณ์ ตรงนี้แหละที่ไปคล้ายคลึงกับตำนานกรีกและโรมัน เพราะคิวปิดก็เป็นลูกของวีนัสกับชู้คือมาร์ส เทพเจ้าแห่งสงคราม ต่างกันแต่ที่พระนารายณ์ สวามีของพระลักษมีนั้นทรงพระสิริโฉมงดงาม ส่วนมาร์สนั้นไม่ค่อยหล่อแต่เร้าใจว่างั้นเถอะ
พระกามเทพนั้นยังคล้ายคิวปิดคือถือศรเป็นอาวุธประจำกาย ศรนี้เรียกว่า “บุษปศร” คันศรทำจากต้นอ้อย มีผึ้งบินเรียงต่อกันเป็นสายธนู มีพาหนะเป็นนกแก้วพาบินไปทั่วสามโลก เพื่อเล็งศรให้ถูกเป้าหมาย ลูกศรนี้มี 5 ดอก ปลายประดับด้วยดอกไม้หอม 5 ชนิด หนึ่งในนั้นคือดอกมะลิ เมื่อยิงถูกใครเข้าแล้วก็จะไปกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้เหยื่อเกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มหลงใหลในความงามที่ได้สัมผัส
ศาสนาฮินดูไม่ได้ยกย่องบูชาพระกามเทพเทียบเท่าเทพเจ้าองค์อื่น เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความใคร่ที่กักขังวิญญาณให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ความคิดนี้ถือว่าตรงกับทางพุทธศาสนา เพราะถ้าเป็นทางพุทธเราก็คงเรียกว่า “มาร” คืออุปสรรคขัดขวางการหลุดพ้นจากกิเลสนั่นเอง นี่อาจเป็นเหตุผลที่บรรพบุรุษไทยแต่โบราณไม่นิยมสอนลูกหลานให้เอามะลิไปใช้เสริมเสน่ห์ทางเพศ แต่ให้ใช้บูชาพระแทน ผู้เขียนก็เห็นดีด้วย เสียแต่ว่าผู้เขียนนั้นสนอกสนใจเรื่องกลิ่นหอมๆ เอามาก ทั้งยังทึ่งในกระบวนการผลิตน้ำหอม ซึ่งถือว่าต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อันละเอียดอ่อน เลยจะขอเล่าต่ออีกหน่อยถึงมะลิในอุตสาหกรรมน้ำหอม
มะลิที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดในวงการน้ำหอมคือมะลิจากเมือง Grasse ทางใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำหอมโลก มะลินี้ก็คือชนิด J. grandiflorum นั่นเอง กรรมวิธีการสกัดหัวน้ำมันมะลินั้นทั้งยากและซับซ้อน เริ่มตั้งแต่ต้องรีบเก็บดอกจำนวนมากให้เสร็จก่อนตะวันขึ้น เพราะแสงแดดจะทำให้กลีบอันบอบบางของมะลิสูญเสียกลิ่นหอมไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งต้องระวังไม่ให้มะลิช้ำเด็ดขาด เพราะจะทำให้กลิ่นเพี้ยน

โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานเทศกาลดอกมะลิ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมะลิของเมือง Grasse ที่มาภาพ : www.frenchduck.co.uk
กระบวนการสกัดกลิ่นนั้นก็ไม่สามารถใช้วิธีกลั่น (steam distillation) ซึ่งให้ความร้อนหรือไอน้ำเป็นตัวแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากกลีบดอก เพราะดอกมะลิไม่สามารถทนความร้อนได้ จึงต้องใช้กรรมวิธีโบราณที่เรียกว่า enfleurage หรือการสกัดด้วยไขมันเย็น คือโรยกลีบมะลิลงบนแผ่นกระจกที่เคลือบด้วยไขมันสัตว์ อาทิ ไขมันหมู วัว หรือแกะ ที่ผ่านการทำความสะอาดขจัดกลิ่นเหม็นคาวเรียบร้อยแล้วและนำไปแช่เย็นจนไขมันแข็งตัว จากนั้นทิ้งไว้จนกลิ่นหอมของดอกมะลิละลายปนกับไขมัน มะลิที่ใช้นี้ยังต้องเปลี่ยนใหม่ทุกวัน จนกว่าไขมันจะเจือด้วยกลิ่นมะลิเข้มข้น จากนั้นนำไขมันที่ได้ไปสกัดแยกเอาหัวน้ำมันมะลิออกมา กว่าจะได้หัวน้ำมันหอม 1 กิโลกรัม ต้องใช้มะลิมหาศาลถึง 7 ล้านดอก ปัจจุบันกรรมวิธี enfleurage นี้ไม่ค่อยทำกันแล้ว แต่หันมาใช้วิธี solvent extraction หรือการสกัดด้วยตัวทำละลาย ซึ่งก็มีขั้นตอนซับซ้อนเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ต้องใช้แรงงานคนมากเท่าการสกัดด้วยไขมันเย็น ซึ่งต้องบรรจงวางกลีบมะลิลงบนแผ่นกระจกทีละแผ่นอย่างยากลำบาก
เพราะความซับซ้อนในการผลิตและต้นทุนที่สูงนี้เอง ทำให้บริษัทน้ำหอมยักษ์ใหญ่ รวมทั้งที่เมือง Grasse เอง ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากอิตาลี อินเดีย อียิปต์ และโมร็อคโค ซึ่งเป็นผู้ส่งออกมะลิรายใหญ่ของโลก หรือหันไปใช้กลิ่นสังเคราะห์ที่เลียนแบบมะลิจริง ปัจจุบันมีน้ำหอมไม่กี่กลิ่นที่ยังใช้มะลิฝรั่งเศสเป็นส่วนผสม ซึ่งก็แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือน้ำหอมอมตะนิรันดร์กาลอย่าง Chanel N.5 หรือกลิ่น Joy และ 1000 ของ Jean Patou (แต่ย้ำว่าต้องเป็นหัวน้ำหอม หรือ pure perfume เท่านั้น ไม่ใช่ eau de perfume หรือ eau de toilette!) ส่วนบริษัทเก่าแก่ระดับตำนานอย่าง Guerlain ก็เคยใช้มะลิเมือง Grasse ในน้ำหอมอมตะหลายกลิ่น อาทิ Shalimar และ Mitzouko แต่ทราบมาว่าปัจจุบันทาง Guerlain ก็ได้ปรับปรุงสูตรน้ำหอมดังกล่าวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบเช่นกัน น้ำหอม Shalimar และ Mitzouko ที่มีขายตามห้างสรรพสินค้าในปัจจุบันจึงไม่มีส่วนผสมของมะลิจากเมือง Grasse อีกต่อไป

น้ำหอม Mitsouko ของ Guerlain รุ่นเก่า มีส่วนผสมของมะลิจากเมือง Grasse ที่มาภาพ : www.imagesdeparfums.fr
ส่วนผู้อ่านที่ชื่นชอบกลิ่นมะลิและนิยมของไทยๆ ราคาไม่แพง ก็ลองหาน้ำอบ น้ำปรุง มาใช้ดู เครื่องหอมไทยเหล่านี้เป็นศิลปะตกทอดมาแต่โบราณ สกัดจากดอกไม้นานาพันธุ์ เช่น มะลิ ชมนาด กุหลาบ กระดังงา จำปา จำปี แต่ผู้เขียนต้องสารภาพว่า เคยลองน้ำอบน้ำปรุงเหล่านี้แล้วไม่ประทับใจนัก เพราะกระบวนการสกัดกลิ่นใช้วิธีอบควันเทียน ทำให้กลิ่นดอกไม้มีกลิ่นควันเทียนปนอยู่ด้วย กลิ่นที่ได้จึงคล้ายแป้งหรือดอกไม้แห้ง ผู้เขียนนั้นชอบน้ำหอมที่ปรุงกลิ่นให้ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด ไม่ว่าจะใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ก็ตาม เช่นถ้าเป็นกลิ่นดอกมะลิก็ต้องหอมสดชื่นราวกับมะลิที่เพิ่งถูกเด็ดจากต้น หากมีการเติมกลิ่นไม้หอม เครื่องเทศ หรือกลิ่นสัตว์อย่างมัสค์เข้าไป ก็ต้องไม่เข้มข้นมากจนทำลายกลิ่นหอมสดชื่นอ่อนหวานของดอกไม้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน กลิ่นที่ถูกจมูกของคนหนึ่ง อาจไม่เป็นที่พอใจของอีกคนก็ได้ ตลาดเครื่องหอมจึงมีสินค้าให้เลือกมากมายตามความต้องการของผู้บริโภค
น่าเสียดายที่เมืองไทยเรามีดอกไม้ถิ่นร้อนซึ่งมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่จำนวนมาก ทั้งยังมีไม้หอม เครื่องเทศ และสมุนไพรนานาพันธุ์ แต่กลับไม่ค่อยมีผู้ใช้ข้อได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ ผู้เขียนว่าแม้แต่ฝรั่งเศสที่ถือเป็นสุดยอดเรื่องผลิตน้ำหอมยังสู้เราไม่ได้เรื่องวัตถุดิบ ศิลปะการปรุงน้ำหอมบ้านเราไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะขาดผู้สนใจค้นคว้าทดลองเรื่องการสกัดและปรุงกลิ่นจากพันธุ์ไม้หายากของโลกตะวันออกเหล่านี้อย่างจริงจัง จึงน่าจะมีการส่งเสริมกันให้มากขึ้น เพราะถ้าทำได้ก็น่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ใช่น้อย ไทยเรานั้นไม่เคยเป็นสองรองใครเรื่องฝีมือและรสนิยมทางศิลปะ เพียงแต่ขาดความคิดนอกกรอบ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวไกลและยกระดับ image ของสินค้าให้ต้องตาต้องใจลูกค้าระดับสากลได้ในระดับที่ฝรั่งทำ
กลับมาที่เรื่องมะลิ ตัวผู้เขียนเองนั้นก็ไม่ค่อยตื้นเต้นสักเท่าไหร่กับมะลิฝรั่งเศส แต่กลับชอบมะลิลา มะลิซ้อนบ้านเรานี่แหละ เพราะมีสรรพคุณ antidepressant คือให้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ คลายความตึงเครียดได้อย่างน่าประหลาด ส่วนจะมีผลกระตุ้นอารมณ์โรแมนติกหรือไม่อย่างไรนั้น ผู้เขียนยังไม่เคยลอง ใครรู้ช่วยบอกที……
น้ำหอมกลิ่นมะลิหรือที่ใช้มะลิเป็นส่วนผสม
mass market/counter brands : Pikake by Terra Nova, Jasmine by Demeter, Tendre Jasmin by Yves Rocher, Les Fleurs de Provence Jasmin by Molinard, Joy by Jean Patou, Murmure by Vancleef & Arpels, Jaipur และ Jaipur Saphir by Boucheron, Shalimar Light by Guerlain, Blush by Marc Jacobs, Le De และ Organza Jasmin 2007 by Givenchy (limited edition), Jasmin Fleur by Jill Stuart, Voile de Jasmin และ Jasmin Noir by Bulgari, Vera Wang by Vera Wang, Covet Pure Bloom by Sarah Jessica Parker, F by Ferragamo, Very Pretty by Michael Kors, Belle de Soleil by Fragonard
niche/exclusive brands :
Jasmal, Jasmin Imperatrice Eugenie และ Love in White by Creed, Jasmin de Nuit by The Different Company, Sampaguita by Ormonde Jayne, Le Jasmin by Annick Goutal, Jasmin และ Jardin Blanc by Maitre Parfumeur et Gantier, Jasmin Full by Montale, Jasmin Vert by I Profumi di Firenze, Jasmin by Bruno Acampora , A La Nuit และ Sarrasins by Serge Lutens, Jasmine & Honeysuckle และ White Jasmine & Mint by Jo Malone, Jasmine White Moss by Estee Lauder Private Collection, Jasmine by Keiko Mecheri, Olene by Diptyque, La Chasse Aux Papillons และ La Haie Fluerie du Hameau by L’Artisan Parfumeur, Jasmine by Renee, Jasmin 17 by Le Labo, Child perfume oil by Child, Jasmin และ Jasmiralda by Guerlain, Gardenia by Chanel, L’Eau Nirique และ Voleur de Ciels by Stephanie de Saint-Aignan, Light Comes From Within by Creative Scentualization, Jazmin by Norma Kamali, Jasmine Musk by Tom Ford Private Blend, Ellie D by Ellie D, Moon Garden by Strange Invisible Perfumes, Vent de Jasmin by Il Profumo, Eclat de Jasmin by Armani Prive, Cradle of Light by CB I Hate Perfume, Tunisian Jasmine by Pacifica, Jasmine by Donna Karan Essences, 3 Fleurs by Parfum d’Empire, Ophelia by Heeley, Dis-Moi, Miroir by Thierry Mugler, Intoxication by Parfum d’Orsay, Pink Jasmine by Fresh, Le Jasmin by Chantecaille, Teint de Neige by Lorenzo Villoresi, Pikake Lei by Ava Luxe, Fleur Liquide by Memoire Liquide Reserve, Fleurs Blanches และ Night Queen by In Fiore, Just Un Reve by Parfums de Nicolai, Don’t Get Me Wrong Baby… by Etat Libre d’Orange, White Flowers 1.41 by Yosh
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ
น้ำหอมกับศิลปะและดนตรี

ที่มาภาพ : www.superstock.com
หลายคนอาจสงสัยว่า น้ำหอมซึ่งสัมพันธ์กับประสาทรับกลิ่นหรือฆานประสาทนั้น เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างไรกับดนตรีซึ่งสัมพันธ์กับโสตประสาท เพราะทั้งสองสิ่งดูจะเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง แท้จริงแล้วน้ำหอมนั้นก็ประกอบด้วยตัวโน้ตเช่นเดียวกับดนตรีที่มีตัวโน้ตกำกับเสียงสูง-ต่ำ เพียงแต่ตัวโน้ตที่กำหนดไว้ในการปรุงน้ำหอมนั้นเป็นเครื่องกำกับความเข้มข้นของกลิ่นและระยะเวลาที่กลิ่นนั้นๆ หอมติดผิวกาย
โน้ตตัวแรกของน้ำหอมเรียกว่า top note หมายถึงกลิ่นแรกที่จะกระทบกับประสาทรับกลิ่นของคนเราทันทีที่ฉีดน้ำหอมออกจากขวด top note นี้เป็นกลิ่นที่มีความเข้มข้นสูง พูดง่ายๆ คือมีกลิ่นแรงที่สุดในบรรดาโน้ตทุกตัวในน้ำหอม แต่จะมีระยะเวลาที่กลิ่นติดผิวกายสั้นที่สุดในบรรดาโน้ตทั้งหมด

กลิ่นหอมชุ่มฉ่ำของผลไม้ถิ่นร้อนนานาชนิด กำลังเป็นที่นิยมใช้ปรุงแต่งกลิ่นน้ำหอมสมัยใหม่เพื่อเพิ่มความสดชื่นมีชีวิตชีวา ที่มาภาพ : www.cairns.com.au
กลิ่นที่ใช้เป็น top note มีอาทิ กลิ่นเขียวซาบซ่านของใบไม้หรือสมุนไพร อย่างมินต์ ยูคาลิปตัส เสจ หรือกลิ่นสังเคราะห์อื่นๆ เช่น Hexenol-cis-3 ซึ่งเป็นกลิ่นเขียวสดชื่นของหญ้าที่ตัดใหม่ๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงกลิ่นผลไม้ตระกูลส้ม อาทิ ส้มแทนเจอรีน ส้มแมนดาริน เบอร์กาม็อต มะกรูด มะนาว เกรพฟรุ้ต หรือกลิ่นผลไม้หอมหวานอย่างเมลอน พีช แอปริค็อต สับปะรด ลิ้นจี่ กลิ่นเหล่านี้จะหอมแรงเตะจมูกทันทีที่น้ำหอมสัมผัสผิวกายเป็นครั้งแรก แต่จะระเหยจางไปภายในเวลาไม่กี่นาที เปิดทางให้โน้ตตัวต่อไปได้สัมผัสกับจมูกของเรา
โน้ตตัวที่สองนี้เรียกว่า middle note หรือโน้ตตัวกลางนั่นเอง โดยมากเป็นกลิ่นดอกไม้ ซึ่งถือเป็นหัวใจของน้ำหอมนั้น จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า heart note ด้วย middle note นี้จะสื่อถึง character หลักของน้ำหอมนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปรุงต้องการให้น้ำหอมขวดนั้นสะท้อนถึงอะไร เช่นอาจเป็นน้ำหอมผู้หญิงสไตล์อ่อนหวานนุ่มนวล หรืออาจเป็นน้ำหอมผู้หญิงสไตล์เซ็กซี่ร้อนแรงก็ได้ ผู้ปรุงน้ำหอมจะเลือกส่วนผสมที่ประกอบขึ้นเป็น middle note ให้สามารถสื่อถึงลักษณะเด่นดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น กลิ่นดอกไม้น้ำอย่างบัวหรือดอกไม้ที่อ่อนโยนบอบบางอย่างลิลลี่ สะท้อนความเป็นสาวน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ส่วนกลิ่นดอกไม้เมืองร้อนอย่างมะลิ พุดซ้อน หรือซ่อนกลิ่น สามารถสื่อถึงความเย้ายวนและเสน่ห์ทางเพศของสตรีที่มีความเป็นผู้หญิงเต็มตัว

กลิ่นหอมหวานของช่อดอกไม้นานาพันธุ์มักถูกใช้เป็นส่วนผสมหลักหรือหัวใจของน้ำหอม ที่มาภาพ : www.imagesdeparfums.fr
middle note นี้ยังอาจรวมถึงกลิ่นเครื่องเทศและสมุนไพรบางชนิดที่ใช้เสริมแต่งหรือลดทอนความหอมหวานของกลิ่นดอกไม้ อาทิ ขิง อบเชย ยี่หร่า กระวาน เมอร์ (myrrh) ไธม์ (thyme) คาโมมายล์ (chamomile) โรสแมรี่ (rosemary) ฯลฯ ส่วนผสมทั้งหมดใน middle note จะมีความเข้มข้นของกลิ่นน้อยกว่าหรือพอๆ กับ top note แต่จะมีระยะเวลาที่ติดผิวกายนานกว่า
สุดท้ายคือ base note ซึ่งถือเป็นกลิ่นสุดท้ายที่หอมกรุ่นติดผิวกายนานที่สุด จมูกคนเราจะสามารถสัมผัสกลิ่น base note นี้ได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อ top และ middle note เริ่มระเหยจางไป base note นี้มักประกอบด้วยกลิ่นที่มีความเข้มข้นสูง แต่ใช้ในปริมาณน้อยมากเพื่อไม่ให้ฉุนแรงจนกลบกลิ่นอื่นไปเสียหมด ที่ใช้มากในการปรุงน้ำหอม มีอาทิ กลิ่นเขียวปนกลิ่นคล้ายเนื้อไม้ของรากแฝกหอม (vetivert), โอ๊คมอส (oakmoss) เป็นเห็ดราชนิดหนึ่งที่ขึ้นบนต้นโอ๊คหรือเปลือกต้นไม้ใหญ่ต่างๆ, พัตชุลี (patchouli) เป็นพืชชนิดหนึ่งในตระกูลมิ้นต์ ให้กลิ่นคล้ายเนื้อไม้ปนกลิ่นเครื่องเทศหรือสมุนไพร, กลิ่นเนื้อไม้หอมนานาชนิด อย่าง ไม้จันทน์ (sandalwood) ไม้กาอิค (guaic wood) ไม้ซีดาร์ (cedarwood) และไม้กฤษณา (agarwood) กลิ่นสัตว์ อย่าง กลิ่นจากต่อมสืบพันธุ์ของกวางชะมด (musk) กลิ่นแอมเบอร์กรีส์ (ambergris) ได้มาจากก้อนสีเทาที่ปลาวาฬ “sperm whale” ขับถ่ายออกมาจากร่างกาย กลิ่นซิเว็ต (civet) ได้จากต่อมขับถ่ายใต้หางของแมวป่าซิเว็ต ทว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำหอมหันไปใช้กลิ่นสังเคราะห์แทน เพราะสัตว์เหล่านี้หายากและใกล้สูญพันธุ์

หัวน้ำมันไม้จันทน์เป็นส่วนผสมอีกชนิดที่มีราคาแพงและมีความสำคัญมากในการปรุงน้ำหอม ที่มาภาพ : www.sandalwood.9nha.com
กลิ่น base note หรือกลิ่นฐานนี้มีคุณสมบัติสร้างความสมดุลกลมกลืนให้กับน้ำหอมในภาพรวมและช่วยให้ top note และ middle note ระเหยช้าลง กลิ่น base note นี้อาจหอมเย้ายวนติดผิวกายได้นานหลายชั่วโมง
ในภาษาน้ำหอมยังมีคำว่า “perfume accord” ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับคอร์ด (chord) ในภาษาดนตรี คอร์ดในดนตรีนั้นประกอบขึ้นจากหลายตัวโน้ตแต่มีความประสานกลมกลืนราวกับเป็นโทนเสียงเดียวกัน เช่นเดียวกับกลิ่นต่างๆ หลากหลายที่ผสมผสานกันเข้าจนกลายเป็นอีกกลิ่นที่มีลักษณะแตกต่างออกไปจากส่วนประกอบเดิมอย่างสิ้นเชิง จนคนดมไม่สามารถแยกได้อีกต่อไปว่ากลิ่นนั้นประกอบด้วยส่วนผสมหรือโน้ตตัวใดบ้าง นี่แหละที่เรียกว่า accord ซึ่งถือเป็นหลักหรือหัวใจของน้ำหอมกลิ่นต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอมกลิ่นมะลิ ก็ต้องประกอบด้วย jasmine accord เป็นต้น นักปรุงน้ำหอมอาจเติมแต่งกลิ่นอื่นๆ ลงไปบ้างเพื่อเสริมหรือลดทอนความเข้มข้น แต่จะต้องคงลักษณะเด่นของ accord นี้ไว้ตลอดระยะเวลาที่น้ำหอมนั้นติดผิวกาย
ศิลปะการปรุงน้ำหอมนั้นถือว่ามีความละเอียดซับซ้อนมาก เพราะผู้ปรุงต้องรู้จักส่วนผสมแต่ละตัวเป็นอย่างดี ว่ามีความเข้มข้นของกลิ่นในระดับใดและมีระยะเวลาที่ติดผิวกายนานเท่าใดก่อนจะระเหยไป จึงจะสามารถจัดลำดับได้อย่างถูกต้องว่ากลิ่นใดควรอยู่ใน top, middle หรือ base note อีกทั้งต้องคำนวณได้อย่างชัดเจนว่าจะใช้ส่วนผสมแต่ละชนิดในปริมาณเท่าใด จึงจะผสานกลมกลืนกันออกมาเป็นภาพรวมของกลิ่นน้ำหอมที่ต้องการ
น้ำหอมแต่ละขวดจึงเป็นผลรวมของส่วนผสมทั้งจากธรรมชาติและที่สังเคราะห์ขึ้นซึ่งอาจสูงถึงหลายร้อยชนิด ทั้งต้องมีความสมดุลกลมกล่อมของส่วนผสมต่างๆ ที่อาจมีทั้งเสริมกันหรือขัดแย้งกัน เช่นเดียวกับการประพันธ์เพลงให้มีความประสานกลมกลืนและความขัดแย้งระหว่างตัวโน้ตต่างๆ จึงจะได้เพลงที่ไพเราะ น้ำหอมจะมีคุณภาพมากเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของ “nose” หรือนักปรุงน้ำหอม ซึ่งอาจใช้เวลาบ่มเพาะไอเดียและทดลองผสมกลิ่นต่างๆ อยู่นานหลายปีกว่าจะได้ผลงานอันเป็นที่น่าพอใจ

ที่มาภาพ : http://science.howstuffworks.com
นักปรุงน้ำหอมเหล่านี้ส่วนมากจึงผ่านการฝึกฝนอย่างหนักในบริษัทน้ำหอมชั้นนำของโลกหรือที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำหอมโลกอย่างเมือง Grasse ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลานับ 10 ปีขึ้นไป กระทั่งสามารถจดจำกลิ่นต่างๆ ได้หลายพันกลิ่น รวมทั้งสามารถระบุคุณสมบัติของกลิ่นเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ พูดง่ายๆ ว่าต้องจมูกไวกระทั่งสามารถบอกรายชื่อส่วนผสมได้ทันทีที่น้ำหอมกลิ่นหนึ่งกระทบจมูก แน่นอนว่านักปรุงน้ำหอมเหล่านี้มีค่าตัวแพงมหาศาล และมักใช้เวลาเดินทางท่องไปทั่วโลกเพื่อสรรหาส่วนผสมแปลกใหม่มาใช้ในน้ำหอมของตน ถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจอีกอาชีพหนึ่ง ทว่าต้องอาศัยพรสวรรค์และความมานะพากเพียรอย่างสูง
หลักการปรุงน้ำหอมยังมีความคล้ายคลึงกับหลักการทางจิตรกรรม อันเกี่ยวข้องกับความเข้มข้นของระดับสีต่างๆ ซึ่งจิตรกรอาจเลือกใช้เพื่อสร้างสรรค์ภาพวาดหนึ่งๆ ส่วนผสมต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงน้ำหอมก็เปรียบได้กับสีสันต่างๆ ที่ไล่เรียงตั้งแต่โทนสีอ่อนไปจนถึงโทนสีเข้มที่สุด กลิ่นดอกไม้หลากหลายชนิดก็เหมือนกับนานาสีพาสเทลอันอ่อนหวาน กลิ่นใบไม้และสมุนไพรเปรียบได้กับสีเขียวหลากหลายโทน ตั้งแต่ เขียวอ่อน เขียวอมเหลือง เขียวอมน้ำตาล ไปจนถึงเขียวเข้ม กลิ่นเครื่องเทศนานาชนิดเทียบได้กับสีโทนร้อน ตั้งแต่สีเหลือง ส้ม แดง ไปจนถึงน้ำตาล กลิ่นเนื้อไม้หอมทั้งหลายเปรียบได้กับสีน้ำตาลที่ไล่เฉดตั้งแต่อ่อนถึงเข้ม นักปรุงน้ำหอมอาจเลือกใช้กลิ่นเหล่านี้มาสร้างสรรค์เป็นน้ำหอมแต่ละขวด เช่นเดียวกับจิตรกรเลือกสีสันที่ใช้ระบายภาพวาดเพื่อสื่อถึงจินตนาการของตน การเปรียบเทียบกลิ่นกับสีสันในจานสีของจิตรกร เป็นที่มาของคำว่า “perfumer’s palette” ซึ่งหมายถึงจานสีของนักปรุงน้ำหอมนั่นเอง

ภาพ "Watercolour Flowers" โดย Gord Clements ที่มาภาพ : http://gordclements.ca
เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงเริ่มอยาก ‘ทำความรู้จัก’ กับกลิ่นหอมต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะน้ำหอมนั้นไม่ใช่แค่ของเหลวที่บรรจุขวดไว้สำหรับประพรมเพื่อเสริมสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเองเท่านั้น แต่อาจเทียบได้กับงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว งานศิลปะชิ้นนั้นจะได้รับคำวิจารณ์ในทางใดก็เป็นเรื่องที่ subjective คือเป็นความคิดเห็นส่วนตนของแต่ละคน ทว่าทุกคนสามารถฝึกจมูกให้สามารถรับรู้และจดจำกลิ่นต่างๆ อันหลากหลายในธรรมชาติและสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา แล้วลองนำมาเปรียบเทียบกับเครื่องหอมกลิ่นต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งในโฆษณามักระบุรายชื่อส่วนผสมเอาไว้
ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ผลิตบอกว่าน้ำหอมกลิ่นนั้นมีส่วนผสมของมะลิและกุหลาบ เราก็สามารถนำไปเทียบเคียงกับกลิ่นดอกมะลิหรือกุหลาบแท้ๆ ที่เคยสัมผัสมาก่อน ก็จะสามารถวิจารณ์ได้ว่าน้ำหอมนั้นมีความใกล้เคียงกับธรรมชาติหรือว่ามีกลิ่นสารสังเคราะห์อย่างชัดเจน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวของแต่ละบุคคลอีกว่าชอบกลิ่นลักษณะใด จึงไม่มีการตัดสินถูก-ผิด นัก ‘ดม’ ที่จมูกผ่านการฝึกฝนมามาก อาจถึงขั้นแยกได้ว่าน้ำหอมแต่ละกลิ่นประกอบด้วยส่วนผสมใดบ้างและในปริมาณเท่าใด โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากคนขายหรือโฆษณาในนิตยสาร เหมือนคนชิมอาหารสามารถบอกได้ว่าอาหารนั้นรสชาติอร่อยกลมกล่อมดีแล้วหรือยังอ่อนเปรี้ยว อ่อนเค็มอย่างไร สุดท้ายนี้ก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในการดม….Happy sniffing!
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดใดก็ตาม กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ
ว่าด้วยเรื่องหอม…หอม
ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมว่า เวลาได้กลิ่นอะไรสักอย่าง คนเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกลิ่นนั้นอย่างฉับพลันทันที ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ แตกต่างออกไปตาม ‘จมูก’ หรือรสนิยมของแต่ละคน กลิ่นเดียวกันอาจทำให้สมองของคนหนึ่งหลั่งสารเอนโดรฟีน ที่ทำให้อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน คลายความเครียดลงได้ทันตา หรืออาจทำให้อีกคนคลื่นไส้จนทนไม่ได้ ทั้งที่คนอื่นว่าหอม แทนที่จะทำให้คลายเครียด กลับยิ่งเครียดหนักเข้าไปอีกหลายเท่า

น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ที่ให้อารมณ์หวานแบบผู้หญิง...ผู้หญิง ที่สาวๆ หลายคนชื่นชอบ แต่หนุ่มไทยจำนวนมากกลับทนกลิ่นแทบไม่ไหว ที่มาภาพ : www.imagesdeparfums.fr
ผู้เขียนเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อประพรมน้ำหอมกลิ่นโปรดไปในที่สาธารณะซึ่งบังเอิญมีคุณผู้ชายอยู่หลายคน ไม่ทันไรก็จะมีคนทำจมูกฟุดฟิด เริ่มจาม หรือหันมามองเราด้วยสายตาแปลกๆ ทั้งที่เราก็มั่นใจว่าไม่ได้ใส่น้ำหอมในปริมาณมากแต่อย่างใดเลย เพราะตั้งใจจะให้ตัวเองได้กลิ่นอยู่คนเดียว แต่หลายครั้งก็เกิดปฏิกิริยาทำนองเดียวกัน ผู้เขียนเลยสรุปเอาเองว่า คุณผู้ชายส่วนใหญ่นั้นไวต่อกลิ่นที่แปลกปลอมแม้เพียงนิดเดียว โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้นั้นจะมีปฏิกิริยามากเป็นพิเศษ สันนิษฐานว่าความไม่คุ้นชินทำให้รู้สึกว่ากลิ่นฉุนหรือหวานเอียนเกินไป ผู้เขียนจึงเลิกใส่น้ำหอมไปในที่สาธารณะ แต่จะใส่เวลาอยู่บ้านหรือก่อนเข้านอน จะได้มีเวลา enjoy กับกลิ่นได้เต็มที่อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะโมเลกุลของกลิ่นที่ผ่านเข้าจมูกไปนั้น จะถูกส่งตรงไปยังสมองส่วน limbic ซึ่งควบคุมอารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำต่างๆ โดยทันที ปกติแล้วมนุษย์เราจะใช้ประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นและการได้ยินเพื่อซึมซับข้อมูลจากสภาพแวดล้อมมากที่สุด ทว่าฆานประสาทหรือประสาทรับกลิ่นนั้นถือว่าเป็นประสาทสัมผัสที่มีความสลับซับซ้อน มีอานุภาพในการกระตุ้นเตือนความทรงจำในอดีตและมีผลต่อสภาพจิตใจคนเรามากที่สุด
ผู้เขียนจำได้ว่า กลิ่นน้ำหอมของคุณย่า คุณป้า ที่ผู้เขียนได้ใกล้ชิดในวัยเยาว์ ทำให้เกิดความอบอุ่นสบายใจอย่างบอกไม่ถูก แม้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และได้กลิ่นนั้นจากที่อื่น ก็มักจะหวนนึกถึงภาพความทรงจำสวยงามในวัยเด็กอยู่ร่ำไป ขณะที่บางกลิ่นกลับกระตุ้นให้ระลึกถึงช่วงเวลาไม่ดี เช่น กลิ่นยาบางชนิด กลิ่นโรงพยาบาล กลิ่นอับของห้องในบ้านหลังเก่า หรือกระทั่งกลิ่นน้ำหอมที่เคยใช้ในช่วงเวลาสับสนหรือทุกข์ใจ เมื่อได้กลิ่นเหล่านี้เข้าอีกครั้ง ภาพความทรงจำเก่าๆ ดูจะหวนกลับมาอย่างชัดเจน นี่คือสาเหตุว่าทำไมกลิ่นจึงมีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างมากมาย และคนเราก็รู้จักเลือกใช้กลิ่นหอมที่หลากหลายให้เกิดผลต่อร่างกายหรือจิตใจต่างกันไปตามความต้องการ

L'Air du Temps ของ Nina Ricci เป็นน้ำหอมกลิ่นโปรดของคุณย่าและคุณป้าของผู้เขียน เมื่อได้กลิ่นนี้ทีไรจึงมักหวนนึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์ทุกครั้ง ที่มาภาพ : www.imagesdeparfums.fr
ศิลปะการทำเครื่องหอมนั้นถือกำเนิดมาแต่โบราณ ประวัติศาสตร์ตะวันตกบันทึกไว้ว่ามนุษย์นิยมใช้เครื่องหอมมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ สมัยนั้นยังไม่มีการทำน้ำหอม แต่มักใช้ดอกไม้ สมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ในการบูชาเทพเจ้า ภายหลังจึงเริ่มคิดค้นวิธีทำน้ำมันหอม ขี้ผึ้ง ธูปหอมหรือกำยาน สันนิษฐานว่าการทำเครื่องหอมนั้นแพร่หลายในโลกตะวันออกมาก่อนแล้ว แต่ฝรั่งยุโรปเพิ่งมารู้จักการทำน้ำหอมเอาในยุค Renaissance เพราะพวกที่ไปรบในสงครามครูเสดนำวัตถุดิบและน้ำหอมจากเอเชียเข้ามา พร้อมกับที่นักเล่นแร่แปรธาตุในยุโรปสามารถคิดค้นกรรมวิธีผลิตน้ำหอมได้เป็นครั้งแรก
นับจากนั้น การผลิตน้ำหอมก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา น้ำหอมแต่ละยุคสมัยจะมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สะท้อนอารมณ์หรือความรู้สึกร่วมกันของผู้คน อันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือเหตุการณ์สำคัญของแต่ละยุค จนไม่แปลกที่จะกล่าวว่า กลิ่นหอมๆ นั้นถือเป็นส่วนสำคัญของอารยธรรมมนุษย์เลยทีเดียว
ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศสนั้นพระราชวังแวร์ซายเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและความงามของยุโรป ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของเครื่องหอมและเครื่องสำอาง เล่าลือกันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะทรงอาบน้ำเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในรอบ 4 ปี จนกลายเป็นแฟชั่นของชนชั้นสูงฝรั่งเศสสมัยนั้นที่ไม่นิยมอาบน้ำและหันมาใช้เครื่องหอมประพรมร่างกายกันอย่างฟุ่มเฟือย นัยว่าเพื่อให้มีกลิ่นกายเย้ายวน กระตุ้นอารมณ์ทางเพศนั่นเอง แฟชั่นประหยัดน้ำนี้ยังฮิตต่อมาถึงสมัยจักรพรรดินโปเลียน ผู้เคยตรัสประโยคเด็ดในสาสน์ที่ส่งถึงพระนางโจเซฟีน ผู้เป็นมเหสีว่า “Je reviens en trois jours, ne te laves pas. เราจะกลับมาภายใน 3 วัน…อย่าอาบน้ำล่ะ” กลิ่นกายของมเหสีจักรพรรดิฝรั่งเศสนั้นจะเย้ายวนหรือฉุนแรงขนาดไหน ท่านผู้อ่านลองจินตนาการดูเองก็แล้วกัน

พระนางโจเซฟีน มเหสีของจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ที่มาภาพ : www.visitingdc.com
หลังยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมน้ำหอมเริ่มเข้าสู่ศักราชใหม่ มีการเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นชนชั้นกลาง สินค้าฟุ่มเฟือยหรูหราไม่ถูกจำกัดในหมู่ชนชั้นสูงอีกต่อไป กลิ่นแปลกๆ ใหม่ๆ ถูกนำมาใช้ เช่น กลิ่นสังเคราะห์ หรือ aldehyde ซึ่งเมื่อนำไปผสมกับกลิ่นดอกไม้แท้ๆ จะออกมาเป็นกลิ่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำหอมกลิ่นแรกของโลกที่ใช้ aldehyde เป็นส่วนผสม และโด่งดังเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ก็คือ Chanel N.5 นั่นเอง
มีผู้เปรียบเทียบว่า หากกลิ่นหอมที่สกัดจากดอกไม้แท้เป็นสวนดอกไม้ตามธรรมชาติ กลิ่นดอกไม้เจือกลิ่น aldehyde ก็คงเป็นภาพวาดสวนดอกไม้จากจินตนาการของศิลปินแนว Impressionism ท่านผู้อ่านลองนึกถึงภาพจากปลายพู่กันของ Paul Gauguin หรือ Claude Monet เส้นสายที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระและสดใหม่ หรือสีสันกระจ่างสดใสดูเหนือจริง มิใช่ภาพเหมือนหรือเลียนแบบธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นภาพที่กลั่นกรองจากความประทับใจของผู้วาด ซึ่งได้ใช้สายตาบันทึกภาพความงามของสรรพสิ่งในธรรมชาติ แล้ว “ตีความ” ออกมาในสไตล์ของตนเอง

ภาพวาดดอกบัวสายของ Claude Monet จิตรกรเอกแห่งสำนัก Impressionism ชาวฝรั่งเศส ที่มาภาพ : www.en.wikipedia.org
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเฟื่องฟู พร้อมกับความนิยมแฟชั่นชั้นสูง (Haute Couture) สาวๆ สมัยนั้นจึงหันมาใช้น้ำหอมหรูของดีไซเนอร์ดังที่ออกแบบเสื้อผ้าให้ซุเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ด เมื่อถึงยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันแพร่หลายไปทั่วโลก แฟชั่นกางกางยีนส์และดนตรีร็อคแอนด์โรลเป็นที่นิยมสุดๆ น้ำหอมจึงไม่ใช่สินค้าที่จำกัดไว้ให้ลูกค้าระดับบนอีกต่อไป แต่คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ น้ำหอมชายกลิ่นแรกก็ถือกำเนิดขึ้นในเวลานี้
นับจากนั้น กลิ่นหอมก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา ในยุคฮิปปี้-บุปผาชน น้ำหอมถูกปรุงแต่งให้มีกลิ่นสดชื่น สะท้อนอิสรภาพ ความเยาว์วัยและการกบฏต่ออำนาจ เมื่อถึงยุคของพวกยัปปี้และ Materialismในทศวรรษ 1980 เกิดแฟชั่นเสื้อไหล่ตั้ง รัดเอวคอดกิ่ว สาวๆ แต่งหน้าเข้มจัด ทรงผมพองฟู กลิ่นน้ำหอมเข้มข้นเย้ายวนของทั้งชายและหญิง สะท้อนความแข็งแกร่ง การบูชาเงิน และอำนาจ
กระทั่งเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม หลังผ่านสงครามและภัยพิบัติต่างๆ ผู้คนเริ่มปฏิเสธลัทธิบริโภคนิยม หันมาใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ความสดชื่นและความสงบจึงกลายเป็น theme หลักของน้ำหอมยุคนี้ กลิ่นต่างๆ ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ป่าเขา ทะเล สวนดอกไม้ หรือกลิ่นที่ทำให้หวนนึกถึงความทรงจำวัยเยาว์ อย่างกลิ่นขนม หรือผลไม้ ผู้เขียนจำได้ว่า เคยได้กลิ่นเหล่านี้ตามเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้ามากจนเอียน ต้องหันกลับมาหากลิ่นดอกไม้ไทยๆ หรือกลิ่นคลาสสิกต่างๆ เพราะไม่ ‘กรีดร้อง’ มากจนเกินไปว่า “ฉันเป็นสาวรุ่นใหม่นะ”

น้ำหอมยุคทศวรรษ 1990 สะท้อนความเยาว์วัย ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และความงามของธรรมชาติ ที่มาภาพ : www.imagesdeparfums.fr
การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในยุค World Wide Web ทำให้ผู้คนต่างสังคมวัฒนธรรมสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ง่ายดาย น้ำหอมฝรั่งจำนวนมากได้แรงบันดาลใจจากศิลปวัฒนธรรมตะวันออกไกล บางบริษัทผลิตน้ำหอมแบบ unisex เป็นทางเลือกใหม่ในยุคที่เส้นแบ่งทางเพศจางลง ผู้หญิงบางคนชอบกลิ่นสะอาดสดชื่นของน้ำหอมชาย ขณะที่ผู้ชายเริ่มกล้าเผยด้านอ่อนไหวของตนเอง หนุ่มๆ บางคนยอมรับว่าชอบใช้น้ำหอมกลิ่นหวานๆ แบบผู้หญิง คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความเป็น ‘ปัจเจก’ ที่มีสไตล์เฉพาะตัว
ความพยายามที่จะ ‘แตกต่าง’ อยู่เสมอ ทำให้ตลาดน้ำหอมระดับ niche หรือ exclusive เติบโตอย่างรวดเร็ว มีแบรนด์ใหม่ๆ ชื่อแปลกแต่เก๋ไก๋ออกสู่ตลาดมากจนจำแทบไม่ไหว สะท้อนให้เห็นว่าคนรักน้ำหอมพร้อมจะจ่ายเงินก้อนโต เพื่อครอบครองกลิ่นที่พิเศษ ไม่ซ้ำใคร ยิ่งชื่อจำยากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูโดดเด่นน่าสนใจ อีกทั้งผลิตจากส่วนผสมคุณภาพสูงที่คัดสรรมาอย่างดี จึงแตกต่างอย่างชัดเจนจากน้ำหอมที่มีขายทั่วไปในห้างสรรพสินค้า
กระแส Retro ที่แพร่หลายในปัจจุบันยังทำให้น้ำหอมรุ่น vintage ที่ผลิตมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด หรือกลิ่นที่เลิกผลิตไปแล้วเป็นที่นิยมสุดๆ ยิ่งหายากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น บริษัทฝรั่งหลายแห่งหันมาเอาดีในธุรกิจ “ตามหาน้ำหอมที่หาย” เพื่อเอาใจคนจำนวนมากซึ่งโหยหากลิ่นที่เคยใช้ในวัยเยาว์และไม่สามารถซื้อหาได้ตามท้องตลาดอีกต่อไป สะท้อนว่ากลิ่นหอมๆ นั้นจับจองที่นั่งพิเศษในใจใครหลายคน เพราะเชื่อมโยงกับความทรงจำดีๆ ในชีวิตที่อยากเรียกกลับคืน
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดใดก็ตาม กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ
On Scents and Gender

ที่มา : http://farm1.static.flickr.com
ช่วงนี้บ้านผู้เขียนกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและต่อเติม ซึ่งคงจะกินเวลานานหลายเดือนเลยทีเดียว ทุกวันจึงคุ้นชินกับภาพบรรดาช่างก่อสร้างเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณบ้าน พร้อมด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมของอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่กระทบเข้ากับไม้ อิฐ ปูน เหล็ก และอะไรก็ตามที่ประกอบขึ้นเป็นตัวบ้านหลังเก่าบางส่วนที่ถูกทุบทิ้งไป ฟังแล้วก็น่าทึ่งที่บรรดาชายที่ทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มเหล่านี้ช่างมีเรี่ยวแรงมากเสียเหลือเกิน จนนึกเห็นภาพกล้ามเนื้อที่ปูดโปนและเหงื่อที่ไหลโซมกายซึ่งกรำงานหนักขึ้นมาได้ทันที…อะแฮ่ม…ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจว่าผู้เขียนคิดอะไรมิดีมิร้ายไปเสียล่ะ เพียงแต่มันชวนให้คิดว่าพื้นที่ในการก่อสร้างนี้ช่างเป็นพื้นที่ของผู้ชายเสียจริงๆ อย่างยากที่ผู้หญิงจะแทรกเข้าไปได้ ถึงจะมีก็เป็นส่วนน้อยและมักเป็นการช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น คอยส่งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือให้ หรือทำอะไรที่ไม่ต้องใช้แรงมากนัก
ทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า ความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือ physical strength นี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างไว้ให้แก่เพศชายโดยเฉพาะ ชดเชยกับการที่พระองค์ได้ประทานความนุ่มนวลอ่อนหวานและความเข้าใจในสิ่งที่ละเอียดซับซ้อนและปราณีตไว้ให้แก่ผู้หญิง เมื่อผู้เขียนได้กลิ่นไม้ ปูน เหล็ก รวมทั้งกลิ่นบุหรี่ที่ผสมกับกลิ่นเหงื่อจากร่างกายของช่างก่อสร้างเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนคุ้นชิน ก็เลยอดที่จะเชื่อมโยงกลิ่นเหล่านี้เข้ากับ ‘ความเป็นชาย’ ไปไม่ได้
การลงแรงก่อสร้างบ้านเรือนนี้ถือเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดถึงพลังอำนาจของผู้ชาย ขณะที่ในบริบทแวดล้อมของการทำงานอื่นๆ คงเห็นได้ไม่ชัดเท่านี้ เพราะทุกวันนี้เส้นแบ่งทางเพศจางลงทุกที แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมทางเพศเป็นค่านิยมที่แพร่หลายไปทั่วโลก ที่สำคัญคือ “ความรู้อาจเรียนทันกันหมด” เราจึงเห็นผู้หญิงจำนวนมากก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เคยถูกครอบงำโดยเพศชายมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น นักบริหาร วิศวกร สถาปนิก ทหาร ตำรวจ ไล่มาจนถึงคนขับรถ ส่วนผู้ชาย (แท้) หลายคนก็เชี่ยวชาญในวิชาชีพที่เคยถูกคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานของผู้หญิง เช่น พ่อครัว นักจัดดอกไม้ ช่างเสริมสวย หรือช่างตัดเสื้อสตรี
ความนิยมชมชอบผู้ชายที่มีรูปลักษณ์และบุคลิกลักษณะแบบ macho man หรือผู้หญิงแบบ ultra feminine ยังอาจถึงขั้นเป็นที่น่าหัวเราะในความคิดของเด็กรุ่นใหม่ไปเลยด้วยซ้ำ ดูได้จากกระแสนิยมหนุ่มบอยแบนด์เกาหลีที่รูปร่างโปร่งบาง หน้าอ่อนใสแถมผิวเนียนสวยเหมือนผู้หญิง แถมยังพิถีพิถันเรื่องการตกแต่งร่างกายตามสไตล์หนุ่ม metro sexual ส่วนสาวๆ สมัยใหม่จำนวนมากก็ชอบใช้ชีวิตและแต่งองค์ทรงเครื่องแบบ tom boy ผสมผสานกับความอ่อนหวานแบบหญิงๆ เป็นกระแส androgyny ที่แพร่หลายทั่วไปในสังคมเสรีในปัจจุบัน

ที่มา : www.igossipy.com
แต่ไม่ว่ากระแสสังคมจะเคลื่อนไปในทิศทางใดก็ตาม ลึกๆ แล้วตัวผู้เขียนเองก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า เส้นแบ่งระหว่างความเป็นชายและความเป็นหญิงนั้นมีอยู่จริง อย่างน้อยก็ในเรื่องรูปกายภายนอกที่ประกอบด้วยเครื่องบอกเพศต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้เพื่อให้เกิดการดึงดูดกันระหว่างเพศตรงข้าม ด้วยเหตุผลในการสืบทอดเผ่าพันธุ์ (อันนี้หมายถึงเฉพาะกรณีชายจริงหญิงแท้เท่านั้น) และในกรณีของผู้เขียน ก็คือความแตกต่างในเรื่อง physical strength ที่ต่อให้ฝึกฝนร่างกายตัวเองอย่างไรก็ไม่มีวันเทียบเท่าช่างก่อสร้างเหล่านี้ได้แน่
เคยมีคนบอกว่า ‘ความเป็นชายชาตรี’ หรือ ‘ความเป็นกุลสตรี’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรม หรือเป็นสิ่งที่แต่ละสังคมสร้างให้กับเรา มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่เกิด แต่ผู้เขียนว่าการเรียนรู้ทางสังคมนี้มันก็มีรากฐานมาจากลักษณะทางชีววิทยาของมนุษย์นั่นแหละ เป็นธรรมชาติที่ปฏิเสธไม่ได้ ที่สำคัญมันก็มีประโยชน์คือช่วยในการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของมนุษย์ในสังคม ตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญอันเป็นผลมาจากลักษณะทางชีววิทยาของมนุษย์แต่ละคน
ผู้เขียนเข้าใจว่า ในเมื่อผู้ชายส่วนใหญ่เกิดมามีร่างกายแข็งแรงกว่าผู้หญิง และมักมีสติปัญญาเชิงกลไกสูง ก็จึงถูกคาดหวังให้รับผิดชอบหน้าที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง เครื่องยนต์กลไก หรือการป้องกันประเทศ ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีความสามารถในการทำงานที่ละเอียดประณีตหรือซับซ้อน ก็เลยถูกคาดหวังให้รับผิดชอบหน้าที่หลักในการดูแลบ้านและครอบครัว รวมถึงงานอื่นๆ ที่ต้องอาศัยสัญชาตญาณ อารมณ์ความรู้สึก และมุมมองของผู้หญิง ซึ่งผู้เขียนว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้สื่อว่าใครเหนือกว่าใคร หรือเก่งกว่าใคร แต่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งก็มีประโยชน์ในการเติมเต็มจุดอ่อนด้อยของแต่ละฝ่าย ส่วนใครที่สามารถพัฒนาทักษะหรือความสามารถอันโดดเด่นแตกต่างออกไปจากลักษณะร่วมทั่วๆ ไปทางเพศของตัวเองดังที่กล่าวข้างต้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสก้าวล่วงเข้าไปในโลกแห่งการงานที่ถูกมองว่าเป็นของเพศตรงข้ามเอาเสียเลย อย่างที่เราเห็นว่ามีนักปกครองหรือนักการทหารหญิงที่ประสบความสำเร็จอยู่หลายคนในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับพ่อครัวหรือพ่อบ้าน (butler) อีกจำนวนมากที่ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ และภาคภูมิใจในวิชาชีพของตน
ว่ากันว่า สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน มักจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ในโลกของกลิ่นหอม ก็เลยมีคนเล่นกับประเด็นนี้อยู่เสมอ ด้วยการสร้างสรรค์กลิ่นที่บอก ‘ความเป็นชาย’ และ ‘ความเป็นหญิง’ รวมทั้งตอกย้ำด้วยภาพโฆษณาที่แสดงออกถึงเสน่ห์เย้ายวนทางเพศ เพื่อให้ผู้ที่ซื้อหามาประพรม ได้ใช้เสริมเสน่ห์ของตัวเองให้เป็นที่ต้องใจเพศตรงข้าม เพราะคนเรานั้นไวต่อกลิ่นอย่างมากและทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปฏิเสธว่าการรับรู้กลิ่นของมนุษย์มีผลต่อการเลือกคู่และกิจกรรมทางเพศ กลิ่นที่เชื่อว่าบ่งบอกความเป็นชาย ก็เช่น กลิ่นสดชื่นของน้ำหรือทะเล กลิ่นสมุนไพร เครื่องเทศ หรือไม้หอมที่สื่อถึงป่าเขาลำเนาไพร หรือกลิ่นยาสูบซึ่งเป็นของชอบของผู้ชายจำนวนมาก กลิ่นเหล่านี้มักสื่อถึงการเดินทางหรือการผจญภัยซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้ชายที่เชื่อกันว่าเซ็กซี่เย้ายวนและถูกใจผู้หญิงส่วนใหญ่ ส่วนกลิ่นที่บอกความเป็นหญิงก็เช่นกลิ่นดอกไม้ กลิ่นวานิลลาหรือขนมหวานต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนหวาน ซึ่งเชื่ออีกเช่นกันว่าเป็นคุณลักษณะในตัวผู้หญิงที่ผู้ชายชอบ

ที่มา : www.imagesdeparfums.fr
แต่ก็นั่นแหละ…ใช่ว่าผู้ซื้อน้ำหอมสมัยนี้จะติดอยู่กับกรอบความเป็นชายและความเป็นหญิงของกลิ่นเหล่านี้เสมอไป จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่ผู้ชาย (แท้) บางคนใส่น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ของผู้หญิง หรือผู้หญิง (แท้) หลายคนชอบกลิ่นสดชื่นของน้ำหอมชาย เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องของความชอบหรือรสนิยมส่วนตัวที่จะมาบังคับกะเกณฑ์กันไม่ได้ รวมทั้งเหตุผลที่ว่าน้ำหอมซึ่งประพรมลงไปนั้นยังอาจทำปฏิกิริยากับผิวหนังของแต่ละคนในลักษณะที่ต่างกัน จนเกิดเป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งให้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากกลิ่นน้ำหอมในขวดอย่างน่าประหลาด เรื่องที่ว่าน้ำหอมนั้นออกแบบมาสำหรับผู้ชายหรือผู้หญิงก็เลยไม่ค่อยมีความสลักสำคัญอะไรสำหรับหลายๆ คน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ดูสอดคล้องกับกระแสสังคมสมัยนี้ ที่พยายามแหกออกจาก “stereotype” ทางเพศ ดังนั้นไม่ว่าจะถูกใจกลิ่นแบบไหน จะเป็นน้ำหอมชายหรือน้ำหอมหญิง ก็สามารถซื้อหามาประพรมได้ตามชอบ อย่างไม่เห็นต้องเกรงสายตาใครอีกต่อไป (โดยเฉพาะในกรณีของผู้ชาย (แท้) ที่ซื้อน้ำหอมหญิงไปใช้เอง) และไม่ต้องแคร์ว่ากลิ่นเหล่านั้นจะทำให้ความเป็นชายหรือความเป็นหญิงของตนลดน้อยลงไปสักแค่ไหน ตราบเท่าที่กลิ่นหอมนั้นสามารถตอบสนองต่อความชอบหรือความสนใจบางอย่าง เช่น หนุ่มๆ บางคนที่หลงใหลการปลูกดอกไม้ ก็อาจจะชอบกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ที่เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหอมผู้หญิง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีหรือมีความเป็นชายน้อยกว่าหนุ่มอื่นๆ
ก็กลายเป็นเรื่องดีตรงที่เป็นอิสรภาพของคนชอบน้ำหอม ชนิดที่ว่าใครใคร่ใส่…ใส่ เป็นการเปิดกว้างให้สามารถเลือกใช้กลิ่นต่างๆ ได้หลากหลายไม่มีขีดจำกัด เรียกว่าเป็นการเดินทางที่ไม่ธรรมดาสู่โลกของกลิ่นหอมอันกว้างใหญ่ซึ่งรอคอยให้คุณได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างที่มีคนบอกไว้ว่า never say never ถ้ามันเกี่ยวกับการเลือกน้ำหอม เพราะไอ้สิ่งที่คุณเกลียดนักเกลียดหนาเวลาดมเข้าไปครั้งแรก เมื่อลองดมใหม่อีกครั้ง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กำแพงแห่งอคติที่คุณสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติว่า “ไม่…ฉันไม่ชอบกลิ่นนี้” ก็จะเริ่มทลายลง นานเข้าคุณอาจรู้สึกว่าไม่มีกลิ่นที่ ‘รัก’ หรือ ‘เกลียด’ เอาจริงๆ แต่ทุกๆ กลิ่นมีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจแตกต่างกัน ชวนให้ค้นหาลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ กลายเป็นเรื่องสนุกที่จะได้ทดสอบประสาทสัมผัสเรื่องการรับกลิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส หรือการสัมผัส แต่กลับเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าประสาทสัมผัสอื่นๆ … Wish you all have wonderful olfactory journey!
*ผู้ที่ต้องการนำบางส่วนของบทความไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์ชนิดใดก็ตาม กรุณาระบุที่มาของข้อมูลด้วย…ขอบคุณมากค่ะ









